กรุงเทพฯ--22 ก.ย.--วอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส
Legally Blonde 2
แฟชั่น
เมื่อครั้งออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับ Legally Blonde ตอนแรกนั้น โซฟี เดอ เรคอฟ คาโบแนล ได้รวบรวมคอลเล็คชั่นเสื้อผ้าที่นำสมัยให้กับแอล วู้ดส์ - และคนดูพากันชื่นชอบเสียด้วย เมื่อมาถึงภาคสอง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้สร้างจะเรียกให้คาโบแนล กลับมาออกแบบและสร้างสรรค์สไตล์ให้กับแอล ในการผจญภัยครั้งใหม่ ในวอชิงตัน ดีซี ซึ่งเป็นสถานที่และเรื่องราวใหม่ - แต่ด้วยสีสัญญลักขณ์เดิม - คาโบแนลทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับวิทเธอร์สปูน และเฮอร์แมน-เวิร์มเฟลด์ ในการพัฒนาตู้เสื้อผ้าของแอลให้ทันสมัย และสร้างสไตล์แปลกใหม่ให้กับเมืองหลวงของประเทศ
"ฉันว่าในตอนแรกไม่มีใครคาดคิดว่า Legally Blonde จะกลายเป็นเรื่องที่ฮิตอย่างมาก" คาโบแนลบอก "เมื่อต้องกลับมาทำงานอีกครั้งหลังจากนั้น - แน่นอนมันเป็นความกดดัน ส่วนที่แจ๋วที่สุดคงเป็นการปูพื้นที่ทำไว้แล้ว เรารู้จักดารา รู้จักตัวละคร และทีมงานส่วนใหญ่ก็หน้าเดิม - เป็นบรรยากาศการทำงานที่สบายๆ"
วิทเธอร์สปูนรักที่จะได้แสดงในเสื้อผ้าของแอลอีกครั้ง "เราเดินเข้ามาและพบว่าเป็นเสื้อผ้าใหม่ทั้งหมด" เธอบอก "เราทำผมหลายทรง ทั้งการแต่งหน้า และที่แน่นอนคือเสื้อผ้า ฉันแปลงโฉมไปอย่างสิ้นเชิง ฉันมาทำงานตอนเช้าในชุดเสื้อกล้าม พวกเขาจะใส่เล็บกับผมปลอมให้ แล้วฉันก็จะสวมชุดที่สุดสวยแล้วกลายเป็นอีกคนไปเลย ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแอล"
ในการรวบรวมเสื้อผ้าทั้งหมด คาโบแนลและวิทเธอร์สปูนจะดูว่าแอลเคยทำอะไรมา และกำลังจะทำอะไร "เธอก็ยังเป็นคนเดิม" คาโบแนลบอก "แต่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น และมีอาชีพการงาน เธออายุมากขึ้นและเข้าสังคมเก่งมากขึ้น" แม้ว่าสไตล์จะเปลี่ยนไป แต่แอลก็ยังคงมีสีสันและโดดเด่นเหมือนเคย "เธอเป็นตัวของตัวเองโดยแท้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
"เรื่องราวเกิดในวอชิงตัน" คาโบแนลเล่าต่อ "เราใช้แจ็คกี้โอ เป็นจุดเริ่มต้นของเรา และต่อจากนั้น -ผ้าสักหลาดหนาและแฟชั่นยุคซิกส์ตี้ของชาแนล หรืออะไรทำนองนั้น ตอนที่เธอเข้าทำงานในออฟฟิซที่สภาคองเกรส" สำหรับตอนอื่นๆ ในหนังก็จะเป็น "รูปแบบของยุค 70 กับพวกอนุรักษ์สิทธิสัตว์" ทั้งเรื่องของ Legally Blonde 2 เสื้อผ้าจะโดดเด่นและดั้งเดิม คาโบแนลได้รับแรงบันดาลใจจากบรรดาแฟชั่นยอดนิยมในห้วงเวลาที่ต่างกัน "เราตั้งชื่อเล่นให้หลายต่อหลายชุด " คาโบแนลเล่าต่อ "อย่างเช่นชุดกลอเรีย สไตเน็ม, ชุดปฏิวัติ - อ้างอิงไปถึงการเมืองกับสาวสังคม"
เหตุผลหนึ่งที่รีส วิทเธอร์สปูน เป็นแอลได้อย่างสมจริงนั้น คงเป็นเพราะเธอรู้จักตัวละครอย่างทะลุปรุโปร่ง เธอยังมีส่วนช่วยอย่างมากในการรักษาภาพตัวละครและเสื้อผ้า "แอลที่ไม่เหมือนใคร" คาโบแนลกล่าวว่า "รีสรู้จักตัวละครเป็นอย่างดี โดยส่วนตัวแล้วเธอคงไม่ใส่เสื้อผ้าแบบนั้น แต่เธอรู้ดีว่าแอลจะใส่" เพราะเป็ฏนหนังคอมเมดี้ พวกเขาจึงต้องมั่นใจว่าเสื้อผ้าให้อารมณ์สนุกและสีสันสดใส - และแหวกแนวเป็นส่วนใหญ่ - เท่าที่จะมากได้ แต่ยังคงความเป็นแอลที่แท้จริงไว้
ในขณะที่คาโบแนลร่างสไตล์ใหม่ๆ ให้กับแอลนั้น นักออกแบบแฟชั่นชั้นนำของโลกหลายคน ก็เป็นผู้ที่ช่วยให้เครื่องแต่งกายของแอลเสร็จสมบูรณ์ ตั้งแต่หมวกสวยหรู ไปจนถึงกระเป๋าถือสีสดใส และรองเท้ากับบู๊ตที่น่าทึ่งราว 50 คู่ โดย Jimmy Choo ส่วนหนึ่งของผลงานเสื้อผ้า เครื่องเพชร และเครื่องประดับ ของบรรดานักออกแบบทั้งหลาย ที่เราจะได้เห็นในหนัง ได้แก่ Versace, Nanette Lepore, Chanel, Dolce & Gabbana, Moschino, Tocca, Louis Vuitton, Hogan, Anya Hindmarch, H. Stern, Mikimoto, Oscar de la Renta, Chloe, Juicy Couture, Miss Sixty, Emmanuel Ungaro, Prada, Marc Jacobs, Anna Sui, และ William B
ทรงผมและการแต่งหน้าก็นับว่าเป็นส่วนสำคัญของการสร้างภาพตัวละคร ซึ่งวิทเธอร์สปูน, คาโบแนล, และเฮอร์แมน เวิร์มเฟลด์ ได้ร่วมงานอีกครั้งกับนักออกแบบทรงผม แอน มอร์แกน และช่างแต่งหน้า แบรด ไวล์เดอร์ เพื่อทำให้แพ็คเกจของแอลครบถ้วนสมบูรณ์ นับเป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีม ที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต่างพอใจกับผลที่ออกมา
และอีกครั้งกับ บรุยเซอร์ ที่กลายเป็นหนึ่งในบรรดาสุนัขยอดนิยมในโลกภาพยนตร์ ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นใน Legally Blonde 2 ซึ่งเปิดโอกาสให้คาโบแนลจัดสรรเครื่องแต่งกาย ที่มากกว่าเดิมอีกด้วย ชุดต่อชุดของบรุยเซอร์ ซึ่งคุ้มค่าต่อเงินที่แอลต้องเสียไป
"คนเราจะรักหมาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว" คาโบแนลกล่าว "แล้วก็จะชอบที่หมามีเสื้อใส่ เราเพิ่มให้มากขึ้นไปอีกใน Legally Blonde 2 เราสามารถจัดหาชุดที่เข้ากันกับรีสให้มูนนี่ โดยเฉพาะออกแบบให้ส่งความดูดีซึ่งกันและกัน" ผู้ออกแบบเสื้อสุนัขอย่าง Fifi & Romeo และผู้สร้างสรรค์อย่าง Yana Syrkin ได้ร่วมงานกับคาโบแนลในการจัดหาชุดของบรุยเซอร์
"You can do things the Washington way. But I'm going to do it the Elle Woods way."- Elle Woods
พอหนังจบ ทั้งทีมงานและนักแสดงต่างรู้สึก "ยิ่งกว่าชอบ" ผลงานที่ออกมา โดยการสร้างสมดุลย์ระหว่างอารมณ์ขันมากมายกับความกินใจและผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์ บรรดาผู้สร้างได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรกวิทเธอร์สปูนบอกว่า "ฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่ได้ทำหนังตลกที่คนดูสนุกกับมันมากๆ แต่มันเติมเต็มยิ่งไปกว่านั้น โดยเฉพาะในความเป็นแม่ ที่ฉันสามารถสร้างหนังในเชิงพาณิชย์ที่สื่อข้อความกับคนดูได้ ฉันว่าบทเรียนนี้สำคัญมากๆ ที่เราบรรจุเอาไว้ในห่อที่แสนหวานสวยงาม"
"เรามีความรับผิดชอบอย่างมากต่อคนดู แฟนตัวยงของตัวละครเหล่านี้ และความคาดหวังของพวกเขา" เฮอร์แมน-เวิร์มเฟลด์กล่าว "ผมรู้ว่ารีสรู้สึกอย่างนั้น ผู้สร้างรู้สึกอย่างนั้น เราทำดีที่สุดในการสร้างหนังที่เติมเต็มให้กับคำสัญญาเหล่านั้น เช่นเคย แอล วู้ดส์ ครอบงำเราให้เป็นตัวของตัวเอง ให้แสดงออกถึงตัวเรา พูดในสิ่งที่เราคิด โดยไม่ต้องกลัวหรืออาย"บอสตัน วอชิงตัน แล้วแอลจะไปไหนต่อ? ไม่มีใครแน่ใจ เพราะ Legally Blonde ตอนสามยังไม่เกิด…ตอนนี้ แต่เมื่อถูกถามว่าจะมีการผจญภัยของแอลอีกหรือไม่ ผู้อำนวยการสร้างแพล็ตต์ตอบยิ้มๆ ว่า "อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น" ถ้าคนดูเห็นด้วย ครั้งนี้คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เห็นแอลกับผมบลอนด์ และเพื่อนๆ ใจสีบลอนด์ของเธอ อย่างแน่นอน
นักแสดง
รีส วิทเธอร์สปูน (แอล วู้ดส์/ผู้อำนวยการบริหาร) มีชื่อเสียงโด่งดังจากผลงานหลากหลาย ที่ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในบรรดาดาราหญิงรุ่นใหม่ของฮอลลีวู้ด ที่ได้รับการเรียกหามากที่สุด วิทเธอร์สปูน ยังเป็นเจ้าของบริษัทโปรดักชั่นในชื่อ TYPE A Films ซึ่งตั้งอยู่ที่แถบยูนิเวอแซล ซึ่งมีงานภาพยนตร์หลายเรื่องที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินงาน
วิทเธอร์สปูนได้รับเสียงชื่นชมอย่างท่วมท้นจากภาพยนตร์ของ MGM เรื่อง Legally Blonde ซึ่งได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ - Best Actress ; หนังเรื่องนี้ยังเข้าชิงรางวัล Best Picture อีกด้วย และ Legally Blonde เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากของปี 2001
เมื่อปีที่ผ่านมา วิทเธอร์สปูนแสดงนำในเรื่อง Sweet Home Alabama, กำกับโดย แอนดี้ เทนแนนท์ เป็นหนังเรื่องแรกของเธอ ที่สามารถทำรายได้ภายในประเทศเกิน $100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมาวิทเธอร์สปูนได้ร่วมแสดงนำในหนังของออสการ์ ไวลด์ เรื่อง The Importance of Being Earnest ร่วมกับรูเพิร์ต เอเวอเร็ตต์ และจูดี้ เดนช์
วิทเธอร์สปูนยังได้แสดงพรสรรค์ของเธอในหนังคอมเมดี้เรื่อง Pleasantville ซึ่งเขียนและกำกับโดย Gary Ross เมื่อปี 1998 เธอแสดงนำในภาพยนตร์ดราม่าระทึกขวัญของ โรเบิร์ต เบนตัน เรื่อง Twilight คู่กับพอล นิวแมน, ยีน แฮกแมนและซูซาน ซาแรนดอน หลังจากเรื่อง Pleasantvilleg เธอได้แสดงคู่กับไรอัน ฟิลลิป และซาร่า มิเชล เกลล่าในเรื่อง Cruel Intentions ออกฉายในปี 1999 ซึ่งเขียนและกำกับโดยโรเจอร์ คัมเบิล เรื่องราวเข้าสมัยซึ่งอิงจากเรื่อง Les Liaisons Dangereuses
ชีวิตการทำงานในช่วงต่อมาของวิทเธอร์สปูนนั้น เธอได้แสดงนำในเรื่อง Election คอมเมดี้เสียดสีสังคมของอเล็กซานเดอร์ เพย์น ซึ่งออกฉายในเดือนเมษายนปี 1999 วิทเธอร์สปูนได้รับรางวัล Best Actress จาก National Society of Film Critics รวมทั้งได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำด้วย
เธอเป็นชาวเมืองแนชวิล รัฐเทนเนสซี และวิทเธอร์สปูนก้าวเข้าสู่ความสนใจของผู้ชมและนักวิจารณ์ ด้วยผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก กับหนังดราม่าสมัยใหม่ของโรเบิร์ต มุลลิแกน เรื่อง The Man in the Moon เธอแสดงนำในหนังดราม่าผจญภัย เรื่อง A Far Off Place และแสดงคู่กับแพทริเซีย อาร์เควต ในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชื่นชมของ Lifetime โดยไดแอน คีตัน ในเรื่อง Wildflower
ในปี1995, วิทเธอร์สปูนแสดงนำคู่กับมาร์ค วอห์เบิร์กในภาพยนตร์ระทึกขวัญของเจมส์ โฟลีย์เรื่อง Fear หลังจากนั้น เธอก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากจากการแสดงในภาพยนตร์อิสระเรื่อง Freeway ซึ่งอำนวยการสร้างโดยโอลิเวอร์ สโตนและกำกับโดยแมทธิว ไบรท์ หนังได้ออกฉายครั้งแรกที่ Sundance Film Festival และออกอากาศในความถี่ที่ทำลายสถิติทาง HBOส่วนผลงานอื่นๆก็มีเช่น Best Laid Plans และ American Psycho
แซลลี่ ฟิลด์ (สมาชิกสภาคองเกรสหญิง รัดด์) ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองถึง 2 ครั้งจากการแสดงของเธอในเรื่อง Places in the Heart และ Norma Rae เธอได้รับรางวัล Emmy Award จากการรับบทเป็นหญิงสาววัยรุ่นที่มีหลายบุคลิกในตัวเองในภาพยนตร์โทรทัศน์ 4 ชั่วโมง เรื่อง Sybil คู่กับ โจแอน วู้ดเวิร์ด และแสดงในภาพยนตร์ซีรีส์ที่ได้รับรางวัลเรื่อง E.R. รับบทเป็นหญิงสาวที่ทุกข์ทรมานจากอาการผิดปกติของร่างกาย ซึ่งฟิลด์ได้รับทั้งคำชื่นชมและรางวัล Emmy ในปี 2001 และในปี 2002 ฟิลด์ยังได้เล่นละครบรอดเวย์ของ แอ็ดเวิร์ด อัลบีในเรื่อง Who Is Sylvia?
ในปี 2002, ฟิลด์ได้กำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอเองในเรื่อง Beautiful แสดงโดย มินนี่ ไดรเวอร์ ในบทหญิงสาวผู้ปรารถนาตำแหน่ง Miss America ฟิลด์ได้ทำงานกำกับครั้งแรกในเดือน ธันวาคม ปี 1996 ในเรื่อง The Christmas Tree เป็นหนังเทเลฟิล์ม 2 ชั่วโมงทาง ABC แสดงโดย Julie Harris เธอยังเป็นผู้อำนวยการบริหาร และร่วมเขียนบทซึ่งอิงจากนิยายชื่เดียวกันของจูเลีย ซาลามอน เธอยังได้กำกับในตอนหนึ่งของมินิซีรี่ส์แห่งตำนานของทอม แฮงค์ส เรื่อง From the Earth to the Moon ทาง HBO ตอนของเธอที่ชื่อว่า The Original Wives Club ซึ่งเป็นเรื่องราวของบรรดาภรรยานักบินอวกาศ
ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้กับฟิลด์ได้แก่เรื่อง An Eye for an Eye กำกับโดยจอห์น ชเลซิงเจอร์ และภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายอย่าง Forrest Gump และ Mrs. Doubtfire สำหรับภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเรื่องอื่นๆ ได้แก่ Soapdish, Not Without My Daughter, Steel Magnolias, Punchline, Murphy's Romance (สองเรื่องหลังถูกนำกลับมาสร้างอีกครั้งโดย Fogwood Films บริษัทโปรดักชั่นของฟิลด์), Absence of Malice, The End, Hooper, Heroes, และ Smokey และ the Bandit ภาค 1 และ ภาค 2 หนังใหญ่เรื่องแรกของเธอคือ เรื่อง Stay Hungry แสดงโดย เจฟฟ์ บริดเจ็ตส์และอาร์โนลด์ ชวาสเนกเกอร์
ส่วนผลงานทางทีวีก็สร้างชื่อเสียงให้เธอมากพอๆกัน จากการรับบทเป็น Aunt Betsey ในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงทาง TNT จากงานของชาร์ลส ดิกเก็นส์ เรื่อง David Copperfield และของ Showtime เรื่อง A Cooler Climate ฟิลด์ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงอีกรางวัลของ Emmy จากบทที่แสดงในเรื่องนั้น ก่อนหน้านั้นเธอได้แสดงในเรื่อง A Woman of Independent Means ซึ่งเป็นมินิซีรี่ย์ 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการกลับมาสู่ภาพยนตร์โทรทัศน์ โดยไม่เพียงแค่งานแสดง แต่ยังได้ร่วมอำนวยการสร้าง หลังจากที่ห่างหายไป 20 ปี และฟิลด์ได้ถูกเสนอชื่อเข้ารางวัล Emmy และลูกโลกทองคำในฐานะผู้อำนวยการสร้าง
เกิดที่พาซาดีน่า แคลิฟอร์เนีย และเติบโตมาในครอบครัวธุรกิจภาพยนตร์ ฟิลด์ได้เข้าเรียนการแสดงที่ Columbia Pictures และเธอได้รับเลือกจาก 150 คนสุดท้ายที่ได้แสดงในซีรี่ส์ทีวีเรื่อง Gidget ต่อมาได้แสดงในเรื่อง The Flying Nun และ The Girl with Something Extra
เรจินา คิง (เกรซ รอซิเทอร์) เมื่อเร็วๆนี้ได้แสดงในคอมเมดี้สุดฮิตเรื่อง Daddy Day Care แสดงโดยเอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ และเมื่อไม่นานมานี้เธอได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ชีวิตเรื่อง Unchain My Heart: The Ray Charles Story คู่กับเจมี่ ฟอกซ์ ในเรื่องนี้เธอรับบท มาร์กี้ เฮนดริกซ์ ภรรยาน้อยผู้ร้ายกาจของชาร์ลส
เกิดและโตในลอส แอนเจลิส คิงสร้างภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องแรกของเธอเป็นละครซิทคอมสุดฮิตเรื่อง 227 หลังจากผ่านไป 5 ซีซัน คิงก็ได้เข้าสู่จอเงินด้วยการแสดงให้กับจอห์น ซิงเกิลตันเมื่อเขาเป็นผู้กำกับครั้งแรกในเรื่อง Boys N the Hood ต่อมาเธอได้ร่วมงานกับซิงเกิลตันอีกในเรื่อง Poetic Justice และ Higher Learning คิงเป็นคนที่แสดงออกถึงความสามารถที่หลากหลายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานดราม่า ไปจนถึงคอมเมดี้ อย่างเช่นในเรื่อง Friday กับไอซ์ คิวบ์ และในเรื่อง A Thin Line Between Love and Hate คู่กับมาร์ติน ลอว์เรนส์
จุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับอาชีพของเธอเห็นจะเป็นในปี 1997 ในบทบาทประทับใจของเธอ เป็นมาร์ซี ภรรยาของคิวบา กูดดิ้ง จูเนียร์ ในหนังเรื่องฮิต Jerry Maguire จากเรื่องนี้นำเธอไปสู่การแสดงในเรื่อง How Stella Got Her Groove Back คู่กับแอนเจล่า แบสเซ็ตต์ หนังแอ็คชั่นระทึกขวัญเรื่องฮิต Enemy of the State คู่กับ วิล สมิธ หนังครอบครัวผจญภัยเรื่อง Mighty Joe Young คู่กับชาลิซ เธอรอน และหนังคอมเมดี้เรื่อง Down to Earth คู่กับ คริส ร็อค
คิงได้หวนกลับมาสู่หนังเล็กในปี 2000 กับภาพยนตร์ที่ได้รับการชื่นชอบทาง HBOเรื่อง If These Walls Could Talk 2 และในปี 2002 ภาพยนตร์คอมเมดี้ของ NBC เรื่อง Leap of Faith
เจนนิเฟอร์ คูลลิจ (พอลเล็ต พาร์เซล) มีผลงานให้ชมเมื่อไม่นานมานี้ในภาพยนตร์เชิงสารคดีของ คริสโตเฟอร์ เกสต์ เรื่อง A Mighty Wind ร่วมแสดงโดย คริสโตเฟอร์ เกสต์ และยูจีน เลวี เธอประสบความสำเร็จจากภาพยนตร์ของ เดวีย์ มอร์ตันเรื่อง Cleancut แสดงโดยเดวิด ซัทคลิฟฟ์, เอ็ดวาร์โด บอลเลรินี และอันโตนิโอ ซาบาโต จูเนียร์ คูลลิจยังได้แสดงในภาพยนตร์อิสระของ จอน แอฟเน็ต เรื่อง Carolina แสดงโดย เชอร์ลีย์ แมคเลน และจูเลีย สไตล์ส
คูลลิจเป็นที่รู้จักดีในบทแม่ของสติฟเฟลอร์ในภาพยนตร์เรื่อง American Pie และ American Pie II และในภาพยนตร์ของ MGM เรื่องแรก Legally Blonde ที่รับบทเป็น พอลเล็ตช่างทำเล็บธรรมดาที่ไม่มีความน่าจะเป็นในเรื่องอารมณ์ขันอย่างแรง เธอยังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ฮิตของคริสโตเฟอร์ เกสต์ และยูจัน เลวีย์ ที่ได้รับคำชื่นชมในเรื่อง Best in Show
คูลลิจเริ่มอาชีพการแสดงกับ Groundlings Theatre ที่โด่งดัง และได้รับปริญญาทางด้านการแสดงจาก Emerson College เธอได้แสดงในภาพยนตร์ต่างๆเช่นเรื่อง Trial and Error, Restaurant และ A Night at the Roxbury ภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงคือเรื่อง Brown's Requiem, คอมเมดี้สุดฮิตเรื่อง Austin Powers: The Spy Who Shagged Me, The Broken Hearts Club, Down to Earth, และ Pootie Tang
คูลลิจยังสร้างประทับใจกับการแสดงภาพยนตร์โทรทัศน์ ปัจจุบันเธอแสดงให้กับ Fox ในเรื่อง King of the Hill และเป็นดารารับเชิญใน Seinfeld เป็นแฟนสาวอารมณ์ดีผู้น่าทึ่ง เธอได้แสดงในละครซีรี่ส์อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งรายการโชว์ต่างๆเช่นเรื่อง Ladies Man, Strip Mall, Blind Men, Another Shot, She-TV, และ Rosanne's Sketch Comedy Show. เป็นดารารับเชิญในเรื่อง Sketch Pad และ Rude Awakenings คูลลิจยังได้ทำงานในคอเมดี้ เรื่อง Late Night with Greg Kinnear
บรูซ แมคกิล (แสตนฟอร์ด มาร์คส) เริ่มต้นด้วยผลงานสร้างชื่อในภาพยนตร์ รายการโชว์โทรทัศน์ และงานละครหลายเรื่อง ในจอใหญ่มีผลงานที่สร้างชื่อให้เขา เรื่อง Shallow Hal, The Sum of All Fears หนังของ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด เรื่อง The Legend of Bagger Vance, หนังของไมเคิล แมนน์ เรื่อง The Insider, Courage Under Fire, หนังของ คลินท์ อีสต์วู้ดเรื่อง A Perfect World, The Last Boy Scott, My Cousin Vinny, Animal House, และหนังของ Mike Nichols เรื่อง Silkwood แมคกิลยังมีภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉาย เรื่อง The Runaway Jury สร้างจากนิยายของจอห์น กริชแฮม และหนังของริดลีย์ สก็อต เรื่อง Matchstick Men
ด้านภาพยนตร์โทรทัศน์ ผลงานที่สร้างชื่อให้ แมคกิล คือ Live from Baghdad, Path to War, และ 61*, ทั้งหมดฉายใน HBO ส่วนผลงานอื่นได้แก่ Inside the Osmonds, Running Mates, The Ballad of Lucy Whipple, Everything that Rises, และ Good Old Boys.
แมคกิลได้แสดงในละครบรอดเวย์ เรื่อง "My One and Only" และยังเคยแสดงในเรื่อง "Othello" และ "Henry IV" ที่ The Kennedy Center วอชิงตัน ดี.ซี.
บ็อบ นิวฮาร์ต (ซิด โพสท์) เป็นที่รู้จักดีจากผลงานแสดงสนทนาโทรศัพท์คนเดียว และภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง The Bob Newhart Show เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 7 ครั้ง และ Emmy 4 ครั้ง
บนเส้นทางหนังใหญ่ เขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจากภาพยนตร์เรื่อง Elf แสดงนำโดยวิล ฟร์เรล นิวฮาร์ตได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง In and Out for กำกับโดยแฟรงค์ ออซ โดยแสดงคู่กับเควิน ไคลน์
นิวฮาร์ตเริ่มอาชีพการทำงานหลังจากเป็นทหาร มาเป็นนักบัญชีและก็อปปี้ไรต์เตอร์งานโฆษณา เขายังได้ทำงานแสดงให้กับคณะละครสต็อก (งานที่เขารักอย่างแท้จริง) ในบ้านเกิดของเขาที่ชิคาโก นิวฮาร์ตและเอ็ด กาลาเฮอร์ เพื่อนของเขาที่ทำงานบริษัทโฆษณา เคยเล่นกันอย่างสนุกสนานด้วยการแกล้งโทรศัพท์หากันด้วยคำพูดตลกๆ เป็นเวลานานๆ และทั้งสองได้บันทึกเป็นเทปเอาไว้ หรืออย่างที่บ็อบเรียกว่า "สมาคมโชว์ที่ยากไร้ทางวิทยุของบ็อบ & เรย์" เมื่อกาลาเฮอร์เลิกทำงานนี้ นิวฮาร์ตก็ยินยอม "รับหน้าที่" แต่โดยดี และแจ้งเกิดในการเป็นนักแสดงเดี่ยวที่พูดโทรศัพท์สองสาย
ในปี 1959 นักจัดรายการวิทยุที่ชิคาโกได้แนะนำให้ นิวฮาร์ตได้พบกับผู้คัดเลือกของ Warner Bros. Records ซึ่งได้จับให้เขาเซ็นสัญญาทันที ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เกิดรายการ The Button-Down Mind of Bob Newhart และได้กลายเป็นคอมเมดี้อัลบั้มแรกที่ขึ้นสู่อันดับ 1 ของชาร์ต เขาได้แสดงในคอมเมดี้คอนเสริตที่ขายตั๋วได้หมดทันทีทั้งใน ไนท์คลับและโรงละครทั่วประเทศอเมริกา
งานเน็ตเวิร์คโทรทัศน์ ทำให้นิวฮาร์ตกลายเป็นที่สนใจอย่างมากมายของผู้ชม และเขาได้รับข้อเสนอจากรายการคอมเมดี้วาไรตี้โชว์เป็นครั้งแรกชื่อ The Bob Newhart Show รายการนี้ได้รับรางวัลอย่าง Peabody Award และ Emmy รายการที่สอง ได้แก่ The Bob Newhart Show (ซิทคอม) ออกฉายครั้งแรกทางCBS ในปี 1972 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรายการที่ยืนยงถึงหกปี ร่วมแสดงโดย ซูซาน เพลเช็ตต์ และเป็นหนึ่งในบรรดานักแสดงยอดเยี่ยมแห่งจอภาพยนตร์ ที่มีงานแสดงทางโทรทัศน์ ตามที่นักวิจารณ์และนักประวัติศาสตร์ได้เคยบันทึกไว้
ในปี 1970 นิวฮาร์ตได้หันมาทำงานภาพยนตร์ สำหรับผลงานที่สร้างชื่อของเขาก็คือเรื่อง On a Clear Day You Can See Forever แสดงกับบาร์บร่า สตรัยแซนด์; Little Miss Marker แสดงกับ วอลเตอร์ แมทธาว; และ First Family แสดงกับกิลด้า แรดเนอร์
ในปี 1982 นิวฮาร์ตได้กลับมาทาง CBS ใน Newhart กับบทนักเขียนหนังสือการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ชาวนิวยอร์คที่กลายมาเป็นเจ้าของโรงแรมเล็กในเวอร์มอนท์ และอีกครั้งที่ถูกแวดล้อมด้วยตัวละครที่ไม่ธรรมดาหลายคน (สัญญลักขณ์ของงานโทรทัศน์ของเขา) ซีรี่ส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลถึง 8 ซีซัน ผลงานอื่นๆของนิวฮาร์ตทางโทรทัศน์ ได้แก่ Toast of the Town, What's My Line, The Judy Garland Show, The Entertainers, The Andy Williams Show, Rowan & Martin's Laugh-In, Murphy Brown, Saturday Night Live, The Simpsons, Bob, และ George & Leo นิวฮาร์ตยังได้สร้างชื่อในงานอัตถชีวประวัติความยาวสองชั่วโมง A&E Biogaphy เกี่ยวกับชีวิตและอาชีพของเขา
ปี 1995 นิวฮาร์ตได้ก้าวเข้าสู่อีกอาณาเขตของงานคอมเมดี้ ด้วยการทำงานในวิดีโอ ชิ้นแรกของเขา ที่ได้รับการบันทึกจากการแสดงสด ซึ่งเป็นผลงานคอมเมดี้คุยโทรศัพท์เดี่ยวคลาสสิคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา - Nick at Nite Records ยังเป็นผลงานเสียงในส่วนที่แปลงจากวิดีโอเป็น CD
นิวฮาร์ตยังมีการแสดงคอมเมดี้คอนเสริตทีเป็นงานแสดงสดต่อไป ก่อนที่จะสร้างผลงานชนิดตั๋วขายหมดไปทั่วโลก สิ่งที่เขาทำเป็นกิจวัตรก็คือการสร้างสรรค์จากบทความในหนังสือพิมพ์ ในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง นิวฮาร์ตจึงได้รับทั้งเสียงวิจารณ์อย่างชื่นชมและความพึงพอใจของผู้ชม เมื่อสองปีที่แล้ว นิวฮาร์ตได้ถูกจารึกชื่อไว้ที่ Academy of Television Arts and Sciences Hall of Fame
ลุค วิลสัน (เอ็มเม็ต ริชมอนด์) เมื่อเร็วๆนี้ได้ร่วมแสดงกับวินซ์ วอห์น และวิล เฟอเรลl ในคอมเมดี้สุดฮิตเรื่อง Old School เขาโด่งดังและได้รับความชื่นชอบเป็นครั้งแรกจากภาพยนตร์อิสระของเวส แอนเดอสัน ในเรื่อง Bottle Rocket ซึ่งโอเวน พี่ชายของวิลสัน ได้ร่วมเขียนบทและร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย
หลังจากเรื่อง Bottle Rocket, วิลสันได้รับบทเล็กๆและบทตัวประกอบ ก่อนที่จะได้แสดงนำในภาพยนตร์ของ บรูซ แมคคัลลอค เรื่อง Dog Park และของ ดีน แพริซอท เรื่อง Home Fries คู่กับ ดรู แบรี่มอร์
วิลสันได้กลับมาร่วมงานกับโอเวน วิลสัน และเวส แอนเดอสัน ในปี 1998 ในภาพยนตร์เรื่อง Rushmore ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากและติดอันดับท๊อปเทนเรื่อง The Royal Tennenbaums ซึ่งวิลสันได้ร่วมงานกับพี่ชายและและแอนเดอสัน เหล่าดาราที่ร่วมแสดงได้แก่ ยีน แฮกแมน, แอนเจลิก้า ฮุสตัน, กวินเน็ธ พัทโธรล, เบน สติลเลอร์ และบิล เมอร์เรย์ได้แสดงคู่กับรีส วิทเธอร์สปูนครั้งแรกในเรื่อง Legally Blonde, เรื่องแรก วิลสันได้แสดงกับ มาร์ติน ลอว์เรนส์ในคอมเมดี้ฮิตเรื่อง Blue Streak, และแสดงคู่กับเฮเธอร์ เกรแฮม ในเรื่อง Committed หลังจากนั้นได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grand Jury Prize เมื่อปี 2000 ที่ Sundance Film Festival วิลสันยังได้แสดงในภาพยนตร์ยอดฮิตเรื่อง Charlie's Angels และ ในภาคสองเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา ใน Charlie's Angels: Full Throttle. เขาแสดงในโรแมนติคคอมเมดี้ของ ร็อบ ไรเนอร์ เรื่อง Alex and Emma (นักเขียนผู้ซึ่งมีหนี้สินการพนัน และทำให้ติดกับของฉลามร้ายเจ้าของเงินกู้) และในเรื่อง Masked & Anonymous คู่กับบ็อบ ดีแลน, เพเนโลพี ครูซ, และ เจสสิก้า แลงค์
(ยังมีต่อ)
-รก-