ดันผลิตภัณฑ์โปรตีนสูงในไทยโตแรงถึง 126% ในสองปี
ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Food Supplements and Nutrition: FSN) ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องดื่มโปรตีนสูง เครื่องดื่มเสริมวิตามิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ คาดว่าจะมีมูลค่าราว 758.99 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2034 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7%[1] ต่อปี ซึ่งประเทศไทยได้สะท้อนภาพรวมของตลาดโลกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตลาดผลิตภัณฑ์โปรตีนสูงหรือไฮโปรตีนเติบโตมากกว่า 126% ภายในสองปี แตะมูลค่า 4,300 ล้านบาทในช่วงกลางปี 2025[2] ซึ่งมาจากกระแสการออกกำลังกายที่มาแรง ผลักดันให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพกลายเป็นตัวเลือกในชีวิตประจำวันของคนไทย
เต็ดตรา แพ้ค ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วโลก เพื่อค้นหาเทรนด์และความต้องการที่กำลังกำหนดทิศทางอนาคตของตลาด เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะช่วยสร้างโอกาสเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้
ตลาดอาหารเสริมและโภชนาการกำลังเผชิญกับการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญจากพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก โดยพบว่า "แรงกระตุ้นจากผู้บริโภค" และ "รสชาติท้องถิ่น" มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ตามผลการวิจัยล่าสุดของเต็ดตรา แพ้ค[3] ที่ระบุว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่เพียงเพราะคุณประโยชน์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ แต่ยังคำนึงถึงความรู้สึกทางอารมณ์ แรงบันดาลใจ และความเชื่อมั่นในคุณค่าที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มอบให้
ผู้บริโภคต้องการโภชนาการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตน
ผลสำรวจล่าสุดเผยให้เห็นว่า ผู้บริโภคกำลังมองผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (FSN) เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างรอบด้านมากขึ้น โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของผู้บริโภค ได้แก่ สุขภาพที่แข็งแรง (58%) เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนในแต่ละวัน (51%) และสามารถให้พลังงานที่ดีและเพียงพอในวันที่วุ่นวาย (47%) นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมองไปถึงการเสริมสุขภาวะทางจิตใจและสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้น
การให้ความมั่นใจทางอารมณ์ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ โดย 42% ต้องการรู้สึกว่าสามารถควบคุมสุขภาพของตนเองได้ ขณะที่ 39% ต้องการความสบายใจเรื่องโภชนาการ และ 30% ต้องการความรู้สึกสมดุลหรือผ่อนคลายมากขึ้น
นอกเหนือจากปัจจัยด้านสุขภาพแล้ว ความสะดวกในการใช้งาน ก็มีบทบาทสำคัญ โดยมีผู้บริโภค 21% ที่ต้องการสินค้าที่เหมาะกับการใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ และ 18% กล่าวว่าผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดเวลาในการเตรียมอาหารหรือของว่างมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือลำดับความสำคัญที่แตกต่างกันไปในกลุ่มผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม เช่น ผู้บริโภควัยหนุ่มสาวให้ความสำคัญกับรสชาติ ขณะที่ผู้บริโภคผู้สูงอายุจะมองเรื่องของโภชนาการเป็นหลัก
ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่ดื่มได้กำลังได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ โดย 59% แสดงความสนใจในทางเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่พร้อมดื่ม ความโดดเด่นในเรื่องของการใช้งานที่บริโภคได้ง่าย ไม่ต้องเตรียมการมาก และสะดวกในการเก็บหรือพกพา เหมาะสำหรับการบริโภคระหว่างวัน ซึ่งสำหรับประเทศไทย ผลิตภัณฑ์พร้อมดื่มแบบพาสเจอไรซ์ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 96% อย่างไรก็ดีผลิตภัณฑ์ในรูปแบบยูเอชที (UHT) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มเครื่องดื่มโปรตีนสำหรับไลฟ์สไตล์ประจำวันเช่นกัน[4] สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคในประเทศไทยที่ต้องการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่พกพาสะดวก เข้าถึงง่าย พร้อมความแข็งแรงของบรรจุภัณฑ์และอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานขึ้น
แอนนา ลาร์สสัน หัวหน้าฝ่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค ให้ความเห็นว่า "ความสะดวกยังคงเป็นความคาดหวังพื้นฐานของผู้บริโภค สำหรับแบรนด์ต่าง ๆ นี่คือโอกาสที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่สะดวกและทันสมัย เพื่อตอบสนองความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปและมอบคุณค่าเพิ่มให้กับลูกค้า อย่างไรก็ตาม ความสนใจในหมวดหมู่นี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความสะดวกเพียงอย่างเดียว โดย 71% ของผู้บริโภคกล่าวถึงความชื่นชอบต่อผลลัพธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไปจากส่วนผสมธรรมชาติมากกว่าสารสังเคราะห์ที่ได้ผลเร็ว และยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้นอีกด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในการมองหาผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นคุณค่าและสนับสนุนการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน "
จากการศึกษานี้ ชี้ให้เห็นถึงจุดที่ผู้บริโภคยังมีความกังวล ซึ่งบรรจุภัณฑ์สามารถช่วยแก้ไขได้ ตั้งแต่เรื่องความอ่อนไหวต่อราคา ความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ความสะดวกในการใช้งาน ไปจนถึงความโปร่งใสของส่วนผสม ทั้งนี้ มีผู้บริโภคถึง 63% ที่นิยมบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบเดิมที่พร้อมดื่ม บรรจุภัณฑ์แบบขนาดพกพาและเก็บได้นานจึงตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างลงตัว
การวิจัยล่าสุดของเต็ดตรา แพ้ค ช่วยให้ลูกค้าสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับวิถีชีวิตของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ใส่ใจสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์กระดาษที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ไปจนถึงข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้จริงในการพัฒนาสูตรและกำหนดตำแหน่งทางการตลาด ช่วยสนับสนุนเจ้าของแบรนด์สร้างผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น แตกต่าง ทั้งในด้านคุณประโยชน์และคุณค่าที่ดีต่อใจ พร้อมเพิ่มโอกาสในการครองส่วนแบ่งในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ โซลูชันฝาบรรจุภัณฑ์จากเต็ดตรา แพ้ค ยังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของกล่องเครื่องดื่มที่บรรจุผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ว่าจะเป็นฝา DreamCap(TM)26 ที่มาพร้อมทั้งความสะดวกและสุขอนามัยในการใช้งาน ทั้งยังเสริมให้โดดเด่นบนชั้นวางสินค้า ในขณะที่ฝาแบบติดกับตัวบรรจุภัณฑ์ (Tethered Cap) เข้ามาเสริมมาตรฐานด้านความยั่งยืน ซึ่งสอดรับทั้งข้อกำหนดที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐและความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ เมื่อรวมเข้ากับจุดเด่นของบรรจุภัณฑ์กระดาษที่น้ำหนักเบา พกพาง่าย และทำจากวัสดุหมุนเวียน รูปแบบฝาบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ยิ่งทำให้กล่องเครื่องดื่มยูเอชที เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในยุคปัจจุบันมากขึ้นไปอีก
คุณสุภนัฐ รัตนทิพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสรุป "กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีสัดส่วนการเติบโตที่รวดเร็วมาก ๆ ในประเทศไทย จากตลาดเฉพาะกลุ่ม กลายเป็นทางเลือกด้านสุขภาพที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในทุกเจเนอเรชัน นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ผลิตไทยในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวก รวดเร็ว และสามารถบริโภคได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยูเอชที ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องการเก็บรักษาได้นาน พกพาไปได้ง่าย พร้อมปกป้องคุณภาพได้ดี ไปจนถึงรูปแบบที่บรรจุในกล่องกระดาษที่มีน้ำหนักเบาและสะดุดตาบนชั้นวางสินค้ามากกว่ารูปแบบอื่น ๆ โดยเต็ดตรา แพ้ค ทำงานเคียงข้างแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อช่วยตอบสนองความต้องการเหล่านี้ ตั้งแต่การให้คำแนะนำข้อมูลเชิงลึก การพัฒนาสูตร รูปแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงโซลูชันบรรจุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและโดดเด่นในตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ได้อย่างแท้จริง"
BJC เปิดตัว "Herbi" Jelly Strip นวัตกรรมดูแลสุขภาพสำหรับคนยุคดิจิทัล อร่อย เคี้ยวง่าย ดูแลตัวเองได้ทุกวัน
NCP คุมเกมสู้วิกฤต ส่งสินค้าใหม่ดันรายได้ Q2/69
MEGA We care เปิดตัว หลิงออม แบรนด์แอมบาสเดอร์คู่แรก ในงาน "Care-mitment x LingOrm" 7 พฤษภาคม 2569 นี้ @ CentralwOrld
ฮาฟเนอร์ กรุ๊ป จับมือ โรงพยาบาลวิภาวดี ผนึกกำลังครั้งสำคัญ พลิกเกมสุขภาพไทยสู่ยุค "Prevention" มุ่งยกระดับ Healthspan คนไทย
"แลคโตบาซิลัส แรมโนซัส แอล34" โพรไบโอติกประจำถิ่น ลดการอักเสบ ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
MALEE กางยุทธศาสตร์ 'Malee Applied Sciences' สร้าง New Era of Wellness ชู Deep Tech ทางวิทยาศาสตร์ สร้างนวัตกรรม 'Advanced Active Ingredients' ลุยตลาด B2B
เฮอร์บาไลฟ์ เดินหน้าขยายศักยภาพด้านโภชนาการเฉพาะบุคคลผ่านแผนเข้าซื้อกิจการBioniq การทำธุรกรรมช่วยเร่งความมุ่งมั่นของ เฮอร์บาไลฟ์ และ คริสเตียโน โรนัลโด ในการยกระดับโภชนาการและการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลทั่วโลก
BioActive+ คว้ารางวัล Business+ Product Innovation Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรม Health & Wellness ด้วย "Concentrated Liquid Collagen"