กรุงเทพฯ--24 ต.ค.--กระทรวงพลังงาน
กรมธุรกิจพลังงานเผยเศรษฐกิจดีฉุดปริมาณการใช้น้ำมันและก๊าซ 8 เดือนแรก เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันเตาและน้ำมันอากาศยานลด เหตุการไฟฟ้าฯ เปลี่ยนไปใช้ก๊าซธรรมชาติและผลกระทบโรคซารส์
นายวิโรจน์ คลังบุญครอง อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า จากการที่เศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลให้ปริมาณการใช้พลังงานของประเทศมีการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีสัดส่วนอัตราการขยายตัวของการใช้พลังงานต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ (GDP) จะอยู่ในระดับ 1.4: 1
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการใช้พลังงานของประเทศจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 1-2 ปีจากนี้ ตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และในระยะยาวแล้ว คาดว่าอัตราการขยายตัวของพลังงานจะมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าปัจจุบัน เพราะรัฐมีนโยบายในการเพิ่มประหยัดพลังงาน โดยมีเป้าหมายการใช้พลังงานต่อ GDP ในอัตราเท่ากับ 1:1
ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2546 (มกราคม-สิงหาคม) ประเทศไทยมีการใช้น้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ในระดับ 104.6 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2545 โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 และก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้นร้อยละ 2
ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันเตามีการปรับตัวลดลงร้อยละ 2 ซึ่งเป็นผลจากการที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้นำก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าแทนน้ำมันเตา และการใช้น้ำมันอากาศยาน เจ.พี1 ยังมีการใช้ลดลงร้อยละ 3 ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน (Sars) เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ได้ทำให้โรงกลั่นภายในประเทศและโรงแยกก๊าซผลิตน้ำมันและก๊าซแอลพีจีเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 5 โดยอยู่ในระดับรวม 121.9 ล้านลิตร/วัน ขณะที่มีการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศในระดับวันละ 127.2 ล้านลิตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 คิดเป็นมูลค่า 242,082 ล้านบาท โดยแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบที่สำคัญ ได้แก่ ตะวันออกกลางร้อยละ 80 ตะวันออกไกลร้อยละ 17 และอื่นๆ ร้อยละ 3
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ฐนิดา ประพันธ์ โทร. 02-9800920-1 หรือ
01-850-8686--จบ--
-รก-