4 โบรกฯ ฟันธง! PHAT อนาคตไกล ชูขยายกำลังผลิตรับ Peak Season ต่อยอด New S-Curve CPKO เพิ่มมาร์จิ้น ดันกำไรโตยาว เคาะราคาเป้าหมายสูงสุดถึง 3.02 บ./หุ้น

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

4 โบรกเกอร์ ประสานเสียงประเมินหุ้น IPO น้องใหม่ "PHAT" พื้นฐานแกร่ง! เคาะกรอบราคาเป้าหมาย 2.90 - 3.02 บาทต่อหุ้น พร้อมตอกย้ำศักยภาพการเติบโต กำไรปี 2569-71 พุ่งโดดเด่น โชว์จุดแข็งเจาะตลาดส่งออก ขยายกำลังผลิตกว่าร้อยละ 50 รับ Peak Season หนุนกำไรปี 2569 ทันที และยังชูโรงธุรกิจสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) สร้าง New S-Curve หนุนมาร์จิ้นสูงขึ้นต่อเนื่อง คาดเพิ่มรายได้กว่า 800 ล้านบาทต่อปี ดันผลงานเติบโตแบบก้าวกระโดด สะท้อนความมั่นใจของนักลงทุนต่อเส้นทางการเติบโตระยะยาว

4 โบรกฯ ฟันธง! PHAT อนาคตไกล ชูขยายกำลังผลิตรับ Peak Season ต่อยอด New S-Curve CPKO เพิ่มมาร์จิ้น ดันกำไรโตยาว เคาะราคาเป้าหมายสูงสุดถึง 3.02 บ./หุ้น

บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT ผู้ประกอบธุรกิจสกัดน้ำมันปาล์มดิบและส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงจากปาล์มในอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ก่อตั้งโดย นายสมนึก จันทวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมากว่า 30 ปี มีบทบาทสำคัญในการให้บริการคำปรึกษาด้านการออกแบบและก่อสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบในภาคใต้อย่างครบวงจร ทำให้เข้าใจโครงสร้างและกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มดิบในทุกมิติ และสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้อย่างลึกซึ้ง ก่อนต่อยอดสร้างโรงงานของตนเองขึ้นในปี 2560 ในฐานะ "เจ้าของกิจการกลางน้ำ" รับผลผลิตจากเกษตรกรเพื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) คุณภาพสูง ด้วยเครื่องจักรและเทคโนโลยีทันสมัยที่ได้มาตรฐานสากลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบบควบคุมคุณภาพเข้มงวดตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการจัดจำหน่าย ทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องโดย PHAT มีแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรกต่อประชาชน (IPO) จำนวนไม่เกิน 130 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นร้อยละ 27.5 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในหมวดอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ภายในปี 2569

การระดมทุนครั้งนี้ บริษัทจะนำไปใช้ 1. ก่อสร้างโรงงานสกัดน้ำมันจากเมล็ดในปาล์ม (CPKO) เพื่อขยายสู่ธุรกิจผลิตน้ำมันเมล็ดในปาล์มซึ่งมีมูลค่าเพิ่มและอัตรากำไรสูงกว่าน้ำมันปาล์มดิบ สร้าง New S-Curve ของบริษัท รวมถึงลงทุนในโครงการ Biogas ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของโรงงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 2. เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจพร้อมกันนี้ กลุ่มครอบครัวผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทได้สมัครใจที่จะไม่ขายหุ้นและลงนามในสัญญาข้อจำกัดการโอนหุ้นสำหรับผู้ถือหุ้น (Voluntary IPO Lock Up) โดยจะไม่ขายหุ้นที่ตนถือเป็นส่วนเพิ่มเติมจากหุ้นส่วนที่ถูกสั่งห้ามขายหุ้นตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่หุ้นของบริษัทเริ่มทำการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งผลให้มีจำนวนหุ้นเดิมที่ถูกห้ามซื้อขายตามเกณฑ์ Silent Period และ Voluntary IPO Lock Up จำนวน 330,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 70.00 ของทุนชำระแล้วหลังจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนในครั้งนี้ ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก 4 บริษัทหลักทรัพย์ ได้จัดทำรายงานบทวิเคราะห์และประเมินราคาเหมาะสมของหุ้น PHAT อยู่ในช่วง 2.90 - 3.02 บาทต่อหุ้น ดังนี้

1.บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์ประเมินราคาเป้าหมายที่เหมาะสมของหุ้นบริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT อยู่ที่ 3.02 บาท โดยมองว่า PHAT มีความน่าสนใจจากจุดแข็งของทีมผู้บริหารที่มากประสบการณ์ กลยุทธ์เจาะตลาดส่งออกที่สร้างความแตกต่าง ความสามารถในการบริหารสภาพคล่องและต้นทุน รวมถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และแผนขยายกำลังการผลิตเพื่อต่อยอดธุรกิจใหม่ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคตโดยคาดกำไรปี 2569-71 เติบโตเฉลี่ย 16% (CAGR) หนุนจากการขยายตลาดส่งออกและกำลังการผลิต โดยประเมินกำไรสุทธิจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 184 ล้านบาท ในปี 2569 สู่ระดับ 248 ล้านบาท ในปี 2571 ขับเคลื่อนจากการรุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง ผสานกับการขยายกำลังการผลิตเป็น 90 ตัน/ชม. ที่จะเริ่มเดินเครื่องในไตรมาส 3/2569 ซึ่งจะช่วยผลักดันปริมาณขาย CPO สู่ระดับ 90,000 ตันในปี 2569 และทะยานแตะ 100,000 ตันในปี 2571

นอกจากนี้ บริษัทยังมี New S-Curve จากธุรกิจใหม่ โรงสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ที่คาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการ (COD) ในไตรมาส 3/2570 ซึ่งจะสร้างรายได้ส่วนเพิ่มราว 800 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้ การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) และอัตราการสกัด (OER) ที่ปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ขยับจาก 8.13% ในปี 2568 ขึ้นเป็น 8.86% ในปี 2571 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ในช่วง 3 ปีข้างหน้ายังคงแข็งแกร่งในระดับ 27-35% แม้จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 39.23% ในปี 2568 ซึ่งเป็นผลจากการขยายฐานทุนภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO

สำหรับแผนสร้างโครงการโรงสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ซึ่งปัจจุบันเป็นโครงการภายใต้การศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อต่อยอดมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบเมล็ดในปาล์มที่บริษัทมีอยู่แล้วในกระบวนการผลิตเดิม โดยโครงการนี้จะช่วยเพิ่ม Margin จากการเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้นให้เป็นน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบที่มีมูลค่าสูงขึ้น

2.บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเป้าหมายของ PHAT ปี 2570 ที่ 3.00 บาท โดยอิง PER เป้าหมายที่ 6.7 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในกลุ่มเกษตรของไทยและบริษัทผลิต CPO ในภูมิภาค (อินโดนีเซีย) ในช่วงปี 2569-70 พร้อมประเมินกำไรสุทธิปี 2568-71 เติบโตเฉลี่ย 32% (CAGR) โดยคาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 250 ล้านบาทในปี 2571 จาก 109 ล้านบาทในปี 2568 และประเมินว่าบริษัทจะสามารถสร้างรายได้สู่สถิติใหม่ที่ 4.1 พันล้านบาทในปี 2571 เทียบกับ 2.4 พันล้านบาทเมื่อปี 2568 (สะท้อน 3-year CAGR ที่ 20%) ตามปริมาณขาย CPO และ PK ที่สูงขึ้นตามกำลังการผลิตใหม่ รวมถึงอุปสงค์การส่งออกที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังประเมินว่าบริษัทจะมี GPM ที่อยู่ในช่วง 8.2-9.0% ในปี 2569-71 เทียบกับ 8.1% ในปี 2568 ซึ่งมีแรงหนุนจาก economies of scale ที่สูงขึ้นจากฐานรายได้ที่กว้างขึ้น รวมทั้งประเมินว่าอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ (SG&A-to-revenue ratio) จะลดลงอยู่ในช่วง 2.7-2.9% ในปี 2569-71 จาก 3.0% ในปี 2568

3.บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) ประเมินราคาเป้าหมายของ PHAT ที่ 3.00 บาทต่อหุ้น โดยคาดกำไรสุทธิจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 66% เป็น 181 ล้านบาทในปี 2569 และเติบโตต่ออีก 30% สู่ระดับ 236 ล้านบาทในปี 2570 โดยปัจจัยที่ช่วยสร้างกำไรให้เติบโต ได้แก่ ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น จากการบุกตลาดส่งออกที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น จาก 8.1% ในปี 2568 เป็นประมาณ 8.3 - 8.6% ในช่วงปี 2569-2570 โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากการประหยัดต่อขนาดหลังเพิ่มกำลังการผลิต และรายได้เพิ่มขึ้นจากธุรกิจสกัดน้ำมันจากเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ที่มีเสถียรภาพและมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจสกัดน้ำมันจากผลปาล์ม (CPO) และ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี (BOI) บัตรส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ (ม.ค. 2568) ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 100% เป็นเวลา 5 ปี ทำให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทจะได้รับแรงหนุนโดยตรงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ไม่มี BOI

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินปัจจัยที่น่าสนใจในการลงทุน 5 ด้าน ประกอบด้วย การขยายกำลังการผลิตเพิ่ม 50% เป็น 90 ตันทะลายปาล์มสดต่อชั่วโมง เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตและเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ช่วงผลผลิตปาล์มสูงสุด (Peak Season) ในไตรมาส 3 ปี 2569, การเดินหน้ารุกตลาดส่งออกเพื่อสร้าง New S-Curve ใหม่, แผนการต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน, การยกระดับการดำเนินงานสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล และการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

4.บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินราคาเหมาะสมที่ 2.90 บาท โดยเชื่อว่า PHAT จะสามารถ outperform อุตสาหกรรม เพราะมีปัจจัยหนุนจากโมเมนตัมกำไร ปี 2568-71 ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพการเติบโตของบริษัทจากฐานธุรกิจที่ยังมีขนาดเล็ก แผนการขยายกำลังการผลิตที่ชัดเจน และโอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดส่งออก CPO ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกของประเทศทั้งนี้ บริษัทได้มีการขยายช่องทางการขายต่างประเทศเพื่อสร้างโอกาสและความมั่นคงทางรายได้ โดยในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4/2568 บริษัทได้เริ่มทำการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ไปยังประเทศอินเดีย ส่งผลให้บริษัทมีรายได้จากการขายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ไปยังต่างประเทศจำนวน 210 ล้านบาท และ 257 ล้านบาท หรือคิดเป็น 38% และ 40% ของรายได้จากการขายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4/2568 ตามลำดับ

พร้อมคาดว่า PHAT จะมีรายได้เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 12% และกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 4% ในปี 2568-71 เนื่องจากเป็นประมาณการเชิงอนุรักษ์นิยม (Conservative) และ ไม่รวมรายได้ CPKO โดยปัจจัยสำคัญที่หนุนให้บริษัทมีกำไรเติบโต คือการดำเนินการขยายกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรม โดยประเมินว่ากลุ่มบริษัทจะเริ่มรับรู้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในปี 2569 หลังการติดตั้งเครื่องจักรแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 30 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง โดยคาดว่ากำลังการผลิตรวมจะอยู่ที่ 540,000 ตันผลปาล์มสดต่อปี เพิ่มขึ้น 108,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ปี 2570 ประเมินว่ากำลังการผลิตรวมจะเพิ่มเป็น 648,000 ตันผลปาล์มสดต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน เนื่องจากการรับรู้กำลังการผลิตเต็มปี


ข่าวประสานเสียง+โบรกเกอร์วันนี้

กูรูหุ้นพร้อมใจเชียร์ "ซื้อ" NER เคาะราคาเป้าหมายปี 69 อยู่ที่ 6.20 บ./หุ้น รุกตลาดอินเดีย ดันยอดขายแตะ 5 แสนตัน คาดกำไรโต 20.8%

โบรกเกอร์ประสานเสียงเชียร์ "ซื้อ" หุ้น บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ระบุ มีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรมยางพาราได้รับประโยชน์จาก Supply โลกที่มีจำกัด คาดการณ์กำไรปกติปีนี้เพิ่มขึ้น 20.8% แตะระดับ 1,974 ล้านบาท ขณะที่เป้ายอดขาย 5 แสนตัน พร้อมแผนรุกตลาดอินเดีย เคาะราคาเป้าหมายปี 69 ที่ระดับ 6.20 บาทต่อหุ้น บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เผยแพร่บทวิเคราะห์หุ้น บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER โดยแนะนำซื้อหุ้น ยังคงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 6.20 บาท

ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความผันผวน... "SMO" หุ้นน้ำมันปาล์มพลังแกร่ง! 11 โบรกฯ ประสานเสียง "เป้า 8.80 บาท" 3 ตระกูลใหญ่ Lock Up หมด! — ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความผันผวน มีเพียงไม่กี่บร...

4 โบรกเกอร์ ประสานเสียง สแกนหุ้นน้องใหม่ ... 4 โบรกฯ สแกนหุ้น น้องใหม่ "MMM" เคาะราคาเป้าหมาย 10.00-10.40 บาท/หุ้น — 4 โบรกเกอร์ ประสานเสียง สแกนหุ้นน้องใหม่ บมจ.เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล "MMM" ให้กรอบรา...

3 โบรกเกอร์ ชี้เป้าหุ้นแสนสิริแกร่ง (SIRI) ราคา 2 - 2.32 บาท ระบุปี 2566 ตั้งเป้าเชิงรุก สู่ระดับ ALL-Time High คาดกำไรทำจุดสูงเป็นประวัติการณ์

3 โบรกเกอร์ (บล. เอเซีย พลัส บล. พาย บล. ทรีนีตี้) ประสานเสียง ประเมินราคาเป้าหมายหุ้นแสนสิริ (SIRI) ในช่วงระดับราคา 2 2.32 บาทต่อหุ้น ชี้แกร่ง...