สวทช.ผลิต ITA เข้าโรงานพยุงธุรกิจให้อยู่รอดหวังภาคเอกชนเห็นความสำเร็จของเทคโนโลยี - newswit

กรุงเทพฯ--24 ก.ย.--สวทช. การแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมของตลาดโลก เปลี่ยนแปลงจากการใช้แรงงานสู่การผลิตที่ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก สวทช.จับมือกับ NRC แคนาดา สร้างที่ปรึกษาเทคโนโลยี ITA ช่วยเหลือภาคเอกชน แนะทางการดำเนินธุรกิจ ให้รอดพ้นจากสภาพป่วยหนัก และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ หวังความสำเร็จภาคเอกชนเห็นความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยี ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) กล่าวว่า สภาพตลาดอุตสาหกรรมของโลก ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ใช้แรงงาน ไปสู่การผลิตที่ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ทุกอุตสาหกรรมจำเป็นต้องทำก็คือการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพตอบสนองต่อตลาด และหนีคู่แข่งที่มีค่าแรงงานถูก สำหรับในประเทศไทยอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีมากกว่า 90% ยังไม่ค่อยมีกำลังความสามารถในการลงทุนเรื่องการวิจัยและพัฒนามากเท่ากับบริษัทใหญ่ ซึ่งการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้ยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยีนี้ ทางสวทช.ได้ดำเนินโครงการ ITAP หรือ Industrial Technology Assistance Program โดยได้รับความร่วมมือจากประสบการณ์โครงการ IRAP ของ National Research Council แคนาดา ซึ่งทางสวทช.ได้ดำเนินการทั้งในรูปแบบของการจัดหาผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศไปให้คำแนะนำปรึกษาแก่โรงงานเอกชน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต และให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและการคลัง ในรูปแบบของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ “โครงการ IRAP ( Industrial Research Assistance Program) เป็นโครงการหนึ่งของ NRC (National Research Council) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การช่วยเหลือในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ของประเทศแคนนาดา โดยมีหน้าที่จัดหาผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศไปให้คำปรึกษาแก่โรงงานเอกชน ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและการคลังในรูปของการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของประเทศแคนนาดา ซึ่งทางโครงการ IRAP ร่วมมือกับ สวทช. มาตั้งแต่ปี 2538 และทางสวทช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมศึกษาถึงกระบวนการทำงานของโครงการ IRAP จำนวน 3 สัปดาห์ จำนวน 2 รุ่น เพื่อการดำเนินการโครงการสนับสนุนการพัฒนาของเทคโนโลยีอุตสาหกรรมไทย ซึ่งเราเรียกว่าที่ปรึกษาเทคโนโลยี หรือ ITA (Industrial Technology Advisors) ขณะนี้เราได้ผู้ที่ผ่านหลักสูตรจำนวน 15 คน และที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้เข้าไปให้คำปรึกษากับโรงงาน และอุตสาหกรรมจำนวนมาก และหลายแห่งประสบความสำเร็จสามารถเพิ่มยอดขายหรือลดต้นทุนการผลิตได้” ดร.สุพัทธ์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP) กล่าวว่า ในภาคอุตสาหกรรมถ้าเราไม่มีผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการผลิตที่ใหม่ หรือระบบการบริการที่ทันสมัย ก็จะไม่เกิดมูลค่าเพิ่มจากการทำงาน เป็นได้แค่เพียงผู้ผลิตของบริษัทใหญ่ๆ ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ เพราะฉะนั้นทางภาคอุตสาหกรรมต้องเรียนรู้วิธีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การปรับปรุงขบวนการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งทาง ITA ที่เราฝึกอบรมจะเป็นผู้ที่เข้าไปช่วย SMEs ว่าต้องการความรู้ ความเชี่ยวชาญ ข้อมูล หรือความช่วยเหลือใด เพื่อทำให้ธุรกิจรอด ซึ่งขณะนี้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐในประเทศไทยอย่างเดียวก็มากกว่า 90 หน่วยที่ให้ความช่วยเหลือ SMEs แต่ทาง SMEs อาจจะไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านั้น ITA จะเป็นผู้เข้าไปให้คำปรึกษา วางแผนทางด้านตลาด เทคโนโลยี หรือเงินกู้เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีของเขาเพื่อให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ “นอกจาก ITA แล้ว เราก็ทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยเหลือภาคเอกชนอีกหลายๆ อย่าง เช่น ระบบคุณภาพ TFQS ,เงินกู้ปรับปรุงเทคโนโลยี,STAMP การเสาะแสวงหาเทคโนโลยี ดังนั้นที่ผ่านมาต้องการความช่วยเหลือด้านไหนก็จะติดต่อกิจกรรมอันนั้นให้ ถ้าภาคเอกชนมาติดต่อขอความช่วยเหลือกับเราไม่ว่าเรื่องใด เราจะช่วยดู และอาจจะปรึกษาภาคเอกชนว่าจริงความช่วยเหลือที่ต้องการคืออะไร บางบริษัทเขาอาจจะเก่งอยู่แล้วแต่ไม่มีระบบที่จะรองรับในการเติบโต อาจจะต้องทำระบบคุณภาพก่อน และต่อด้วยเทคโนโลยี ซึ่งเราก็จะจัดให้คำปรึกษา ซึ่งเป็นจุดเดียวที่จะสนับสนุนภาคเอกชนจากกิจกรรมต่างๆ ที่ทาง สวทช.มี หรือจากกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำเครือข่ายของสวทช. ตรงนี้ก็จะช่วยให้ทาง SMEs ซึ่งมีกำลังพลน้อยอยู่แล้ว ไม่ต้องเที่ยวสับสนวิ่งไปหากิจกรรมที่ไม่ตรง ซึ่งเราจะมาวางแผนเลยว่าถ้าจะให้เขาอยู่รอดได้ แข่งขันได้ต้องทำอะไรบ้าง และมีขั้นตอนอย่างไร ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ ITA ซึ่งเขาไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เขาต้องวิ่งเข้าหาโรงงาน อุตสาหกรรมให้เราทุกวัน” นายนพดล ห้อธิวงค์ นักวิชาการและ ITA กล่าวเพิ่มเติมว่า จริงๆ บทบาทของ ITA คือเรามีหน้าที่แนะนำให้ความช่วยเหลือประสานงานกับบริษัท แต่ในเรื่องการแนะนำเทคโนโลยี ซึ่งบริษัทเล็กๆ หลายแห่งอาจจะไม่ค่อยสนใจในเรื่องตรงนี้และมักใช้ภูมิปัญญาจากที่เคยทำกันมา ซึ่งต่างจากบริษัทใหญ่ๆ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก ดังนั้นจึงเป็นการยากสำหรับผู้ที่ทำงาน ITA ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่าเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในอนาคต ซึ่งทาง IRAP เองที่เริ่มเมื่อ 50 ปีที่แล้วก็เนื่องจากตอนนั้นค่าแรงงานเริ่มสูงขึ้น สิ่งที่จำเป็นที่จะทำให้อุตสาหกรรมอยู่รอดก็คือ จะต้องพัฒนาเทคโนโลยี จึงเข้ามาส่งเสริมและคิดโปรแกรมนี้ขึ้นมาว่าทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่าการพัฒนาเทคโนโลยีมีความสำคัญและก็สามารถทำได้สำคัญ จากตรงนี้ทาง IRAP ก็ได้นำประสบการณ์ที่เคยทำมาถ่ายทอดให้กับเรา โดยเริ่มจากการเตรียมความพร้อมว่าเราจะต้องรู้อะไร จะต้องมองธุรกิจอย่างไร จุดแข็ง จุดอ่อน จะแก้ปัญหาให้กับธุรกิจอย่างไร รวมทั้งจะต้องมีการสร้างเครือข่าย ประสานความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา สมาคม และองค์กรต่างประเทศ เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือธุรกิจที่มีปัญหาได้ “เราคาดหวังว่าถ้าเราทำให้อุตสาหกรรมเห็นความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยี นั่นคือความสำเร็จของเรา แต่ตอนนี้เราอยู่ในขั้นที่ทำอย่างไรให้บริษัทหายป่วย มีหลายบริษัทที่ป่วยหนักเกือบปิดกิจการ แต่เราก็พยายามช่วยเขาจนสามารถส่งออกได้แล้ว สำหรับตอนนี้อุตสาหกรรมที่น่าเป็นห่วงก็คือ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สิ่งทอ รองเท้า เสื้อผ้า ฯลฯ ตอนนี้กำลังจะตาย เพราะว่าเมื่อเปิดตลาด WTO แล้วเราไม่มีทางแข่งขันกับจีนได้เลย เพราะจีนเขาขายราคาเท่ากับที่เราซื้อหนังมายังไม่ทันตัดเย็บเลย เพราะฉะนั้นเราจะต้องหนีไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ใช้เทคโนโลยี ทำธุรกิจที่เน้นไปที่ส่วนบุคคลมากขึ้น เหมือนที่แต่ก่อนทางยุโรปเขาทำกัน ถึงจะแข่งขันกับเขาได้” นายชนาธิป สุรชัยสิทธิกุล ผู้ประกอบบริษัทยูเนียนคาร์โปร์ กล่าวว่า บริษัทตั้งมาประมาณ 10 ปี ทำหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดเล็ก ตอนที่ตั้งใหม่ๆ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นตลาดบ้านหม้อ ซึ่งมีการแข่งขันสูง จึงได้พยายามหาข้อมูลในการวิจัยและพัฒนา เพื่อที่จะเปิดตลาดอื่นๆ ที่เน้นในเรื่องเทคโนโลยีและคุณภาพ “ แรกสุดเราไปติดต่อกับหอการค้าไทย-แคนาดา และได้ขอความช่วยเหลือจากแคนาดา ซึ่งทางนั้นก็จะมีเงื่อนไขว่าจะถ่ายทอดเทคโนโลยีเฉพาะที่เราอยากได้ แต่เรายังไม่มีความรู้ทางด้านนี้จึงไม่ทราบว่าจะขอเทคโนโลยีอะไรจากเขา จึงเริ่มหาช่องทางอื่นในการพัฒนา ก็ได้มารู้จักโครงการ ICS กิจกรรมบริการปรึกษาอุตสาหกรรม ซึ่งต่อมาก็คือ ITAP ของสวทช. จึงได้ลองใช้บริการผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่เกษียณแล้วจากประเทศออสเตรเลีย และได้เข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยี เราใช้โปรแกรมของ ICS ได้ 3 โปรแกรม คือ ดีไซน์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ พัฒนากระบวนการ ซึ่งหลังจากใช้บริการ เราก็ค่อนข้างมีการพัฒนา สินค้าของเราแต่เดิมที่ขายได้แต่ตลาดบ้านหม้อ ทุกวันนี้เราสามารถขายให้กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โรงงานญี่ปุ่น อย่าง โซนี่ ,JVC , วิทยุการบิน(หม้อแปลงสื่อสาร), รถไฟฟ้า นอกจากนี้เราได้เข้าโครงการ STAMP (กิจกรรมสนับสนุนการพัฒนาสมรรถภาพในการเลือกและรับเทคโนโลยี) ซึ่งทุกปีเราจะมีการไปเยอรมัน เพื่อตามเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าของโลก และกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง กิจกรรมเหล่านี้เป็นประโยชน์มากๆ ต่อการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้เราหนีคู่แข่งในตลาดได้” นอกจากนี้ นายประเสริฐ บุญมาแย้ม ผู้ประกอบการบริษัทยูนิซีดส์ ซึ่งประกอบกิจการทางด้านการเกษตร เมล็ดพันธุ์พืช กล่าวว่า ขณะนี้ภาคเอกชนประสบปัญหาหลายด้าน ปัญหาหลักก็คือเรื่องเทคโนโลยีที่จะมาผลิตสินค้า บริการใหม่ๆ ที่จะสามารถแข่งขันในตลาดได้ และต้นทุนที่สามารถจะสู้กับตลาดได้ ซึ่งทางบริษัทเองก็เห็นถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนา จึงได้เข้ามาปรึกษากับ ITAP ซึ่งเขาก็จะพยายามหาทางช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของผู้เชี่ยวชาญ ความเข้าใจที่จะใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ การวางแผนให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาตนเองต่อไปในอนาคต รวมทั้งในเรื่องของเงินทุนด้วย เพราะเงินทุนเราน้อย ถ้าเกิดพัฒนาจริงๆ ก็ลำบาก เราจึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจาก ITAP ที่จะช่วยสนับสนุนด้านเงินทุนและค่าใช้จ่ายบางเรื่องที่จะช่วยเราได้ การเข้ามาร่วมงานกับสวทช. ได้ทั้งความรู้ ได้ระบบ ทำให้การทำงานรวดเร็ว และผลิตได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น และสามารถเปิดตลาดต่างประเทศได้มากขึ้นด้วย--จบ-- -ศน-

ข่าว องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ล่าสุด