ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ประจำวันที่ 13 ส.ค. 45

กรุงเทพฯ--20 ส.ค.--ศูนย์ปชส. กระทรวงคมนาคม คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2545 ที่ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ซึ่งสรุปผลการประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ดังนี้ 1. เรื่อง การเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 คณะรัฐมนตรีพิจารณาการเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 ซึ่งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอิสระ ได้เสนอมาเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 92,404.9 ล้านบาท ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้ 1. เห็นชอบผลการพิจารณาการเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ จำนวน 16,114.7 ล้านบาท ดังนี้ 1.1 วงเงินงบประมาณ จำนวน 16,114.7 ล้านบาท ดังกล่าว รวมวงเงินการขอเพิ่มงบประมาณของหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และกองทุนและเงินทุนหมุนเวียนที่กำกับดูแล โดยหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญอยู่ด้วยเป็นวงเงิน 798.1 ล้านบาท ซึ่งตามมาตรา 75 วรรคสองของรัฐธรรมนูญฯ ได้บัญญัติให้จัดสรรงบประมาณให้พอเพียงกับการบริหารงานโดยอิสระของหน่วยงานดังกล่าว ดังนั้น สำนักงบประมาณจึงได้นำเสนอวงเงินขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานอิสระฯ รวมเข้าไว้ทั้งหมดตามที่ขอรับการจัดสรร แต่เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายที่จะสามารถนำมาจัดสรรเพิ่มให้ส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ/หน่วยงานอิสระ ในครั้งนี้มีจำนวนจำกัดมาก สำนักงบประมาณจึงได้จัดทำผลการวิเคราะห์ความจำเป็นเบื้องต้นที่สมควรสนับสนุนงบประมาณเพิ่มให้แก่หน่วยงานอิสระฯดังกล่าว จำนวน 302.0 ล้านบาท 1.2 ในวงเงินที่สมควรได้รับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมดังกล่าว มีรายการผูกพันงบประมาณจำนวน 97.0 ล้านบาท ซึ่งอยู่นอกเหนือหลักเกณฑ์ และแนวทางการขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2546 แต่เป็นรายการที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ.2546 2. มอบหมายให้สำนักงบประมาณนำเรื่องการเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณตามผลการพิจารณาข้อ 1 เสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ การเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 ดังกล่าวข้างต้น เป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ 5 ประการ ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจ2) ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน 3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคม การแก้ไขปัญหาความยากจน และยกระดับคุณภาพชีวิต 4) ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงเพื่อส่งเสริมการพัฒนาประเทศ และ 5) ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการประเทศ 2. เรื่อง ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2545 คณะรัฐมนตรีพิจารณาค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2545 ตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้มีการพิจารณาและหารือร่วมกันระหว่างเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ โดยพิจารณาเฉพาะกรอบวงเงินแผนงานด้านชุมชน จำนวน 8,500 ล้านบาท ภายใต้โครงการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จำนวนทั้งสิ้น 58,000 ล้านบาท เนื่องจากเห็นว่ารัฐจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และเร่งรัดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับสภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ยังมีความผันผวนสูง คณะรัฐมนตรีจึงพิจารณาดังต่อไปนี้ 1. เห็นชอบโครงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชุมชนภายใต้แผนงานพัฒนาด้านชุมชน 10,850 โครงการ จำนวน 5,393.38 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและการติดตามประเมินผล จำนวน 75 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 5,468.38 ล้านบาท (จากกรอบ 8,500 ล้านบาท เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติครั้งนี้แล้ว จะมีวงเงินเหลือ 3,031.62 ล้านบาท) 2. อนุมัติโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตในหมู่บ้านโดยใช้แรงงานเป็นหลัก จำนวน 3,000 ล้านบาท 3. อนุมัติกันเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนที่เหลือ เพื่อไปเบิกจ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ.2546 ตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง พ.ศ.2520 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นผู้พิจารณาและนำเสนอคณะรัฐมนตรีขอความเห็นชอบต่อไป นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมีมติอนุมัติให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2545 งบกลาง รายค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จำนวน 5,473.46 ล้านบาท ไปเพิ่มในงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า "30 บาท รักษาทุกโรค" ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม เนื่องจากงบประมาณของโครงการดังกล่าวมีไม่เพียงพอและอาจจะทำให้เกิดผลเสียหายได้ การโอนงบประมาณดังกล่าวครั้งนี้ จึงเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็ว และสามารถให้บริการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงได้ต่อไป 3. เรื่อง รายงานผลการตรวจเยี่ยมราษฎรและติดตามสถานการณ์ด้านการค้าและพัฒนาเศรษฐกิจเมืองชายแดน คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการตรวจเยี่ยมราษฎรและติดตามสถานการณ์ด้านการค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองชายแดนในพื้นที่อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2545 ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายกระแส ชนะวงศ์) ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองชายแดนเสนอ และมอบหมายงานให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป รายงานผลการตรวจเยี่ยมดังกล่าวมีสาระสำคัญโดยสรุปดังนี้ 1. พื้นที่อำเภอแม่สายจากการตรวจเยี่ยม มีข้อเสนอแนะดังนี้ (1) เมื่อสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ไทย-พม่า ควรจะเร่งเสริมสร้างความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยเฉพาะการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าส่งออกและนำเข้า โดยใช้มาตรการทางกฎหมายคลังสินค้าทัณฑ์บนของกรมศุลกากร ซึ่งจะทำให้ผู้นำเข้าและส่งออกสินค้าไม่ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน อันจะทำให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ เป็นต้น (2) การส่งเสริมกิจการขนส่งร่วมไทย-พม่า โดยการเดินรถร่วมที่อาจเจรจาเพื่อจัดทำเป็นความตกลงระดับทวิภาคีต่อไป รวมทั้งเร่งการก่อสร้างสะพานแห่งที่สองที่อำเภอแม่สาย (3) ควรร่วมมือกันในการจัดวางระบบผังเมือง โดยการจัดทำผังเฉพาะพื้นที่ร่วมระหว่างฝั่งแม่สายของไทย-ฝั่งท่าขี้เหล็กของพม่า เพื่อพัฒนาสภาพภูมิทัศน์และวางผังเมืองให้เป็นเมืองน่าอยู่และเพื่อประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้รัฐบาลไทยมีโครงการจะทำผังเมืองเฉพาะทั้งที่แม่สายและเชียงแสนอยู่แล้ว โดยจะเริ่มศึกษาดำเนินการในปีงบประมาณ 2546 2. อำเภอเชียงแสนจากการตรวจเยี่ยมมีข้อเสนอแนะดังนี้ (1) ควรที่จะได้ทำการศึกษาความเหมาะสมและวางแผนก่อสร้างท่าเทียบเรือแห่งใหม่ที่มีพื้นที่ขนส่งสินค้าที่เพียงพอ มีสถานที่จอดรถรับส่งสินค้าได้ในจำนวนที่มากเพียงพอกับปริมาณสินค้าและรถขนส่งสินค้ารวมทั้งการดำเนินกิจการธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าส่งออก โดยท่าเทียบเรือแห่งเดิมอาจทำเป็นท่าเทียบเรือท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ระหว่างเชียงแสน-หลวงพระบาง เป็นต้น (2) เร่งการจัดทำผังเมืองเฉพาะในพื้นที่อำเภอเชียงแสนให้มีความเหมาะสมกับการขยายตัวทางด้านการค้าระหว่างประเทศ และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ (3) ดำเนินการปรับปรุง/ก่อสร้างถนนระหว่างอำเภอเชียงแสน-เชียงราย ช่วงอำเภอเชียงแสน-แม่จัน ระยะทาง 30 กิโลเมตร เป็นถนน 4 ช่องจราจร เพื่อให้รถบรรทุกสินค้าสามารถใช้ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย (ปัจจุบันถนนสายแม่จัน-เชียงราย เป็นถนน 4 ช่องจราจรแล้ว) (4) ให้มีจุดบริการจุดเดียวด้านการส่งออก-นำเข้าสินค้า (ONE STOP SERVICE) ที่ด่านศุลกากรเชียงแสน เพื่อลดขั้นตอนการออกใบอนุญาตและการให้บริการแก่ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก รวมทั้งขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญด้านการส่งออก-นำเข้า ให้มาตั้งสำนักงานสาขาเพิ่มเติมที่อำเภอเชียงแสนเพื่อให้สามารถให้บริการทำธุรกรรมด้านการส่งออก-นำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ (5) ควรเร่งเจรจาทางการค้ากับจีน เพื่อผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้า 3. ข้อเสนอแนะอื่นๆ 3.1 ให้จังหวัดเชียงรายเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจและบริหารจัดการใหม่ของจังหวัดชายแดนภาคเหนือ เนื่องจากจังหวัดเชียงรายมีความพร้อมและมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาให้เป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดนที่สมบูรณ์แบบ ประกอบกับอยู่ในพื้นที่ของโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจและเป็นเมืองหน้าด่านสู่จีน ลาว พม่า จึงสมควรที่จะได้เร่งจัดระบบบริหารการจัดการใหม่ โดยบูรณาการการพัฒนาให้เป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษ ส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางเรือในอนุภูมิภาค โดยให้ถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญเร่งด่วน 3.2 ในการดำเนินตาม 3.1 ควรให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีบทบาทเป็นสถาบันศึกษาเพื่อการพัฒนา ในการให้บริการทางวิชาการ การเรียนการสอนเกี่ยวกับการบริหารจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งเป็นศูนย์ข้อมูลทางการค้า การลงทุนไทย-จีน โดยเฉพาะการสอนภาษาจีน เทคนิคการทำธุรกิจแบบจีน เป็นต้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและรองรับการทำธุรกิจการค้าการลงทุนกับจีนที่มีผู้บริโภคถึง 1,300 ล้านคน 3.3 จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ฝ่ายปกครองรวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครในพื้นที่ ได้ออกตรวจเยี่ยมยามค่ำคืน เพื่อเป็นการปลอบขวัญราษฎร ดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนจัดทำแผนเคลื่อนย้ายและเผชิญเหตุอย่างเป็นระบบ นับว่าเป็นแบบอย่างอันดี ควรที่จะได้มีหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาของทุกหน่วยเพื่อแสดงความชื่นชม และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ข้าราชการทุกฝ่ายได้มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมตลอดไป 4. เรื่อง พนักงานรัฐวิสาหกิจผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับลดโบนัสของกรรมการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจประจำปี 2541 รวม 13 ราย ฟ้องร้องคณะรัฐมนตรีต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้มติคณะรัฐมนตรีเป็นโมฆะ คณะรัฐมนตรีรับทราบคำฟ้องและพิจารณาอนุมัติแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินคดีปกครอง กรณีพนักงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับลดโบนัสของกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจประจำปี 2541 รวม 13 ราย ฟ้องร้องคณะรัฐมนตรีต่อศาลปกครองสูงสุดว่ามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2541 เกี่ยวกับมาตรการปรับลดโบนัสของกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจประจำปี 2541 ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งให้มีผลใช้บังคับเฉพาะกรรมการและฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจโดยไม่รวมพนักงานฯ เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ และเห็นควรมอบให้กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานกลางประสานงานกับกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมความเห็น แล้วยกร่างคำให้การยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดและดำเนินการหรือประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีในนามคณะรัฐมนตรีต่อไป คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) สังกัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะนายจ้างของผู้ฟ้องคดี และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลได้ถือปฏิบัติตามติคณะรัฐมนตรีโดยมิได้คำนึงถึงว่ามติคณะรัฐมนตรี (1 ธันวาคม 2541) จะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหรือสภาพการจ้างหรือไม่ ประกอบกับได้มีการนำเงินปรับลดโบนัสที่หักไว้ไปเป็นกำไรสะสมของ ทศท. ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมติคณะรัฐมนตรีเพื่อการกู้วิกฤตชาติแต่อย่างใด 2. การดำเนินการขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามข้อ 1 เป็นการปฏิบัติไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรมกับพนักงานในองค์กรเดียวกัน รวมทั้งไม่มีความยุติธรรมระหว่างรัฐวิสาหกิจด้วยกัน 3. ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ศาลพิพากษาว่ามติคณะรัฐมนตรี 1 ธันวาคม 2541 เกี่ยวกับมาตรการปรับลดโบนัสของคณะกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจประจำปี 2541 เป็นโมฆะ เนื่องจากขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย 4. ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในฐานะนายจ้างและเป็นผู้หักเงินโบนัสดังกล่าวจ่ายคืนเงินโบนัสที่หักไว้แก่ผู้ฟ้องคดีในฐานลาภมิควรได้ 5. เรื่อง รายงานผลการอนุมัติเงินประจำงวดของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ.2545 คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการอนุมัติเงินประจำงวดของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ.2545 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ สรุปได้ดังนี้ 1. การอนุมัติเงินประจำงวดปีงบประมาณ พ.ศ.2545 ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2545 มีจำนวนทั้งสิ้น 970,507.3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 94.9 ของวงเงินงบประมาณ จำนวน 1,023,000 ล้านบาท โดยการอนุมัติเงินประจำงวดสำหรับรายจ่ายลงทุนมีจำนวน 217,174.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 97.1 ของงบประมาณรายจ่ายลงทุน และรายจ่ายประจำมีจำนวน 753,333.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 94.2 ของงบประมาณรายจ่ายประจำ 2. การอนุมัติเงินประจำงวดปีงบประมาณ พ.ศ.2545 ของโครงการถ่ายโอนงาน/กิจกรรมบริการสาธารณะให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2545 มีจำนวนทั้งสิ้น 26,840.3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.2 ของวงเงินงบประมาณโครงการถ่ายโอนฯ จำนวน 27,061.8 ล้านบาท 3. การอนุมัติเงินประจำงวดปีงบประมาณ พ.ศ.2545 ของงาน/โครงการภายใต้งบกลางรายการค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2545 มีจำนวนทั้งสิ้น 20,149.4 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 65.1 ของวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ จำนวน 30,946.3 ล้านบาท--จบ-- -พส/นห-

ข่าว องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ล่าสุด