โลก: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอนสูงจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เข้าสู่สัปดาห์ที่สองและยังคงรุนแรงท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและเดินทางหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางตกถูกโจมตีหลายแห่ง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหลายประเทศในเอเชีย
สหรัฐฯ: เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงแม้ผลกระทบจากปัญหาด้านอุปทานพลังงานอาจน้อยกว่าประเทศอื่น เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิรายใหญ่และมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR)_ที่ใหญ่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงย่อมกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในประเทศ อีกทั้งต้นทุนในการทำสงครามอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลและสร้างภาระทางการคลัง สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดส่งสัญญาณชะลอตัว โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลงเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 เดือน และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4%
จีน: ลดเป้าหมายการเติบโตลงมาอยู่ที่ 4.5-5% และเตรียมกระตุ้นการบริโภคผ่านเงินอุดหนุนแลกซื้อสินค้าใหม่ พร้อมทั้งสร้างหลักประกันทางรายได้และสังคม รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง การลดเป้าครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนลำดับความสำคัญทางนโยบายจากการเติบโตที่มุ่งผลลัพธ์เชิงปริมาณเป็นหลักสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยืดหยุ่นในระยะยาวผ่านการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการสงวนพื้นที่ทางนโยบายบางส่วนไว้รับมือกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ไทย: อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ -0.88% YoY ติดลบเป็นเดือนที่ 11 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักอาหารสดและพลังงาน) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 0.56% YoY สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เดือนกุมภาพันธ์ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 49.6 โดยเฉพาะความเชื่อมั่นที่ปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกหมวดธุรกิจจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและการส่งออก
แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบ แต่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนที่สูง (13% ของการนำเข้ารวม) และพึ่งพาแหล่งนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก (สัดส่วนราว 55%) หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 85-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นและอาจทำให้ GDP ลดลงจากกรณีฐานราว 0.2-0.3% แต่หากสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อจนกดดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 110-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นและอาจทำให้ GDP ลดลงจากกรณีฐานราว 0.6-0.9% (ดังตาราง) ทั้งนี้ ผลกระทบจะมากน้อยเพียงใดยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันสำรอง (ล่าสุดทางการระบุว่าอยู่ที่ 95 วัน) รวมทั้งมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน อาทิ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมัน เป็นต้น
IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้า ขณะที่ เงินเฟ้อยังคงกดดันเศรษฐกิจไทย
ตัวเลขเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณอ่อนแอท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่การส่งออกไทยโตชะลอลง
กยท. ขานรับนโยบายปุ๋ย 70:30 หนุนชาวสวนยางใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินควบคู่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต
"Thailand Gold Summit 2026" เปิดเวทีถอดรหัสสินทรัพย์หลุมหลบภัยแห่งอนาคต
PMC โชว์ฟอร์มแกร่ง Q1/69 กำไรพุ่ง 21% สวนกระแสเศรษฐกิจ ชูกลยุทธ์ High-Margin ดันอัตรากำไรขั้นต้นแตะ 24%
finbiz by ttb : เจาะการค้าโลก 2026 แนะ SME บริหารความเสี่ยง รับมือความผันผวน
EXIM BANK แถลงผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เสริมแกร่ง เสริมเงินทุน เสริมความรู้ ช่วยผู้ประกอบการไทยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ธ.ทิสโก้เปิด 4 เรื่องเงินต้องปรับด่วน ! รับมือสงคราม - เงินเฟ้อพุ่ง
Merchant Partners จัดสัมมนาเปิดกลยุทธ์ลงทุน รับมือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์