SMPC ประกาศงบไตรมาส 3/2568 มีกำไรสุทธิ 127.69 ลบ. โต 27.4% จากงวดเดียวกันของปีก่อน มีรายได้จากการขาย 857.60 ลบ. ลดลง 26.5% ตามปริมาณขายที่ลดลง 13% จากความผันผวนของค่าขนส่งทางเรือทำให้ลูกค้าชะลอการรับของ ราคาเหล็กลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 21% ค่าเงินบาทแข็งขึ้น 8% ส่งผลให้ราคาขายลดลง ขณะที่กำไรงวด 9 เดือนแรกปีนี้ทำได้ 480 ลบ. โต 6.4% รายได้อยู่ที่ 3,041.99 ลบ. ลดลง 11.7% จากงวดเดียวกันของปีก่อน บริษัทฯ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการสินค้าจากลูกค้าในสหรัฐฯ ยังคงมีสม่ำเสมอ เพื่อทดแทนถังเดิมที่เสื่อมสภาพ ส่งผลให้บริษัทยังคงรักษาคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ ได้อย่างต่อเนื่อง ส่งซิกแนวโน้ม Q4 ปีนี้ต่อเนื่องไตรมาสแรกปีหน้า ออเดอร์ไหลเข้าต่อเนื่อง เดินหน้าชูกลยุทธ์เน้นเพิ่มการขายผลิตภัณฑ์ High Value เพิ่มมาร์จิ้น ลุยขยายตลาดในภูมิภาคที่หลากหลายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นางปัทมา เล้าวงษ์ รองประธานกรรมการ บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) หรือ SMPC ประกอบธุรกิจผลิตถังทนความดันแบบต่างๆ โดยผลิตภัณฑ์หลักเป็นถังสำหรับบรรจุแก๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม และสำหรับใช้เป็นแหล่งพลังงานรถยนต์ โดยจำหน่ายภายในและต่างประเทศ ภายใต้เครื่องหมายการค้า "SMPC" รวมทั้งรับจ้างผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าต่างๆ เปิดเผยว่าผลประกอบการของบริษัทฯ งวด 9 เดือนของปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 480.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.88 ล้านบาท หรือคิดเป็น 6.4% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 451.87 ล้านบาท เนื่องจากอัตราการทำกำไรดีขึ้น และค่าใช้จ่ายในการขายและการจัดจำหน่ายลดลงจากการเปลี่ยนนโยบายการขายแบบไม่รวมค่าขนส่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากค่าขนส่งทางเรือผันผวน ต้นทุนทางการเงินลดลงจากการเร่งชำระหนี้
โดยมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 3,041.99 ล้านบาท ลดลง 403.24 ล้านบาท หรือ 11.7% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 3,445.23 ล้านบาท ในขณะที่ปริมาณขายลดลง 3% และราคาขายลดลง 9% จากราคาเหล็กลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 16% และค่าเงินบาทแข็งขึ้น 7% ทำให้ยอดขายลดลง
"ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 727.39 ล้านบาท ลดลง 6.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 778.39 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 1.3% เป็น 23.9% เนื่องจากสัดส่วนการขายถังใหญ่ และถังประเภทอื่นซึ่งมีอัตราการทำกำไรดีเพิ่มขึ้น และต้นทุนราคาเหล็กลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 16% สุทธิกับค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น"
ขณะที่ผลประกอบการในงวดไตรมาส 3/2568 บริษัทมีกำไร 127.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.47 ล้านบาท หรือ 27.4% จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไร 100.22 ล้านบาท มีรายได้จากการขาย 857.60 ล้านบาท ลดลง 308.98 ล้านบาท หรือ 26.5% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากการขายและบริการ 1,166.58 ล้านบาท ตามปริมาณขายที่ลดลง 13% เนื่องจากความผันผวนของค่าขนส่งทางเรือทำให้ลูกค้าชะลอการรับของ ในขณะเดียวกันราคาเหล็กลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 21% และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 8% ทำให้ราคาขายลดลง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 23.2% เป็น 24.9% ผลจากราคาวัตถุดิบลดลง 21% และสัดส่วนการขายถังขนาดใหญ่และถังทนความดันต่ำประเภทอื่นๆ ซึ่งมีราคาสูงและอัตราการทำกำไรดีเพิ่มขึ้น
ถึงแม้ในปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย แต่บริษัทสามารถรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน ด้วยกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบ และโครงสร้างรายได้ที่แข็งแกร่งจากการส่งออก ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 90% ของรายได้รวม อีกทั้งบริษัทยังมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วยกลยุทธ์ Natural Hedge นอกจากนี้บริษัทยังพิจารณาการใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ เช่น การซื้อสัญญา Forward Currency ตามสถานการณ์ตลาด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนจากหลายปัจจัยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความต้องการจากลูกค้าในสหรัฐฯ ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการทดแทนสินค้าที่เสื่อมสภาพและการขยายตลาดของคู่ค้าในประเทศดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาปริมาณคำสั่งซื้อจากลูกค้าสหรัฐฯได้อย่างสม่ำเสมอ โดยคำสั่งซื้อจากลูกค้าสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 14%
นอกจากนี้ราคาวัตถุดิบเหล็กที่ลดลงช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไร ขณะเดียวกันบริษัทเฝ้าระวังต้นทุนค่าขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้น และปรับกลยุทธ์ขายแบบ FOB เพื่อรองรับความผันผวน รวมถึงติดตามนโยบายการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และความเสี่ยง พร้อมแนวทางการรับมือเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯได้ดำเนินนโยบายขยายส่วนแบ่งทางการตลาดไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของประเทศคู่ค้ารายใหญ่ และกระจายฐานลูกค้าในแต่ละภูมิภาคที่มีความต้องการสินค้าในช่วงเวลาที่ต่างกัน และเพื่อป้องกันกรณีหากพื้นที่ขายใดมีปัญหา ก็จะมียอดขายจากพื้นที่อื่นมาชดเชย ทำให้รายได้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/2569 ยังเห็นโมเมนตัมการเติบโตที่ดี จากข้อมูลคำสั่งซื้อไหลกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หลังมีการชะลอตัวในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา รวมทั้งบริษัทได้งานประมูลเพิ่มเข้ามา โดยยอดขายรวมปีนี้คาดทำได้ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่คำสั่งซื้อจากลูกค้าในสหรัฐฯยังแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
SMO โชว์ศักยภาพในงาน Opportunity Day Year End 2025 กางแผนขยายกำลังผลิต ดันศักยภาพเติบโตระยะยาว
KGI ปี 68 ทำกำไร 866 ลบ. พร้อมแจกปันผลหุ้นละ 0.31 บาท
TM โชว์ผลงานปี 2025 มีรายได้ขายสินค้า 682.59 ล้านบาท
EKH เปิดงบQ4/68 กำไรพุ่งแตะ 81.68 ลบ.เพิ่มขึ้น 30% บอร์ดแจกปันผลอัตรา 0.30 บ./หุ้น เคาะจ่าย 18 พ.ค.นี้ ปักหมุดปี 69 ลุยเปิดบริการสุขภาพ 3 โครงการใหม่ หนุนผลงานโต 20%
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ โชว์ผลงานปี 2568 กวาดรายได้รวมกว่า 9,200 ล้านบาท กำไรสุทธิ 720 ล้านบาท
HMPRO กำไรปี 68 แตะ 6,011 ล้านบาท ROE 22.73% เคาะปันผล 0.22 บาท ตอกย้ำหุ้นค้าปลีกบ้านฐานะแกร่ง ลุยเกม Hybrid Store ปูทางเติบโตระยะยาว
TTA โชว์ผลการดำเนินงานปี 68 กำไรโตแกร่ง 15% ทะลุ 1.5 พันล้านบาท ดันกำไรสุทธิจากการดำเนินงานแตะ 2.1 พันล้านบาท
AGE ปิดงบปี 2568 กำไรเติบโต 250.7 ล้านบาทฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปรับพอร์ตสู่ธุรกิจยั่งยืน