จับตาคลื่นลูกใหม่เศรษฐกิจโลก ! มหิดล ปั้น Deep Tech สตาร์ทอัพ เปลี่ยนเกมวงการ Wellness-การแพทย์แม่นยำ-สัตว์เลี้ยง ดันนวัตกรรมเป็น New Engine ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล จับตาทิศทางเศรษฐกิจโลก แนะยกระดับประเทศไทยจาก "ผู้บริโภค" สู่ "ผู้สร้างนวัตกรรม" เพื่อตอบรับกระแส Health & Wellness และ Pet Economy ที่กำลังเติบโตสูงสุดและเป็นเมกะเทรนด์ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้

จับตาคลื่นลูกใหม่เศรษฐกิจโลก ! มหิดล ปั้น Deep Tech สตาร์ทอัพ เปลี่ยนเกมวงการ Wellness-การแพทย์แม่นยำ-สัตว์เลี้ยง ดันนวัตกรรมเป็น New Engine ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก

เจาะขุมทรัพย์เทรนด์โลก : Wellness - การแพทย์แม่นยำ - สัตว์เลี้ยง

ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลกที่สะท้อนผ่านเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ข้อมูลจากบริษัทวิจัยชั้นนำระดับโลกต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกัน อาทิ McKinsey & Company ที่เผยว่าตลาด Global Wellness Market ในปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ฟากอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง (Pet Economy) ถือเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง โดย Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงทั่วโลกจะมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่า 45% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า และคาดว่าจะมีมูลค่ารวมทะลุ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

เม็ดเงินสะพัดมหาศาลนี้ ไม่เพียงสะท้อนโอกาสทางธุรกิจ แต่คือนัยยะสำคัญของการเปลี่ยนเกมโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ซึ่งสอดคล้องกับต้นทุนความแข็งแกร่งของประเทศไทย ทั้งด้านการบริการ Wellness และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย รวมถึงกระแสตื่นตัวในกลุ่มคนรักสัตว์

ปี 2026 นี้จึงอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยจะใช้จุดแข็งที่มี ผนวกเข้ากับ "นวัตกรรมเชิงลึก" เพื่อยกระดับสถานะจากการเป็นเพียง "ผู้ซื้อเทคโนโลยี" สู่การเป็น "ผู้พัฒนาเทคโนโลยี" และใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ในการช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดในเวทีโลก

จากความมุ่งมั่นในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) จึงได้เดินหน้าโครงการ Mahidol Incubation Program ในฐานะแพลตฟอร์มบ่มเพาะผู้ประกอบการสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ มุ่งเสริมทักษะเชิงธุรกิจ ควบคู่การพัฒนางานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ เปลี่ยนนักวิจัยให้ก้าวสู่บทบาท Tech Entrepreneur อย่างแท้จริง

เลิกเสี่ยงรักษาโรคผิวหนังสัตว์เลี้ยงด้วยยาสเตียรอยด์! VETISOME จุด นวัตกรรม 'Exosome' พลิกโฉมการรักษาสัตว์เลี้ยง สู่การ 'ฟื้นฟูระดับเซลล์'

ในวันที่เทรนด์คนเลี้ยงสัตว์เป็นเสมือนคนในครอบครัว อีกปัญหาใหญ่ที่คนรักสัตว์ต้องเจอคือวงจรการรักษาที่ไม่จบสิ้น โดยเฉพาะโรคผิวหนังภูมิแพ้ในสุนัขและแมว ที่เดิมมักต้องพึ่งพา "สเตียรอยด์" หรือยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งแม้จะหยุดอาการคันได้เร็ว แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อตับและไตวายในระยะยาว

VETISOME สตาร์ทอัพสาย Deep Tech จากมหิดลนำโดย ผศ.ดร.สพ.ญ.ศศิธร รุ่งอรุณเลิศ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จึงเข้ามาฉีกกฎการรักษาเดิมๆ ด้วยนวัตกรรม "Exosome Therapy" หรือเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม ที่เหนือกว่าการใช้ยาเคมีทั่วไป โดยนำเทคโนโลยีอัจฉริยะจากอนุภาคระดับนาโน "MSC-derived Exosomes" เข้าไปทำหน้าที่เสมือนตัวนำส่งสารสื่อสารกับเซลล์โดยตรง เพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาทำงานปกติที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงแค่การกดอาการไว้ชั่วคราว

ความพิเศษของนวัตกรรมนี้ยังอยู่ที่กระบวนการสกัดแบบ "Cell-free" หรือปราศจากเซลล์ ซึ่งตัดความเสี่ยงเรื่องการกลายพันธุ์หรือการเกิดเนื้องอก ที่มักพบในการใช้สเต็มเซลล์แบบดั้งเดิมออกไปได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้สัตวแพทย์และเจ้าของมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุด ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่การหายคัน แต่คือการคืนโครงสร้างผิวหนังที่แข็งแรง ขนกลับมาขึ้นสวยเงางาม และคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกรักสี่ขา ได้อย่างยั่งยืน

ตับเทียมจากเซลล์มนุษย์ ยุติการทดลองในสัตว์ สู่ความแม่นยำเพื่อชีวิตมนุษย์

ในวงการเภสัชกรรมระดับโลก มีความจริงที่น่าตกใจคือกว่า 90% ของยาใหม่ต้องล้มเหลวในชั้นการทดสอบทางคลินิก โดยหนึ่งในสาเหตุหลักด้านความปลอดภัยเกิดจากพิษต่อตับที่ตรวจไม่พบในสัตว์ทดลอง เนื่องจากความแตกต่างทางสรีรวิทยาระหว่างคนและสัตว์ การพึ่งพาผลการทดสอบในสัตว์ จึงเปรียบเสมือนการเดาทาง ที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งต่อชีวิตผู้ป่วยและต้นทุนมหาศาล และยังไม่เป็นผลดีต่อสัตว์ที่ถูกนำไปทดลองอีกด้วย

OrganoTopia ดีพเทคสตาร์ทอัพดีกรีแชมป์รางวัลนวัตกรรมจากมหิดล นำโดย รศ. ดร.เกษม กุลแก้ว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้ที่ต้นเหตุ ด้วยนวัตกรรม "Liver Organoid" หรือ "ตับจำลองมนุษย์" เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงที่สร้างเนื้อเยื่อตับขนาดจิ๋วจากเซลล์มนุษย์ ให้ทำหน้าที่เสมือน "ตัวแทนอวัยวะจริง" ในห้องปฏิบัติการ นวัตกรรมนี้ถือเป็นการเปลี่ยนเกมที่เข้ามาเปลี่ยนมาตรฐานการวิจัยยา โดยสามารถคัดกรองพิษของยาได้อย่างแม่นยำและตรงกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในมนุษย์จริงๆ ช่วยปิดจุดอ่อนเรื่องความคลาดเคลื่อนจากการใช้สัตว์ทดลอง ทำให้ผู้ป่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะตับวาย

นอกจากนี้ การใช้อวัยวะจำลองยังเป็นการตอบรับเทรนด์จริยธรรมโลกที่มุ่งลดละเลิกการใช้สัตว์ทดลองที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยของไทย แต่ยังช่วยให้กระบวนการพัฒนายาใหม่มีความรวดเร็วและคุ้มค่ามากขึ้นทำให้บริษัทยาสามารถคัดกรองตัวยาที่มีประสิทธิภาพสูงออกสู่ตลาดเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที

หมดปัญหาคนกลัวเข็ม! RevoAllerX ส่ง 'เข็มจิ๋ว' พลิกโฉมการตรวจภูมิแพ้ แม่นยำเท่าเจาะเลือดแต่ไม่เจ็บ

ภาพจำของการตรวจภูมิแพ้โดยการสกิดผิวหนังด้วยเข็ม อาจสร้างความกังวลใจให้ใครหลายคน ทั้งความเจ็บปวดและภาพลักษณ์ที่น่ากลัวของเข็ม แต่ข่าวดีคือสิ่งนี้กำลังจะกลายเป็นอดีต เมื่อนวัตกรรม Deep Tech เข้ามาแก้ปัญหา "โรคกลัวเข็ม" ของเด็กๆ ได้อย่างตรงจุด โดย RevoAllerX สตาร์ทอัพจากมหิดล นำโดย รศ. ดร. สุรพล พิบูลโภคานันท์ สถาบันชีววิทยาศาสตรโมเลกุล ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ด้วย "IgEase MN-10 Patch" แผ่นสติกเกอร์เพื่อใช้แทนเข็มในการตรวจภูมิแพ้โดยการสกิดผิวหนังที่ออกแบบมาเพื่อปฏิวัติประสบการณ์ผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญของนวัตกรรมนี้คือการใช้เทคโนโลยี Microneedle หรือ "กลุ่มเข็มจิ๋ว" ที่มีความเล็กจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยถูกออกแบบเชิงวิศวกรรมให้มีความยาวพอดีที่จะเจาะลงไปเพียงชั้นตื้นของผิวหนังเพื่อส่งน้ำยาทดสอบ แต่ไม่ลึกถึงชั้นหนังแท้ที่มีเส้นประสาทและเส้นเลือดทำให้กระบวนการทดสอบมีความปลอดภัยสูง ลดความเจ็บปวดและช่วยขจัดความเครียดระหว่างการตรวจภูมิแพ้ ที่ดีขึ้นไปอีกคือองค์ประกอบของเข็มเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ ไม่เป็นภาระต่อการกำจัด ซึ่งแผ่นสติกเกอร์นี้จะเปลี่ยนโรงพยาบาลให้เป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรมากขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กและผู้ปกครองที่มีความเครียดไปพร้อมกับเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่มีความกังวลเรื่องเข็ม นอกจากนี้ ผลการทดสอบทางคลีนิคโดย RevoAllerX ยืนยันความแม่นยำในการวินิจฉัยเทียบเท่ากับการใช้เข็ม และแผ่นสติกเกอร์ "IgEase" นี้มีการออกแบบมาให้ใช้งานง่ายเพียง 4 ขั้นตอนและรองรับการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ได้สูงสุดถึง 10 ชนิดที่แพทย์สามารถเลือกได้ในครั้งเดียว ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริการทางการแพทย์ครั้งสำคัญ

ความสำเร็จของกลุ่มสตาร์ทอัพสัญชาติไทยเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยนวัตกรรมไทย ที่มีคุณภาพพร้อมออกสู่ตลาดโลกเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และผลักดันให้ไทยเปลี่ยนผ่านบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนานวัตกรรมได้ต่อไปในอนาคตอันใกล้


ข่าวมหาวิทยาลัยมหิดล+บริหารจัดการวันนี้

มหิดลเปิดเทรนด์โลก 2026 รับกระแส Longevity ชูนวัตกรรมแพทย์และนักวิจัยไทย "สู้มะเร็ง-รู้ทันโรค-ชะลอวัย" ถอดรหัสคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์เทรนด์โลกปี 2026 รับกระแส Longevity ชี้ทิศทางสุขภาพยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่อายุยืน แต่ต้องอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โชว์ศักยภาพนวัตกรรมการแพทย์ฝีมือคนไทยที่คุณภาพทัดเทียมเวทีโลก ชูไฮไลต์นวัตกรรม "สู้มะเร็ง-รู้ทันโรค-ชะลอวัย" ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและโรคอุบัติใหม่ มุ่งต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) ม.มหิดล เปิดเผยว่า

เตรียมพบกับปรากฏการณ์ดนตรีและละครเวทีที่ร... YAMP ขนทัพว่าที่ศิลปินบุกรันวงการ จัดมหากาพย์ดาร์กแฟนตาซี "Into The Woods" 19-22 ก.พ. นี้ — เตรียมพบกับปรากฏการณ์ดนตรีและละครเวทีที่รวมพลัง "ว่าที่ศิลปิน"...

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ Harvard Health S... มหิดล จับมือ ฮาร์วาร์ด จัดแข่งขัน Hackathon Medical AI ปั้นนวัตกรไทยสู่เวทีโลก — มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ Harvard Health Systems Innovation Lab มหาวิทยาลั...

กลับมาอีกครั้งกับงาน NURSING EDUCATION QU... มหกรรมคุณภาพการศึกษาพยาบาล Nursing Education Quality Fair 2026 — กลับมาอีกครั้งกับงาน NURSING EDUCATION QUALITY FAIR 2026 มหกรรมคุณภาพการศึกษาพยาบาลแห่งอน...