ManageEngine เปิดตัวเทคโนโลยี Causal Intelligence และ AI อัตโนมัติ สำหรับการดำเนินงานด้านไอที เร่งการตอบสนองต่อเหตุการณ์ขัดข้องได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

ความสามารถใหม่ของ Site24x7 ผสานการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเชิงบริบทของโดเมน (Domain-Aware Correlations), AI แบบอัตโนมัติ และระบบจัดการเวิร์กโฟลว์ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านไอทีสู่การทำงานแบบ Self-Healing

ManageEngine เปิดตัวเทคโนโลยี Causal Intelligence และ AI อัตโนมัติ สำหรับการดำเนินงานด้านไอที เร่งการตอบสนองต่อเหตุการณ์ขัดข้องได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • ระบุสาเหตุที่แท้จริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลอันชาญฉลาดที่ขับเคลื่อนโดย Causal Intelligence
  • เพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่อเหตุการณ์ขัดข้อง ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • ดำเนินการแก้ไขปัญหาในวงกว้างได้อย่างควบคุมได้ ผ่านการจัดการเวิร์กโฟลว์ที่มีธรรมาภิบาล ขับเคลื่อนโดย Qntrl

ManageEngine บริษัทในเครือ Zoho Corporation ผู้นำด้านการให้บริการโซลูชันการจัดการระบบไอทีสำหรับองค์กร ประกาศเพิ่มขีดความสามารถใหม่ด้านระบบวิเคราะห์หาสาเหตุ (Causal Intelligence) และAI อัตโนมัติ (Autonomous AI) ใน Site24x7 แพลตฟอร์มการสังเกตการณ์ระบบแบบเต็มรูปแบบ (Full-Stack Observability) ของบริษัท การยกระดับครั้งนี้นับเป็นการพลิกโฉมวิธีการที่องค์กรใช้รับมือกับเหตุการณ์ระบบหยุดทำงาน โดยเปลี่ยนจากการตั้งรับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (Firefighting) ไปสู่การสร้างระบบที่มีความยืดหยุ่นและสามารถจัดการตนเองได้อย่างอิสระ (Autonomous Resilience) ด้วยความสามารถในการลดระยะเวลาการกู้คืนระบบโดยเฉลี่ย (MTTR) ลงอย่างมีนัยยะสำคัญ และรับประกันการปฏิบัติตามข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Site24x7 จะช่วยให้ทีมไอทีสามารถรักษาประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า และคงไว้ซึ่งความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อองค์กรได้อย่างมั่นคง ManageEngine เปิดตัวเทคโนโลยี Causal Intelligence และ AI อัตโนมัติ สำหรับการดำเนินงานด้านไอที เร่งการตอบสนองต่อเหตุการณ์ขัดข้องได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สภาพแวดล้อมไอทีสมัยใหม่มีความซับซ้อนและกระจัดกระจายมากขึ้น ครอบคลุมทั้งไฮบริดคลาวด์ ไมโครเซอร์วิส และเครือข่ายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดข้อมูลเทเลเมทรีและสัญญาณความผิดปกติ (Anomaly) เชิงคาดการณ์จำนวนมหาศาลในทุกวินาที เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง ความซับซ้อนดังกล่าวทำให้การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเปรียบเสมือนการงมเข็มในมหาสมุทร มักนำไปสู่ช่วงเวลาระบบหยุดชะงักที่ยาวนานขึ้น ทีมไอทีมักประสบความยากลำบากในการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของสัญญาณผิดปกติและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละชั้นของระบบ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาที่สำคัญล่าช้า และอาจกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กรในที่สุด

"สถาปัตยกรรมแบบไฮบริดและคลาวด์เนทีฟทำให้การดำเนินงานด้านไอทีมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก ขณะเดียวกันผู้จัดการไอทีก็ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขเหตุขัดข้องให้รวดเร็ว ท่ามกลางความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น" ศรีนิวาสะ ราฆวัน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ของ ManageEngine กล่าว "ด้วยการผสานการตรวจจับความผิดปกติเชิงคาดการณ์ (Predictive Anomaly Detection) การเชื่อมโยงเหตุการณ์อย่างชาญฉลาด (Intelligent Event Correlation) บริบทความสัมพันธ์ของบริการ (Service Dependency Context) และข้อมูลเชิงสาเหตุที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-driven Causal Insights) Site24x7สามารถลดสัญญาณเตือนรบกวนจำนวนมาก และแสดงให้เห็นไม่เพียงว่าอะไรเสียหาย แต่ยังชี้ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใดและส่งผลกระทบต่อส่วนใดของระบบ ช่วยให้ทีมงานระบุจุดบกพร่องที่แท้จริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลด MTTR ได้อย่างมีนัยสำคัญ และลดผลกระทบต่อการให้บริการให้น้อยที่สุด"

"การคัดกรอง (Triage) และแก้ไขเหตุขัดข้องในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดที่มีโครงสร้างพื้นฐานซับซ้อนมากขึ้น อาจกลายเป็นฝันร้ายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีข้อผูกพันตาม SLA เข้ามาเกี่ยวข้อง" ปราวีร์ กุมาร์ สิงหา ผู้นำด้านไอทีของ Synechron บริษัทผู้ให้บริการไอทีระดับโลก และหนึ่งในลูกค้ากลุ่มแรกที่ได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว กล่าว "ด้วย Site24x7 AIOps เราสามารถกรองสัญญาณเตือนที่ไม่จำเป็นออกได้เกือบ 90% ระบุปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเร่งกระบวนการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้เรารักษาระดับการให้บริการตาม SLA ได้ดียิ่งขึ้น ลด MTTR และท้ายที่สุดสามารถมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่เชื่อถือได้ให้แก่ลูกค้า"

การนำ AI แบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ใน Site24x7 ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การยกระดับการปฏิบัติการด้าน IT ให้มีความเป็นอัตโนมัติมากขึ้น โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ระบบเพื่อลดภาระในการประมวลผลของทีมงาน และแปลงอินไซต์ที่ได้ให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง "ด้วย MCP ที่ทำหน้าที่เป็นชั้นควบคุมและกำกับดูแล (Control and Governance Layer) เรามั่นใจได้ว่าความสามารถด้าน AI เหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างปลอดภัยและอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลขององค์กร สิ่งนี้ช่วยให้ผู้นำด้านไอทีสามารถก้าวสู่เวิร์กโฟลว์แบบเอเจนติก (Agentic Workflows) ได้อย่างมั่นใจ ก้าวทันกระแสการนำ AI มาใช้ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับบริการดิจิทัลที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ" ศรีนิวาสะ ราฆวัน กล่าว

ความสามารถหลักประกอบด้วย:

  • การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุแบบเข้าใจบริบทของโดเมน (Domain-Aware Causal Correlation) ควบคู่กับการตรวจจับความผิดปกติเชิงคาดการณ์ (Predictive Anomaly Detection): ตรวจจับความผิดปกติและเชื่อมโยงสัญญาณที่เกี่ยวข้องจากทั้งแอปพลิเคชัน โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่าย เข้าด้วยกันเป็นปัญหาเดียวที่มีบริบทครบถ้วน ช่วยให้ทีมงานมองเห็นภาพรวมความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ได้ชัดเจน และทราบทันทีว่าควรเริ่มต้นแก้ไขจากจุดใด
  • AI Agents ที่ปรับแต่งได้ พร้อมระบบอัตโนมัติแบบกำกับดูแลและขับเคลื่อนด้วยภารกิจ (Governed, Task-Driven Automation): เปิดให้องค์กรสามารถสร้างและปรับแต่ง AI Agents ให้เหมาะกับบริบทการทำงานของตนเอง กำหนดกรอบการใช้งานที่ได้รับอนุมัติ (guardrails) ผ่านเอกสารโซลูชัน และมอบหมายภารกิจเพื่อให้เอเจนต์ดำเนินงานตั้งแต่การวิเคราะห์ไปจนถึงการแนะนำแนวทางแก้ไขอย่างเป็นขั้นตอน ช่วยให้เวิร์กโฟลว์การตอบสนองต่อเหตุการณ์มีความสอดคล้องและเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกทีม
  • รากฐาน Agentic ที่ขับเคลื่อนด้วย MCP สำหรับองค์กร: MCP ทำหน้าที่เป็นเลเยอร์สำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาและนำกรณีการใช้งานแบบ Agentic ไปใช้จริงบนพื้นฐานของข้อมูล Observability ได้อย่างเป็นระบบ โดยกำหนดมาตรฐานการเข้าถึงข้อมูลของเอเจนต์ การปฏิบัติตามแนวทางที่ได้รับอนุมัติ และการดำเนินงานภายใต้กลไกควบคุมและตรวจสอบย้อนกลับ (auditability) ที่พร้อมสำหรับองค์กร
  • การแก้ไขปัญหาแบบ Orchestrated ด้วย Qntrl: ประสานการดำเนินการต่อเนื่อง (downstream actions) ผ่านเวิร์กโฟลว์ที่มีโครงสร้างและรันบุ๊กที่ทำซ้ำได้ ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มเวิร์กโฟลว์และการออร์เคสเตรชันของ Zoho โดยมีขั้นตอนการอนุมัติและการติดตามตรวจสอบที่ฝังอยู่ในระบบ เพื่อรองรับการทำงานอัตโนมัติอย่างมีการควบคุม

ความสามารถด้าน AIOps เหล่านี้ พร้อมให้ใช้งานแล้วสำหรับผู้ใช้ทุกคนในแพ็กเกจ Professional และ Enterprise


ข่าวปัญญาประดิษฐ์+ธรรมาภิบาลวันนี้

ETDA เปิดเวที 'Responsible AI Innovation Hackathon' เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม AI ที่มีความรับผิดชอบ เพื่อประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Center: AIGC) เปิดตัวโครงการ "Responsible AI Innovation Hackathon" ภายใต้แนวคิด "AI for Justice" เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมยุคใหม่ด้วย AI ที่มีธรรมาภิบาล พร้อมผลักดันแนวคิด AI Ethics by Design บูรณาการหลักจริยธรรมตั้งแต่ขั้นตอนคิด ออกแบบ และพัฒนา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส น่าเชื่อถือ และสะดวกรวดเร็ว

ความสะดวกรวดเร็วของ AI มาพร้อมกับความเสี่... เอบีม คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) แนะแนวทางธรรมาภิบาลในยุค AI ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด — ความสะดวกรวดเร็วของ AI มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น และความจำเป...

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงาน"เปิ... นักวิชาการศศินทร์รับทุนเมธีวิจัยอาวุโส วช. ประจำปี 2568 — สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงาน"เปิดตัวศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น วช. และเมธีวิจัยอาวุโส ประจำ...

การเคหะแห่งชาติเดินหน้ายกระดับการพัฒนาที่... กคช. ขับเคลื่อน GEO AI ยกระดับที่อยู่อาศัยสู่ความเสมอภาคและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน — การเคหะแห่งชาติเดินหน้ายกระดับการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศ บูรณาการเทค...

แนวทางการบริหารจัดการข้อมูลที่ได้รับการยก... เน็ตแอพ เปิดวิสัยทัศน์การบริหารจัดการข้อมูล เสริมแกร่งศักยภาพนวัตกรรม AI ให้องค์กรในอาเซียน — แนวทางการบริหารจัดการข้อมูลที่ได้รับการยกระดับของเน็ตแอพถูกอ...

มลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ย... AIT ร่วมมือ สวทช. และ วช. พัฒนา "ระบบคัดกรองรถควันดำอัจฉริยะ" ช่วยแก้ปัญหา PM2.5 จากรถดีเซล — มลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ยังคงเป็นหนึ่งในปัญห...

ตรวจค้นเครื่องหมายการค้าด้วยตนเองสะดวก รว... กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ "AI Image Search - Trademark Checker"ยกระดับบริการดิจิทัล — ตรวจค้นเครื่องหมายการค้าด้วยตนเองสะดวก รวดเร็ว แม่น...