สอวช. ยกระดับ "สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์" สู่การออกแบบนโยบายประเทศ

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

ชู อววน. เป็นกลไกสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคต

สอวช. ยกระดับ "สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์" สู่การออกแบบนโยบายประเทศ

ผศ. ดร.ศุภกร ปุญญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำที่ซับซ้อนมากขึ้น การพัฒนาประเทศในอนาคตจึงไม่สามารถอาศัยเพียงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจผู้คน สังคม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของมนุษย์ควบคู่กันไป

"นี่คือเหตุผลที่ทำให้ สอวช. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ควบคู่ไปกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อให้การกำหนดนโยบายสาธารณะสามารถตอบโจทย์ความเป็นจริงของสังคมได้อย่างรอบด้าน" ผศ. ดร.ศุภกร กล่าว

ดร.ศุภกร กล่าวอีกว่า สังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์เปรียบเสมือนสองขาของประเทศที่จะต้องก้าวเดินไปพร้อมกัน เพราะการพัฒนาประเทศในอนาคตไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจ แต่ต้องเข้าใจผู้คน เข้าใจบริบททางสังคม และเข้าใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนด้วย การดำเนินงานของ สอวช. ในด้านนี้ จึงครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในประเด็นสำคัญของประเทศ อาทิ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการศึกษา การพัฒนาทุนมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเชิงพื้นที่ การส่งเสริมการเคลื่อนย้ายทางสังคม ตลอดจนการใช้ทุนทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และศิลปกรรมเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยปัจจุบันประเด็นที่ สอวช. กำลังขับเคลื่อนคือ การผลักดันแนวคิดนโยบายสังคมศาสตร์ หรือ Social Science Policy ที่มุ่งใช้สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบอนาคตประเทศ โดยไม่ได้มุ่งเพียงการศึกษาหรืออธิบายปัญหาสังคม แต่ต้องการนำองค์ความรู้เหล่านี้มาใช้กำหนดเส้นทางการพัฒนา (Pathways) ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง และลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างได้

ในมุมมองของ สอวช. บทบาทของสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการวิเคราะห์ปัญหาหรืออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบนโยบายสาธารณะ การสร้างความเป็นธรรมทางสังคม และการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว

"การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความครอบคลุม และความเป็นธรรมควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะสุดท้ายแล้วเป้าหมายของการพัฒนาไม่ใช่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่คือการทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น" รองผู้อำนวยการ สอวช. ย้ำ

อย่างไรก็ตาม ผศ. ดร.ศุภกร มองว่า ความเหลื่อมล้ำในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องรายได้ แต่ยังครอบคลุมถึงการเข้าถึงการศึกษา เทคโนโลยี ทักษะแห่งอนาคต และโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเอง ดังนั้นระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) จึงต้องยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงระบบผลิตองค์ความรู้ ไปสู่การเป็นกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือ Societal Transformation Platform ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนเข้าด้วยกัน

"คำสำคัญของ อววน. ในอนาคต คือการสร้างโอกาส ไม่ใช่เพียงการสร้างความรู้" ผศ. ดร.ศุภกร กล่าว และเสริมว่า สอวช. ได้ขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการขยับสถานะทางสังคม (Upward Social Mobility) ผ่านหลายกลไกสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน การส่งเสริมผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Enterprise and Social Entrepreneur) และการพัฒนากลไก Social Enterprise Incubation Platform เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคมและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยกลไกเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงการศึกษา องค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าเดิม นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ สอวช. ยังผลักดันการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-based Development) ด้วยการใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมเข้าสู่การพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก โดยในมุมของ สอวช. การใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกพัฒนาชุมชนถือเป็นแนวทางที่มีศักยภาพอย่างมาก เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาเป็นกลไกสำคัญของระบบประเทศที่มีทั้งองค์ความรู้ บุคลากร และเครือข่ายความร่วมมือในพื้นที่ สามารถทำหน้าที่เป็น "พื้นที่กลาง" ในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชนให้ทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ
ตัวอย่างงานสำคัญที่ สอวช. ได้ร่วมขับเคลื่อนกับสถาบันอุดมศึกษา คือการพัฒนา "ดัชนีนวัตกรรมสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย" (Thailand Social Innovation Index) เพื่อเป็นเครื่องมือวัดผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ สามารถสะท้อนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง และเชื่อมโยงไปสู่การกำหนดนโยบายได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สอวช. ยังได้พัฒนา "ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการพัฒนาเชิงพื้นที่และการลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยระบบ อววน." โดยมุ่งปรับบทบาทของระบบ อววน. จากผู้สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ไปสู่การเป็น "ตัวกลางเชิงยุทธศาสตร์" ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ ผ่านการใช้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในพื้นที่เป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาทักษะแรงงาน สนับสนุนผู้ประกอบการ และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์บริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่

สำหรับเป้าหมายในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ดร.ศุภกร กล่าวว่า อยากเห็นระบบ อววน. ยกระดับจากการเป็นระบบผลิตองค์ความรู้ไปสู่การเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างสังคมที่ครอบคลุมมากขึ้น การพัฒนาศักยภาพคนไทยตลอดช่วงชีวิต การยกระดับประสิทธิภาพระบบนโยบายภาครัฐด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการสร้างสังคมที่สามารถรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

"สุดท้ายแล้ว การพัฒนาประเทศที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่คือการทำให้องค์ความรู้เหล่านั้นสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จริง" ดร.ศุภกร กล่าวทิ้งท้าย


ข่าวลดความเหลื่อมล้ำ+วิจัยและนวัตกรรมวันนี้

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ผนึกภาคีเครือข่าย ต่อยอดโครงการ "กินได้ไม่ทิ้งกัน" เชื่อมต่อผู้ให้-ผู้รับ ผ่านระบบดิจิทัล ตั้งเป้าส่งต่อวัตถุดิบเติมเต็มมื้ออาหารสู่ชุมชนกว่า 5 ล้านมื้อ

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก "แม็คโคร-โลตัส" เดินหน้าสานต่อภารกิจเพื่อสังคม ลดความเหลื่อมล้ำด้านอาหาร ด้วยการผนึกกำลังพันธมิตร กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), มูลนิธิ สโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) และหน่วยงานท้องถิ่น ต่อยอดจากโครงการ "กินได้ ไม่ทิ้งกัน" ภายใต้ Thailand Food Bank สะท้อนให้เห็นว่า "วัตถุดิบคุณภาพ" ซึ่งมีระบบบริหารจัดการที่ดี ผสานการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดผลการดำเนินงาน... สินเชื่อบ้าน กคช. ทะลุ 2.5 พันล้านบาท หนุนประชาชนเกือบ 4,000 รายเข้าถึงที่อยู่อาศัย — การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดผลการดำเนินงาน "โครงการสินเชื่อเพื่อการพั...