รู้ทันไวรัสหน้าฝน! สสวท. เปิดคลังความรู้ "การป้องกันตัวจากไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่"

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

เมื่อสายฝนเริ่มโปรยปราย หลายคนอาจนึกถึงความสดชื่นของอากาศที่เย็นลง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฤดูฝนก็เป็นช่วงที่โรคทางเดินหายใจกลับมาเยือนบ่อยขึ้น โดยเฉพาะ "ไข้หวัด" และ "ไข้หวัดใหญ่" ที่มักแพร่ระบาดได้ง่ายในสภาพอากาศชื้นและพื้นที่ที่มีผู้คนรวมตัวกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน สถานศึกษา หรือสถานที่ทำงาน ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคไข้หวัดใหญ่ยังคงเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่พบได้ทั่วโลกและสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในทุกช่วงวัย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรเรียนรู้และป้องกันตนเองอย่างถูกวิธี

รู้ทันไวรัสหน้าฝน! สสวท. เปิดคลังความรู้ "การป้องกันตัวจากไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่"

หลายคนอาจเข้าใจว่า "ไข้หวัด" และ "ไข้หวัดใหญ่" เป็นโรคเดียวกัน แต่ความจริงแล้วเกิดจากไวรัสคนละชนิด โดยทั่วไปจะพบไรโนไวรัส (Rhinovirus) เป็นสาเหตุของไข้หวัดธรรมดา ซึ่งมักมีอาการไม่รุนแรง เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก หรือเจ็บคอ ขณะที่ไข้หวัดใหญ่เกิดจากไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งอาจทำให้มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลียมาก และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้ประชาชนเฝ้าระวังอาการและเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมเมื่อมีอาการรุนแรง

เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้าม คือ เชื้อไวรัสไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เราไอหรือจาม เชื้อไวรัสสามารถเดินทางไปกับละอองฝอยขนาดเล็กได้ไกลหลายเมตร และสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปาก หรือดวงตาได้ง่าย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการล้างมือและการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วย จึงยังคงเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพและทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ใกล้ตัว สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ขอเชิญชวนคุณครู นักเรียน เยาวชน และผู้สนใจ เรียนรู้วีดิทัศน์ เรื่อง "การป้องกันตัวจากไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่" ที่อธิบายด้วยหลักชีววิทยาอย่างเข้าใจง่าย ตั้งแต่สาเหตุการเกิดโรค กลไกการติดเชื้อ ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ตลอดจนแนวทางการป้องกันตนเองที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เหมาะทั้งสำหรับใช้ประกอบการเรียนการสอน และเพิ่มความรอบรู้ ที่คลังสื่อการสอน My IPST สสวท. คลิกชมวีดิทัศน์ที่ลิงก์ https://myipst.ipst.ac.th/medias/การป้องกันตัวจากไข้หวัดใหญ่

สำหรับวิธีป้องกันตนเองจากไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วย "3 สะอาด" ได้แก่ สะอาดมือ โดยล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือใช้แอลกอฮอล์เจลเป็นประจำ สะอาดอากาศ โดยสวมหน้ากากเมื่อมีอาการป่วย ไอ จาม หรือเมื่อต้องอยู่ในสถานที่แออัดและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก และสะอาดร่างกาย ด้วยการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น รวมถึงปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชูหรือข้อพับแขนทุกครั้งเมื่อไอหรือจาม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค ควบคู่กับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วยการพักผ่อนอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่โรคระบบทางเดินหายใจพบได้บ่อย นอกจากนี้ การรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญที่องค์การอนามัยโลกและกรมควบคุมโรคแนะนำ เพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดการแพร่กระจายของเชื้อในชุมชน อ่านเพิ่ม https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/influenza-(seasonal) และ https://ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=13

ฤดูฝนอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเรียนรู้และป้องกันตนเองสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่เพียงช่วยให้เราเข้าใจโรคเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราดูแลตนเอง ครอบครัว และคนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ติดตามและเรียนรู้เพิ่มเติมผ่านวีดิทัศน์ เรื่อง "การป้องกันตัวจากไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่" ได้ที่คลังสื่อการสอน My IPST สสวท. เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเกราะป้องกันสุขภาพในช่วงฤดูฝนนี้ได้ที่ https://myipst.ipst.ac.th/medias/การป้องกันตัวจากไข้หวัดใหญ่

อ่านเนื้อหาเพิ่มได้ที่: https://www.ipst.ac.th/news/120356/influenza-virus.html


ข่าวองค์การอนามัยโลก+องค์การอนามัยโลวันนี้

ทำความรู้จัก 'ไวรัสอีโบลา โรคติดเชื้ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง

จากการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาที่ดิอาร์คองโก ยูกันดา การระบาดยังรุนแรงขึ้น โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค เผยรายงานจากองค์การอนามัยโลก สงสัยผู้ติดเชื้อ จำนวนมากกว่า 900 ราย และเสียชีวิตแล้ว 220 ราย โดยการระบาดครั้งนี้ เกิดจากสายพันธุ์ Bundibugyo (บุนดิบูโย) ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 บอร์ดโรคติดต่อ ฯ แห่งประเทศไทย ได้ยกระดับสกัด "อีโบลา" จากผู้เดินทางจาก 2 ประเทศ "ดิอาร์คองโก-ยูกันดา" โดยเมื่อเข้าไทยจำเป็นต้องกักกันตัว 21 วัน ซึ่งบทความให้ความรู้โดย พญ.พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์

ไวรัสอีโบลา ระบาดรุนแรงในคองโก มียอดผู้เส... ไวรัสอีโบลา อันตรายแค่ไหน? — ไวรัสอีโบลา ระบาดรุนแรงในคองโก มียอดผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 136 ราย (ข้อมูลอัปเดต 19 พ.ค. 69) ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ บุน...

รู้จัก 'โควิด Cicada' น่ากลัวแค่ไหน มีอะไ... รู้จัก 'โควิด Cicada' น่ากลัวแค่ไหน มีอะไรต้องระวัง? — รู้จัก 'โควิด Cicada' น่ากลัวแค่ไหน มีอะไรต้องระวัง? ทำความรู้จักโควิดสายพันธุ์ใหม่ "Cicada" (หรือร...

เกี่ยวกับการฟื้นฟูสมดุลระบบทางเดินอาหารใน... ดานอน ขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความตระหนักรู้ — เกี่ยวกับการฟื้นฟูสมดุลระบบทางเดินอาหารในเด็กผ่าคลอด จากการผ่าคลอดในประเทศไทยที่เพิ่มสูง ดานอ...