ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษมุมมองทิศทางประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ณ งานสัมมนา Empowering the Future จัดโดย หลักสูตร MBA สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) โดย หลักสูตร MBA (บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต) จัดงานสัมมนาวิชาการ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาพิเศษ "EMPOWERING THE FUTURE" ทิศทางการพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเปลี่ยนโลก พร้อมด้วย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) บรรยายพิเศษ "Thailand Innovation Landscape: นโยบาย เทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสสำหรับนักนวัตกรรม" เพื่อเปิดมุมมองและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ตลอดจนสร้างความเข้าใจถึงทิศทางการพัฒนาประเทศและโอกาสในการต่อยอดนวัตกรรมสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและธุรกิจในอนาคต
ภายในงานมีผู้บริหาร PIM ได้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ นายกสภาสถาบัน, นายพรวิทย์ พัชรินทร์ตนะกุล รองอธิการบดีอาวุโส สายวิชาการ, ดร.เอกนารี สวัสดิ์นที รักษาการผู้ช่วยอธิการบดี ด้านประสิทธิภาพวิชาการ รวมถึงแขกผู้มีเกียรติและผู้บริหารจากภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคธุรกิจ ร่วมงานเมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2569 ณ Auditorium ชั้น 16 อาคาร CP ALL ACADEMY สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ
เวทีสัมมนาครั้งนี้เปิดมุมมองต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจและการพัฒนาประเทศจากผู้บริหารระดับประเทศ โดยเฉพาะบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำงานและการดำเนินธุรกิจ โดย นายพรวิทย์ พัชรินทร์ตนะกุล กล่าวว่า "เป็นเกียรติและมีความยินดีอย่างยิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณาสละเวลามาให้วิสัยทัศน์ และแนวทางการพัฒนาประเทศไทยในยุคใหม่ให้กับ PIM เราในฐานะสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่พัฒนาคนให้พร้อมทำงาน โดยมีความรู้ ทักษะ และมีคุณลักษณะที่เหมาะสมในการทำงาน ดังนั้นสิ่งที่คุณบรรยายนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนได้นำไปเป็นแนวคิดปฏิบัติเพื่ออนาคตของตัวเอง เพื่อพัฒนาตัวเอง สังคม และประเทศต่อไป"
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า "แนวทางการเรียนรู้ ณ ปัจจุบันนี้มีหลายรูปแบบ แต่การเรียนควบคู่กับการทำงานเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้สมัยใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนนำประสบการณ์จากสายงานกลับมาเติมเต็มและลงลึกในทักษะที่ยังขาด การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทั้งปริญญาโทและปริญญาเอกก็มีส่วนสำคัญในการต่อยอดรากฐานความรู้ให้แน่นยิ่งขึ้น ช่วยเปลี่ยนการรู้แค่ระดับปฏิบัติไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นสปริงบอร์ดพร้อมปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงนำไปสู่ระดับสากลได้
เป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษาคือการมุ่งสร้างคน โดยไม่ยึดติดว่าจะต้องจบหลักสูตรแบบใด แต่มุ่งวัดจากความเชี่ยวชาญในแต่ละเรื่อง และการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำโจทย์จริงมาลงมือทำผ่าน Capstone Project หรือการเรียนรู้แบบใช้โครงการเป็นฐาน (Project-based) เพื่อให้เห็นจุดที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมอย่างชัดเจน โดยเป้าหมายสูงสุดคือการนำ AI เข้ามาช่วยจัดการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล ควบคู่ไปกับการทำโปรเจกต์
สำหรับผู้ที่กำลังศึกษาระดับปริญญาโท-เอก ควรตั้งเป้าหมายของตนเองให้ชัดเจน เปิดรับความหลากหลาย ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น มีการประเมินและให้ข้อเสนอแนะระหว่างกัน รวมถึงสร้างความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนระหว่างเรียน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือตรวจเช็กทิศทางของตนเองอยู่เสมอ
ส่วนเยาวชนมัธยมปลายที่จะเข้าสู่มหาวิทยาลัย ควรเลือกเรียนตามความถนัดของตนเองโดยไม่ต้องกังวลเรื่องถูกผิด แต่ขอให้เน้นที่เกี่ยวกับพื้นฐานความรู้ให้มั่นคง เพราะจะสามารถปรับเปลี่ยนและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ตลอดเวลา
อีกประเด็นที่น่าสนใจคืออัตราการเกิดของเด็กที่ลดลงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องปรับเปลี่ยนบทบาทไปเป็น "Mastery Platforms" แพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่เชื่อมชุมชนเข้ากับวิทยาศาสตร์ และธุรกิจ ครอบคลุมทุกองค์ความรู้และทักษะ จะสามารถดึงดูดกลุ่มผู้เรียนทุกช่วงวัย ไม่จำกัดเพียงแค่นักศึกษาวัยเรียน แต่รวมถึงคนทุกวัยที่ต้องการ Upskill และ Reskill นอกจากนี้ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบ Personalized Education โดยช่วยย่อยหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและจำแนกตามความต้องการเฉพาะตัวของผู้เรียนได้ ทำให้บทบาทของมหาวิทยาลัยและอาจารย์เปลี่ยนไปทำหน้าที่เป็น Facilitator ควบคู่ไปกับการใช้โครงสร้างพื้นฐานอย่าง AI และการเรียนรู้ผ่าน Project-based ในรูปแบบ Living Lab ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณจำกัด"
นอกจากนี้ การศึกษาไทยต้องมุ่งสู่ความเป็นสากล (Internationalization) โดยส่งเสริมให้คนไทยมองตนเองเป็นประชากรโลก (Global Citizen) ที่สามารถนำทักษะความรู้ไปทำงานหรือแข่งขันในระดับสากลได้ โดยไม่ต้องยึดติดอยู่กับการแข่งขันภายในประเทศหรืออันดับของมหาวิทยาลัย เพราะในสายตาของต่างชาตินั้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงของสถาบัน แต่คือทักษะและความสามารถที่แท้จริงที่ทำให้ประชาคมโลกยอมรับ
ทางด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ได้บรรยาย Thailand Innovation Landscape: นโยบาย เทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสสำหรับนักนวัตกรรม กล่าวถึง NIA ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมระบบนวัตกรรมของประเทศที่สนับสนุนองค์ความรู้นวัตกรรม อีกทั้งยังเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมออกสู่ตลาด มีการอบรมบ่มเพาะและเร่งการเติบโตทางธุรกิจสำหรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับสากล นอกจากนี้ยังมีมิติที่ร่วมงานกับ PIM คือการบ่มเพาะผู้ประกอบการ การสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ส่งเสริมตัวผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาร่วมกันและสามารถต่อยอดเข้าสู่ตลาดได้ ตลอดจนแชร์วิวัฒนาการของนวัตกรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงระบบนิเวศสตาร์ทอัปไทยในเวทีโลกที่มีการเติบโตที่ดีขึ้น และปิดท้ายด้วยเทรนด์นวัตกรรมกับโอกาสทางธุรกิจในปี 2569 อาทิ Agentic AI, Hyper-Automation, Health & Wellness และ Pet Economy
เวทีสัมมนาวิชาการครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่กำลังขับเคลื่อนโลกธุรกิจ โดยหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) ส่งเสริมการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคธุรกิจ เพื่อให้ได้ต่อยอดองค์ความรู้ มองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ตลอดจนสร้างแนวทางการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมีศักยภาพและยั่งยืน
ติดตามบรรยากาศงานย้อนหลังได้ที่
- ปริญญาโท PIM: https://www.facebook.com/mbapanyapiwat