บทสัมภาษณ์ นักแสดง กับเรื่อง "กาเหว่าที่บางเพลง"

30 Oct 2003

กรุงเทพฯ--30 ต.ค.--อาร์.เอส. โปรโมชั่น

บทสัมภาษณ์ "อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง"

1.เหตุผลที่รับเล่นเรื่องกาเหว่าที่บางเพลง?

"คือหนึ่งเป็นบทประพันธ์ของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมท สมัยกันตนาเคยเอามาทำ ตอนเป็นภาพยนตร์มันเป็นอะไรที่น่าสนใจและแปลกดี และจริงๆ แล้วในบทประพันธ์เรื่องนี้มันแฝงอะไรที่เป็นปรัชญาบางอย่างให้กับมนุษย์เราได้มากพอสมควร ก็เลยตัดสินใจรับ ปรัชญาก็อย่างเช่น คือคนที่ให้ความรักย่อมได้รับความรักเป็นสิ่งตอบแทน ความรักกับความเมตตา ชัดๆ เลยคือความเมตตาช่วยค้ำจุนโลก ความเมตตาของ หลวงพ่อ (สะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์) ที่มีต่อสัตว์โลกทั้งหมด เป็นเมตตาที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยว ไม่เฉพาะเจาะจงที่จะให้กับใคร แต่ท่านมอบให้กับสิ่งมีชีวิตและทุกๆ สิ่งในโลก มนุษย์ถ้ามีความเมตตาให้กับใครก็ตามหรือสิ่งไหนก็ตาม เขารับรู้นะ อย่างเรื่องนี้เนี่ย สุดท้ายโลกใบนี้มันก็รอดพ้นจากการถูกทำลายเพราะความเมตตา ความรักและความเข้าใจที่ตัวละครบางตัวให้กับพวกเขา ผู้ที่เรียกตัวเองว่าไม่ใช่ชาวโลก เป็นอะไรก็ไม่รู้"

2.บทบาทของ 'ประพันธ์' เป็นอย่างไร?

"ตัวประพันธ์นี่เป็นด้านเดียวเลย คือลุยอย่างเดียวเลย จริงๆ แล้วเป็นคนที่ไม่เข้าใจอะไรเลย สูญเสีย เป็นตัวแทนของคนส่วนมากบนโลกใบนี้ คือเมื่อเกิดอะไรขึ้นคือโวยวายก่อน ใช้กำลังในการตัดสิน ตรงกันข้ามกับ อ.สมศักดิ์ (อุ้ย-เกรียงไกร อุณหนันท์) ซึ่งเขาใช้สติในการตัดสิน อ.สมศักดิ์ยิ่งกว่าประพันธ์คือเป็นหมันแล้ววันหนึ่งภรรยาที่รักท้อง สิ่งหนึ่งที่มีมากที่ อ.สมศักดิ์มีมากกว่าคนอื่นก็คือ สติ ความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อภรรยาตัวเอง ความเข้าใจในสิ่งที่อยู่คู่กันมาคือลูกชายเขา ยุวศักดิ์ (ก๊อต-มณฑล ปริวัฒน์) สามี-ภรรยาคู่นี้เป็นคู่ที่เข้าใจ รับความจริงและเข้าใจ มันเหมือนกับว่า โอเค คุณบอกว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว คุณไม่ใช่คนบนโลกใบนี้ แล้วไงจะไม่ให้ฉันไม่รักเธอ มันทำไม่ได้ มันรักไปแล้ว เพราะคุณเกิดมาในสถานภาพของคำว่าลูกของฉัน ฉันต้องรัก คุณเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ คุณไม่รักไม่รู้ แต่ฉันต้องรัก แต่ในขณะที่ แก้ว (นิ้ง-กุลสตรี ศิริพงศ์ปรีดา) เป็นตัวละครตัวหนึ่งซึ่งมีความรักเต็มเปี่ยมไม่แพ้ อ.สมศักดิ์และ อ.ยุพา (เปิ้ล-จารุณี สุขสวัสดิ์) แต่เป็นความรักที่ไม่กล้ายอมรับความจริง ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ปกติแน่นอน เพราะตัวเองไม่ได้ยุ่งกับใคร แต่ไม่ยอมรับความจริง รู้อย่างเดียวว่าเขาคือลูก เป็นความรักที่เต็มไปด้วยความรักแบบไม่มีเหตุผล กับเรื่องนี้ในบทของตัวประพันธ์ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นอุปสรรคเลย มันเป็นมนุษย์ที่สุดแล้ว เป็นตัวแทนของคน แม่ตายก็เสียใจ แฟนตัวเองท้องก็ ความเข้าใจแรกเลยก็คิดว่าไปยุ่งกับใครมาหรือเปล่า บอกไม่จริง ไม่เคยยุ่งกับใคร บ้าแล้ว อย่ามาโกหก คือมันเป็นไปไม่ได้ อยู่ๆ ท้องแล้วบอกไม่ได้ยุ่งกับใคร คุณโกหก ไม่จริง วันหนึ่งได้เรียนรู้ วันหนึ่งถูกทำให้เย็นลงจากบารมีของหลวงพ่อ กับความเข้าใจในสัตว์โลกของอ.สมศักดิ์ และการค้นหาความจริงของ อ.ศิริ (กลศ อัทธเสรี) ก็ทำให้ตัวเองได้คิดและเออลองดูสิ เดินกลับไปหาอ.ศิริแล้วได้เจออะไรบางอย่าง"

3.ประทับใจอะไรในละครเรื่องนี้?

"แนวไซไฟ ละครแนวนี้ผมไม่ค่อยได้เล่นเท่าไร ก็คงต้องรอดูในเรื่องของสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คท์ ก็อยากลองดูเหมือนกัน ถามว่าประทับใจมั้ยตอนนี้ยังไม่ ถ้าเป็นในเรื่องของการแสดงก็ไม่มีอะไรมาก ก็ต้องดูสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คท์"

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

บทสัมภาษณ์ "อุ้ย-เกรียงไกร อุณหนันท์"

1.คาแร็คเตอร์เป็นอย่างไรบ้าง?

"เป็นอาจารย์ที่มีเหตุผล ไม่โวยวาย ถึงแม้ตัวเองจะเป็นหมันและรู้ว่าภรรยาท้องจากไหนก็ไม่รู้ แต่ไม่โวยวาย พยายามสืบเสาะ เสาะหาเหตุผลต่างๆ และหาความเป็นจริงว่าอะไรเกิดขึ้น ถึงยังไงก็ยังรักภรรยาและลูกซึ่งไม่ใช่ลูกของตัวเอง"

2.ได้มีการอ่านบทประพันธ์มาบ้างหรือเปล่า?

"อ่านครับ ผมเป็นคนที่ถ้าหนังหรือละครที่เอามาจากบทประพันธ์ ผมจะเอาบทประพันธ์มาอ่านก่อน ซึ่งละครกับบทประพันธ์เรื่องนี้ต่างกัน ตรงที่ละครเรื่องนี้เน้นหนักไปทางเอฟเฟ็คท์ เน้นภาพ แต่เรื่องราวไม่ผิดไปจากบทประพันธ์ แต่เน้นหนักไปทางด้านนั้น ฉะนั้นในการสื่อ เขาจะสื่อให้ดูทางด้านเทคนิคและภาพที่สวยงามมากกว่า ส่วนบทประพันธ์จะเป็นการเล่าถึงชีวิตจริงๆ เป็นละครชีวิตหนัก แต่เรื่องนี้เป็นละครเอฟเฟ็คท์ วิธีนำเสนอมันต่างกัน มันไม่เหมือนกับบทประพันธ์"

3.เหตุผลในการตัดสินใจรับเล่นละครเรื่องนี้?

"เหตุผลที่รับเล่นเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ดี เป็นบทประพันธ์ที่ดีอยู่แล้ว และอีกเหตุผลคือเป็นเพราะพงษ์พัฒน์เล่น ด้วยความไว้ใจเพื่อน คือผมเคยร่วมงานกับเขามาแล้ว ก็เลยอยากกลับมาร่วมงานกับเขาอีกครั้ง และที่สำคัญผมชอบเรื่องด้วย ได้อ่านบทแล้วรู้สึกชอบเลยครับ"

4.ร่วมงานกับเปิ้ล-จารุณีเป็นอย่างไรบ้าง?

"กับเปิ้ลนี่สนิทสนมกันมาก เพราะร่วมงานกันมานานถึง 10 ปี กลับมาเล่นคู่กันในเรื่องนี้ไม่มีปัญหาเลยครับ ทำงานได้ลื่นไหลเหมือนเดิม เขาก็ยังเป็นน้องที่น่ารักเหมือนเดิมที่เราเคยรู้จักมาครับ"

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

บทสัมภาษณ์ "เปิ้ล-จารุณี สุขสวัสดิ์"

1.คาแร็คเตอร์ของ 'อ.ยุพา' เป็นอย่างไร?

"เป็นนักวิชาการตามบทประพันธ์ทุกอย่าง เหมือนจะเป็นตัวแทนแห่งความดี มีแบ่งกันชัดเจน ที่พอมีมนุษย์ต่างดาวมาจะครอบครองโลก ถ้าสมมติว่าเผอิญไม่ได้มาสะดุดตรงที่ความดีของ แก้ว (นิ้ง-กุลสตรี ศิริพงศ์ปรีดา) ความดีของมนุษย์บางคน บางส่วนที่มีอยู่เช่น อ.ยุพา, อ.สมศักดิ์ (อุ้ย-เกรียงไกร อุณหนันท์) ก็อาจจะทำให้การจะมายึดครองโลก หรือการแพร่พันธุ์ของมนุษย์ต่างดาวพวกนี้สำเร็จได้ด้วยดี มาเจอพวกเราตามคาแร็คเตอร์ พวกเราก็เป็นส่วนหนึ่งนอกจากพระเอก-นางเอกแล้ว ที่ทำให้มนุษย์ต่างดาวที่เป็นลูกของเราก็คือ ยุวศักดิ์ (ก๊อต-มณฑล ปริวัฒน์) ก็สามารถรับความรู้สึกบางอย่างไปจาดมนุษย์ที่มันนอกเหนือไปจากที่เขามีกัน เพราะมนุษย์ต่างดาวเขามีสติปัญญา เขามีศูนย์กลางของเขา เขาเป็นเหมือนๆ กัน เขาไม่มีจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งเหมือนมนุษย์ ตัวอ.ยุพาก็มีส่วนในความเด่นในตรงนี้ด้วย ตามเรื่อง ตามบทประพันธ์เดิมของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมท ที่ได้เขียนเอาไว้"

2.ความประทับใจต่อเรื่องนี้?

"ประทับใจตรงที่เป็นเรื่องที่ดังอยู่แล้ว ดีใจที่ได้มีโอกาสเล่นเรื่องดังๆ และบทประพันธ์ของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมท ก็มีเสน่ห์ในเรื่องความผูกพันของแม่-ลูก เป็นสิ่งที่ตัวเราเองไม่เคยมีลูก เราก็ต้องพยายามค้นหาตรงนั้น เปรียบเทียบแทนค่ากันยุ่งเหยิงอยู่ในหัวในเรื่องของความผูกพัน ถึงแม้ตรงนี้จะเป็นสิ่งั้ไม่ได้เกิดกับตัวเราเอง เราไม่ได้เป็นจริงแต่ก็เป็นเสน่ห์ของอ.ยุพาในเรื่องนี้ นอกจากนี้เรื่องนี้ก็มีพรรคพวกที่สนิทๆ กันเลยค่อนข้างทำงานสบายใจ ทำงานง่าย อย่างตัวสามีในเรื่องคือ อ.สมศักดิ์ ก็เป็นพี่อุ้ย-เกรียงไกร ก็รู้สึกสบายใจ คิดเห็นไปทางไหนก็ไปทางเดียวกัน เพราะเคยเล่นด้วยกันมาก่อน รับ-ส่งกันได้ดี"

3.บทบาทแม่ในเรื่องนี้แปลกจากเรื่องอื่นอย่างไร?

"ไม่เหมือนเรื่องอื่นที่เคยเล่น ไม่ใช่เป็นเพราะเราไม่เคยมีลูกนะ แต่เป็นเพราะเรื่องนี้ลูกเราเขาไม่ตอบโต้อะไรกับเราเลย เขาเป็นมนุษย์ต่างดาว เวลาที่เราพูดอะไรไปเขาจะไม่มีความรู้สึกที่สะท้อนกลับมาว่าคิดอะไร รู้สึกอะไร คืออย่างมนุษย์มันจะมีความรู้สึก แต่เขาไร้ความรู้สึก เพราะฉะนั้นเราก็เหมือนกับส่งให้เขาอย่างเดียว แล้วไม่มีอะไรสะท้อนกลับมาเลย จะแปลกใจ เสียใจในระยะแรกว่าเหมือนลูกไม่รัก ไม่สนใจตัวเอง ตอนหลังก็เริ่มเข้าใจว่าเขามีไอ้โน่นไอ้นี่แปลก และมีอ.สมศักดิ์, อ.ศิริ นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ คอยกระทุ้งให้เรารับรู้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเรายอมรับว่าลูกเรามาจากที่อื่น ไม่เหมือนคนทั่วไป ไอ้ความรู้สึกที่น้อยใจตามปกติของแม่ หรือสงสัยว่าลูกเป็นอะไรก็ค่อยๆ หายไป จนกระทั่งเป็นเหตุเป็นผลก็ทำให้เรื่องราวลงตัว แต่ว่าอ.ยุพากับอ.สมศักดิ์จะดีใจมาก เพราะลูกตัวเองไม่ตายเหมือนมนุษย์ต่างดาวคนอื่นๆ แฮปปี้เอ็นดิ้งสำหรับคู่นี้"

4.ยากมั้ยเวลาที่ต้องรับ-ส่งอารมณ์กับเด็กต่างดาวที่ไร้ความรู้สึก?

"ในการส่งอารมณ์ตัวเองไม่รู้สึกหนักใจหรือยากอะไร แต่น้องๆ เขาจะหนักกว่า ที่เล่นเป็นลูกยุวศักดิ์คือ ก๊อต (มณฑล ปริวัฒน์) เขาจะต้องไม่รู้สึก เหมือนไม่ได้เล่นแต่ไม่ใช่ เพราะคนเรามันจะมีธรรมชาติของมนุษย์อยู่ ว่าคนนี้พูดด้วยมันต้องมีการโต้ตอบ จะตอบหรือไม่ตอบ ถ้าตอบอยู่ในใจมันก็ต้องมีสีหน้าออกมา แต่เขาจะต้องไม่มี ไม่มีแล้วยังต้องคงคาแร็คเตอร์เรื่องหันทางด้านไหนก่อนหลัง เขาจะหนักใจ ตัวเองไม่หนัก เพียงแต่มันผิดธรรมดาไปหน่อย แต่ผู้กำกับฯ (ตุ้ย-กมล ศรีสวัสดิ์) เขาอธิบาย คอยช่วย บางทีก็มีเหมือนกันที่เราเล่นผิด ผู้กำกับฯ ก็เดินมากระซิบกลัวเราอาย ก็มีหลายอ้นที่ต้องแก้เหมือนกัน"

5.มีน้องๆ มาขอคำแนะนำอะไรจากเราบ้างหรือเปล่า?

"น้องๆ ไม่มีมาขอคำปรึกษา คงเป็นเพราะเขาเก่งๆ กันทุกคน แล้วอาจจะเป็นเพราะคาแร็คเตอร์คนละแบบกับเราด้วย เพราะเขาสื่อความเป็นมนุษย์ต่างดาว เพราะฉะนั้นเขาต้องฟังจากผู้กำกับฯ โดยตรงว่า ต่างดาวจะต้องเป็นอย่างไร เป็นเรื่องแรกที่ไม่มีน้องๆ คนไหนมาถาม เพราะเขาเป็นต่างดาวกันหมด แต่ก็จะมีน้องๆ ที่มาแสดงความชื่นชมเราในตอนแรกๆ ที่มาถ่าย อย่าง ริว (อาทิตย์ ตั้งสวัสดิ์รัตน์) ที่มาบอกว่าชื่นชอบผลงาน ดูผลงานเราตั้งแต่ยังไม่เข้าวงการ แล้วเขาปลื้มเรา ก็แอบชื่นใจอยู่เหมือนกัน และน้องเขาก็น่ารักด้วย เขาเป็นคนเปิดเผย บางคนอาจจะเห็นเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว คนละรุ่นกัน เขาอาจจะไม่ค่อยกล้าเข้าหา แต่ริวเขากล้า ริวน่ารัก ตรงนี้มันแล้วแต่คน เราสังเกตได้ว่าสมมติคนที่เคยได้ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ หรืออยู่กับคนแก่ อยู่กับยายหรือใคร ก็จะวางใจจะเข้าหาผู้ใหญ่ได้ง่าย แต่ถ้าโตมาแบบไม่ได้มีผู้ใหญ่หรือคนแก่อยู่ในบ้าน เรื่องจะเข้าผู้ใหญ่ก็อาจจะไม่มี ตรงนี้เป็นโลกของสมัยใหม่ บางทีเราจะวัดว่าใครเข้าไม่เข้าหามันคงไม่ได้"

6.ละครให้อะไรกับคนดูได้บ้าง?

"มันคงต้องเปรียบเทียบกันนิดหนึ่ง อย่างเรื่องนี้ มรว.คึกฤทธิ์ เขียนมาคงต้องการจะเปรียบเทียบความดี ความชั่วให้เห็น 2 แบบที่แตกต่างกัน เปรียบเทียบให้เห็นว่าความดี การคิดดี การทำดี สิ่งดีๆ สุดท้ายก็จะยังคงอยู่ และความมหัศจรรย์ของความดีก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเปลี่ยนได้ เพียงแค่ครอบครัวมีความตั้งใจ มีความใส่ใจ มีความร่วมใจที่อยากจะให้มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น มีความจริงใจให้แก่กัน คิดว่าไม่มีอะไรเหนือความสามารถ และถ้าจะเทียบกับสังคมยุคใหม่จริงๆ ตัวเองพูดไม่ได้เต็มปากเพราะอยู่คนเดียว ไม่ได้มีความเป็นครอบครัว แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีจริงๆ มันก็คงต้องศึกษาว่าทำยังไงถึงจะให้มีความอบอุ่น มีความสุขมากกว่าความทุกข์ จริงๆ ตัวเองอยู่คนเดียวก็ยังมีความทุกข์เลย เป็นไปไม่ได้ที่มีครอบครัวแล้วจะไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น มันต้องมี แต่ว่าทำยังไงให้ทุกข์น้อยหน่อย แล้วให้มีความอบอุ่นมากกว่า ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขยังรู้สึกอยู่ในใจว่ายังมีเธอ ฉันมีลูก ยังไงฉันก็ยังมีคนข้างๆ ฉัน ให้มันเป็นความอบอุ่นซะมากกว่า เมื่อไรที่มีครอบครัวจะพยายามสร้างแบบนั้น เพราะว่าอย่างที่บอกต้องเห็นแก่ส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตัว ต้องศึกษากันมากนิดหนึ่ง เพราะว่าไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว พอมาอยู่เป็นครอบครัวก็ต้องศึกษาว่าต้องมีความใส่ใจกัน มีวิธีตั้งหลายวิธี มีหลายๆ เรื่องที่ต้องศึกษาว่าต้องทำยังไง สรุปว่าเรื่องนี้หากคนได้ดูแล้วได้แวะเปรียบเทียบบ้างก็คงจะนำมาเปรียบกับชีวิตจริงได้ว่า ความเป็นแม่บริสุทธิ์มากจนสามารถเปลี่ยนอะไรที่มนุษย์ต่างดาว จากไม่มีชีวิต ไม่มีจิตใจ ไม่มีวิญญาณ จนเขาต้องเอาเรื่องนี้รับไป กลับไปโลกเขา และคงไปพัฒนาความคิดและจิตใจพวกเขาเอง เพราะจริงๆ พวกมนุษย์ไม่เหมือนกับเขาตรงนี้ มนุษย์ต่างดาวมีสติปัญญาสูงส่ง โดยเฉพาะมาเจอความรักบริสุทธิ์จากความเป็นแม่ด้วย คือจิตใจที่รักและห่วงลูก เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ยิ่งแก้วด้วยคือตัวนางเอกเขาทุ่มเท ในบทเขามีโอกาสได้ทุ่มเทหลายๆ อย่าง กับความรัก ความเป็นห่วงลูก ก็ได้แสดงความรัก ความอาทรกับลูกมากๆ กับเราก็มีแต่เฉลี่ยให้เป็นคนละแบบ อีกอย่างด้วยความที่เป็นนักวิชาการ เป็นเหตุเป็นผล แต่ยังไงก็คือเขาก็มาจากเรา มันก็มีความรักบริสุทธิ์ สัญชาตญาณความเป็นแม่อยู่ด้วย"

7.อยากให้ฝากผลงานเรื่อง "กาเหว่าที่บางเพลง"

"ก็อยากให้ได้ดู เหมือนที่บอก ถ้าได้ดูแล้ว ได้รู้ที่มาที่ไปของความรู้สึกของผู้เขียน เพื่อต้องการสะท้อนภาพเปรียบเทียบ ในการที่ใครได้ดูเรื่องนี้แล้วอาจจะมีมุมมองด้านอื่นๆ ที่เอาไปใช้ประโยชน์ได้ในครอบครัว ในชีวิตประจำวันของตัวเองได้หลายอย่าง อันนี้ก็เป็นอันหนึ่งที่จะเป็นสาระของละครเรื่องนี้ และนอกเหนือจากนั้นก็จะมีเรื่องของความบันเทิง ตลกที่แทรกๆ อยู่โดยบทของตัวมันเอง จากพวกต่างดาวที่เขาทำอะไรไม่เหมือนมนุษย์ และอยากให้แฟนๆ ได้ดูเอฟเฟ็คท์ใหม่ๆ ของละครไทยว่าเดี๋ยวนี้เราทำได้ขนาดนี้แล้ว เรามีอะไรหลายๆ อย่างที่อยากจะให้แฟนได้ดู ได้ชม เพื่อให้ได้ครบทุกรสอย่างที่บอก มีทั้งสาระ บันเทิง และความแปลกใหม่ของละครไทยด้วยค่ะ"

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

บทสัมภาษณ์ "โน้ต-ธวัช ทัศนาพลพินิจ"

1.กาเหว่าที่บางเพลงเป็นละครเรื่องที่เท่าไหร่?

"เรื่องที่สามครับ เรื่องแรกคือเรื่อง 'รักสลับขั้ว' เรื่องที่สองคือ 'หนูชื่อ..ทองสร้อยค่ะ' ซึ่งทั้ง 2 เรื่องได้ผลตอบรับที่ดีมากครับ"

2.บทของ 'เดช' เป็นอย่างไร?

"เป็นมนุษย์ต่างดาวที่ร้ายมากถึงมากที่สุดเลยครับ ซึ่งผมว่ามันยากมาก เพราะมันไม่ได้ร้ายเหมือนโจรหรือผู้ร้ายในหนังสมัยก่อน การเป็นมนุษย์ต่างดาวต้องเรียนรู้อีกเยอะ มากกว่าการแสดงทั่วไป ผมต้องเข้าไปทำเวิร์คช็อปและผมก็ได้จากตรงนี้ เพราะมีส่วนช่วยเยอะมาก ได้รู้จักเพื่อนด้วย เพราะในความที่เป็นตัวร้าย เป็นหัวหน้าคนอื่นเขา มันจำเป็นต้องแบบว่า แค่มองตาก็ต้องรู้กันแล้ว ตรงนี้ได้จากตอนเรียนเวิร์คช็อป เพราะจะได้สนิทสนมกับน้องๆ เขา รู้จังหวะในการเล่นกัน"

3.มีอะไรที่กังวลที่สุด?

"ที่กังวลมากที่สุดคงจะเป็นตรงที่ เล่นแล้วกลัวคนจะไม่เชื่อ คือถ้าดูแล้วเชื่อก็รู้สึกดีที่เราทำได้ ซึ่งมันค่อนข้างท้าทายความสามารถ เพราะถือเป็นการพลิกคาแร็คเตอร์ครั้งแรกของผมเลยก็ว่าได้ ซึ่งเรื่องที่ผ่านมาผมจะได้รับบทกุ๊กกิ๊กเสียส่วนใหญ่ แต่กับเรื่องนี้เล่นเป็นตัวร้ายที่มีใจคอโหดเหี้ยม และไม่มีเล่นมุขฮาอะไรเลย หน้าตาต้องไร้อารมณ์ คำพูดในบทก็น้อย เวลาสื่อสารต้องใช้ตาอย่างเดียวเลย ตรงนี้ค่อนข้างท้าทายนะครับ และยากไม่ใช่น้อย แต่ผมมองว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และทำให้เราได้พัฒนาฝีมือการแสดงได้ครับ"

4.หลังจากแต่งหน้าเสร็จแล้วมองในกระจกรู้สึกอย่างไรบ้าง?

"เห็นครั้งแรกแล้วตกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ช่วงแรกเวลาเข้าห้องน้ำจะไม่กล้ามองกระจกเลย มันดูน่ากลัวมาก เพราะผมเป็นคนตาโต แต่ไม่มีคิ้ว มีเส้นเลือดขึ้นที่หน้าด้วย และจากการแต่งเอฟเฟ็คท์มันทำให้หน้าเราดำกว่าปกติ บวกกับบรรยากาศที่กองถ่าย รวมไปถึงเสื้อผ้าที่ใส่ดูขะมุกขะมอม ยิ่งใส่คอนแท็คเลนส์สีเขียวเข้าไปด้วยความน่ากลัวมันยิ่งเพิ่มขึ้น"

5.เครียดไหมต้องมารับบทหัวหน้าเด็กต่างดาว และอุปสรรคมีอะไรบ้าง?

"เครียดมากครับ ยิ่งแรกๆ นี่เครียดสุดๆ แต่ว่าได้น้องๆ และพี่ๆ ในกองคอยช่วยส่งอารมณ์ให้ตลอด หลังๆ เริ่มคุ้นเคยกับน้องๆ ก็เลยดีขึ้น แต่ความคุ้นเคยสนิทสนมบางครั้งก็ทำให้หลุดบ้าง ก็จะมีการคุยกันเตี๊ยมกันว่า ช่วงเวลาที่ถ่ายอยู่ให้จินตนาการในใจว่าตอนนี้จะเป็นเสียงดนตรีแบบอึมครึม ส่วนอุปสรรคใหญ่ในละครเรื่องนี้คือบทพูดที่ค่อนข้างจะพูดน้อยมาก แถมประธานในประโยคก็ไม่มี บางซีนพูดแค่ 3 คำก็มี ผมจำบทได้แทบจะหมดเลย เพราะไม่ค่อยมีบท แต่จะเน้นที่ตาและอารมณ์ที่แสดงออกมามากกว่า อันนี้ยากกว่าการมีบทพูดเยอะๆ เสียอีก และในความที่ไม่มีบทพูดแล้วไม่รู้จะทำอะไร แล้วต่างดาวทำอะไรไม่ได้นอกจากแสดงสีหน้า แววตา แต่จะแสดงโอเว่อร์แอ็คติ้งก็ไม่ได้ อย่างแสดงว่าเราโกรธก็ไม่ใช่จะใส่อารมณ์กันได้เต็มที่นะ ให้ออกมาแค่ทางแววตาเท่านั้น ท่าทางต้องนิ่ง แต่ในบทของผมจะเป็นตัวร้ายที่ไม่มีพัฒนาไปทางด้านที่ดีเลย คนอื่นอย่าง มิ้นท์ (เปรมินทร์ วงศ์เบี้ยสัจจ์) เขาก็จะไปทางพุทธศาสนา ผมนี่ร้ายตลอดใครไม่เชื่อฟังคือฆ่า"

6.สาเหตุการร้ายของตัวละครตัวนี้มาจากอะไร?

"ครอบครัว ในละครแสดงให้เห็นเลยว่า ครอบครัวอย่างพี่ริว (อาทิตย์ ตั้งสวัสดิ์รัตน์) เนี่ย เขาเป็นครอบครัวที่มีการอบรมเลี้ยงดูอย่างดี และมีน้องอีกคน ครอบครัวพ่อแม่เป็นตายายคู่หนึ่งซึ่งรักกันมาก กระหนุงกระหนิง ทำให้เขามีพัฒนาการทางด้านที่ดีขึ้น แต่พอมาดูครอบครัวผมพ่อแม่ด่ากันตั้งแต่ผมอยู่ในท้อง เจอหน้ากันก็ขึ้นมึงกู ด่าทอกัน คือสบถออกมาทุกคำพูด ทะเลาะกันมาตลอด มันเหมือนเป็นการปลูกฝัง คือเรารับรู้ตั้งแต่เรายังไม่เกิด มันเลยซึมซับจนเกิดและโตมา สุดท้ายเราก็ฆ่าพ่อแม่ เพราะในความที่เขามาขัดขวางทุกอย่าง เขารู้ความลับของเรามากเกินไป พอไม่ได้ดังใจและไม่เห็นประโยชน์ของเขาแล้วเราก็ฆ่าซะ คือตัดปัญหาทุกอย่าง เรื่องของเรื่องเราได้รับอารมณ์รุนแรงมาจากครอบครัว จริงๆ ตัวเดชไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าใครหรอก ไม่ใช่เจอหน้ากันแล้วฆ่าเลย แต่มันมีเหตุที่ว่ามีคนมารู้ความลับของเรา หรือมีอะไรมาสะกิดนิดเดียว และคิดว่าการฆ่าเป็นการตัดปัญหา เลยกลายเป็นโหดเหี้ยม จนตอนหลังทุกคนต้องมารุมกำจัดเรา"

7.มีการเตรียมตัวสำหรับบทนี้อย่างไรบ้าง นอกจากอ่านบทและเรียนแอ็คติ้ง?

"ในส่วนตัวผม จะไม่พยายามจินตนาการว่าเราจะพูดน้ำเสียงอย่างไร ผมจะให้พูดออกมาจากความรู้สึกในตัวละครมากกว่า เพราะเวลาที่คิดว่าจะให้ออกมาอย่างไรมันจะดูไม่ค่อยน่ากลัว เจตนาเราไม่ได้ทำให้ออกมาดูน่ากลัวหรอก เจตนาจริงคือต้องการแสดงเพียงแค่อารมณ์ของตัวละครตัวนี้คือเดชออกมาเท่านั้นเอง ผู้กำกับคือพี่ตุ้ย (กมล ศรีสวัสดิ์) ช่วยสอนผมเยอะครับ เขาบอกว่าอยากให้ผมเล่นจากข้างในเยอะๆ แล้วให้กล้องทำหน้าที่ล้วงออกมาเอง เขาจะบอกไว้เสมอ"

8.ผู้กำกับสอนอะไรให้กับเราบ้าง?

"นอกจากเรื่องการแสดงแล้ว สิ่งที่ผมได้จากพี่ตุ้ยนี่เยอะครับ หลายอย่างมาก ไม่ใช่เฉพาะบทหรือเทคนิค ทุกอย่างที่อยู่ในกอง ความอดทน เวลาอยู่กับคนเยอะๆ อยู่กับกองถ่ายใหญ่ๆ มันเป็นอย่างไร ซึ่งผมเห็นจากพี่ตุ้ยที่เป็นคนใจเย็น ทำงานด้วยความอดทน ไม่หงุดหงิด และอารมณ์ค่อนข้างดี ผมเลยเอาส่วนนี้มาใช้กับตัวเอง โดยการทำสุขภาพจิตให้ดีอยู่ตลอดเวลา ไม่งั้นความที่อากาศร้อน แล้วเราแต่งเอฟเฟ็คท์มันทำให้เราอึดอัด เก็บกด ผมก็มักจะทำตัวสนุกสนานให้มากที่สุด เพราะเวลาอยู่หน้ากล้องจะได้ทำงานได้เต็มที่ ไม่อยากให้มีอะไรมาบดบังแล้วเป็นตัวร้ายนอกจอครับ"

9.เข้าฉากกับนักแสดงรุ่นใหญ่ๆ เป็นอย่างไรบ้าง เกร็งหรือเปล่า?

"พอรู้ว่าจะต้องเจอพี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์), พี่นิ้ง (กุลสตรี) ไหนจะสะอาดหรือคนอื่นๆ อีก เกร็งมากครับ ยิ่งตอนแรกที่ยังไม่เคยเจอกันผมจะโดนพี่ๆ ในกองถ่ายอำบ่อยมากว่าต้องเจอรุ่นใหญ่ๆ อย่าทำให้เขาเสียเวลานะ เดี๋ยวเขาจะว่าเอา อุ๊ยคนนี้ดุนะระวัง แล้วด้วยความที่ผมเป็นเด็ก แล้วต้องไปปะทะกับดารารุ่นใหญ่ที่เขาเก่งๆ เนี่ย โอ้โหบอกอารมณ์ไม่ถูกเหมือนกันนะ แล้วในเรื่องผมจะต้องดูมีอำนาจ น่าเกรงขาม ทำให้ผมเครียดมากว่าเจอแล้วเราจะทำอย่างไร แต่พอเจอเข้าจริงๆ ไม่มีอะไรเลย ใจดีทุกคน เขาก็พยายามบอกและสอนว่าไม่ต้องเกร็งไม่ต้องเครียด ให้เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เขาก็ทำตามบทของเขา แล้วทุกอย่างก็ช่วยส่งกันเอง ซึ่งทุกคนก็น่ารักมาก คือถ้าเกิดเทกเพราะเราขึ้นมาเขาก็ให้กำลังใจเรา และบางครั้งก็มีแนะนำมาบ้างครับ เลยทำให้รู้สึกดีขึ้นและไม่เกร็งครับ"

10.มีใครสอนเทคนิคเรื่องการแสดงให้กับเราบ้าง?

"ก็หลายคนนะครับ อย่างอาสะอาด, พี่อ๊อฟ, พี่นิ้ง ฯลฯ แต่ด้วยคาแร็คเตอร์ที่ค่อนข้างจะแปลกไปจากละครทั่วไป เขาก็เลยสอนเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ให้ครับ อย่างเวลาเข้าฉากกับอาสะอาด ผมจะต้องจ้องตาอาเขา อาเขาก็จะบอกว่าเวลามองให้มองเขม็งเลยนะ ไม่ต้องกลัว เล่นให้เต็มที่เลย ให้เราคิดว่าเราเป็นตัวละครตัวนั้น ส่วนกับพี่อ๊อฟเขาก็จะบอกว่าไม่ต้องซีเรียส ทำให้เราไม่รู้สึกกดดัน เลยแสดงออกมาได้เต็มที่ และผมจะได้บู๊กับพี่อ๊อฟบ่อยๆ มีต่อยกันบ้าง เขาก็กลัวผมจะโดน ก็จะเข้ามาซ้อมคิวบู๊กับผมก่อน บอกว่าเดี๋ยวจะทำอย่างนี้ให้รับอย่างนี้นะ ไม่เจ็บหรอก คือเขาจะไม่เล่นจริง เขาจะใช้เทคนิคมุมกล้องมากกว่า ส่วนพี่นิ้งก็จะให้ความเป็นกันเองและสร้างความคุ้นเคยกันมากกว่า เวลาที่มาเข้าฉากด้วยกันเลยไม่มีปัญหา แต่ถ้าโดยรวมแล้วส่วนใหญ่ผมจะฟังจากผู้กำกับมากกว่า ผมค่อนข้างเชื่อในพี่ตุ้ย เพราะพี่ตุ้ยเขาจะเห็นภาพรวมทั้งหมดของละครเรื่องนี้เป็นอย่างดีครับ"

11.เคยได้ดูตอนที่เป็นภาพยนตร์หรือเปล่า?

"เคยครับ ก่อนจะไปทดสอบหน้ากล้องผมก็จินตนาการว่า กาเหว่าฯ ต้องเป็นแบบนี้แหละ แต่ในความที่บุคลิกเป็นคนแบบนี้ ผมเลยเล่นอะไรที่มันฉีกออกไป พี่ตุ้ยเขาเลยชอบ จำได้ว่าตอนนั้นเล่นแบบพรีเซ็นต์แหลกเลย ความที่แสดงออกมาเยอะเกินไปเขาเลยต้องจับผมไปทำเวิร์คช็อป เพราะตามบทเขาไม่อยากให้เราแสดงออกมาเยอะ ซึ่งผลจากการเวิร์คช็อปเลยทำให้เวลาไปถ่ายจริง ผมสามารถทำได้และมีสมาธิที่ดีขึ้นด้วยครับ"

12.แล้วหนังกับละครต่างกันอย่างไร?

"ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว มันคือเด็กนักเรียนที่โตเกินวัย เรียนรู้ได้รวดเร็ว ในหนังมันจะไม่มีรายละเอียดของความเป็นมาของตัวละครมากนัก เพราะเวลาในการฉายเพียงแค่ 2 ชั่วโมง แต่ในความที่เป็นละครเราสามารถใส่รายละเอียดได้เยอะมาก จนทำให้เรื่องราวมีที่มาที่ไป มีเหตุผล อย่างในส่วนบทของผมทุกคนก็จะได้รู้ว่า ทำไมผมถึงร้ายอย่างนี้ ในขณะที่คนอื่นเขามีพัฒนาการทางด้านจิตใจไปในทางที่ดี แต่ผมกลับโหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีการพัฒนาทางด้านจิตใจเลยแม้แต่น้อย ด้วยความละเอียดตรงนี้ทำให้เรารู้ถึงความต่อเนื่องของเรื่องราวจนเราอินกับมัน และโลเกชั่นที่เหมาะสมเข้ากับเนื้อเรื่องมันเอื้อและส่งอารมณ์ให้เราได้เยอะครับ"

13.ต้องใส่คอนแทคเลนส์ด้วยเป็นอย่างไรบ้าง ลำบากไหม?

"เป็นปัญหาเหมือนกันสำหรับน้องคนอื่นๆ บางคนไม่เคยใส่ ช่วงแรกๆ ก็มีตาอักเสบกันบ้าง แต่ผมโชคดีที่เป็นคนตาโตมาก ครั้งแรกก็ใส่ได้แล้ว ก็ตื่นเต้นดีนะครับ มันแปลกและสนุกดี เพราะใส่แล้วตาเราจะเป็นสีเขียว ยิ่งเวลาที่ถ่ายตอนกลางคืนแล้วโดนแสงไฟ ตาจะเป็นประกายสีเขียวกันเป็นแถวเลย แต่ด้วยความที่เป็นคนตาโตก็เป็นปัญหาเหมือนกันนะครับ คือเวลาถ่ายเขาจะมีมาเก็บรายละเอียดอีกครั้ง ที่เขาเรียกว่าอินเสิร์ต แล้วจะมีบางครั้งที่เขาจะต้องเก็บแววตา คนอื่นเวลาขี้เกียจใส่เลนส์เขาก็จะให้คนที่ใส่อยู่แล้วไปถ่ายแทน แต่ผมตาโตไม่เหมือนชาวบ้านเลยไม่มีใครสามารถแทนผมได้ ดังนั้นเวลาที่มีอินเสิร์ตทีไรผมจะต้องโดนทุกรอบเลย และพูดถึงเรื่องอินเสิร์ตมีเรื่องฮาอยู่เรื่องหนึ่งคือ จะมีฉากที่ผมต้องฝังเอฟเฟ็คท์ ผมโดนไป 4 นัด แล้วจู่ๆ เขาก็ฝังเอฟเฟ็คท์ข้างหลังผม ถ่ายเสร็จผมก็คิดได้เลยถามผู้กำกับว่าผมมีโดนยิงด้านหลังด้วยเหรอ เขาก็บอกว่าเปล่าหรอก อินเสิร์ตแทนหลังริวน่ะ พอดีริวไม่มา เท่านั้นแหละครับฮาเลย"

14.เคยผ่านพวกเอฟเฟ็คท์มาก่อนหรือเปล่า?

"ไม่เคยเลยครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลยที่ผมกับเอ (วิทยา โกมลฐิติกานต์) ต้องเจอเอฟเฟ็คท์ แถมเจอทีก็เล่นไปคนละ 4 นัด ก็โดนพวกพี่ๆ เขาแกล้งขู่เลย อำกันใหญ่ว่าระวังจะเจ็บจริงนะ ปกติผมกับเอเวลาว่างก็จะนั่งคุยโน่นคุยนี่กันตลอด แต่วันนั้นต่างคนต่างเงียบไม่มีใครพูดกันเลย คือมันแป้วๆ ไปเหมือนกัน ด้วยความที่ไม่เคยฝังเอฟเฟ็คท์มาก่อนก็คิดไปสารพัดเลย จนมาโดนเข้าจริงๆ ลูกแรกรู้สึกว่ามันมีแรงถีบพอสมควร แต่พี่เขาก็บอกเทคนิคมาว่าอย่าเกร็ง อย่าไปขืน ให้ปล่อยตัวตามสบาย มันจะช่วยผ่อนแรงได้ ซึ่งก็ถือว่าได้ผล แต่ที่เลี่ยงไม่ได้คือเสียงดัง ตอนลูกแรกที่เจอรู้สึกตกใจและเสียงดังอยู่เหมือนกัน แต่เราต้องนิ่งเพราะเราเป็นมนุษย์ต่างดาว เสร็จฉากนี้ก็ใจเต้นกันอยู่ 2 คนครับ แต่ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีครับ เพราะทำให้เรารู้ว่าไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิดไว้ตอนแรก เพราะทีมเขาค่อนข้างเซฟให้เราเยอะเหมือนกัน"

15.มีฉากไหนที่ลำบากใจบ้างไหม?

"มีครับ อย่างฉากที่ผมจะต้องกินไก่ ซึ่งมันจะเป็นไก่ดิบๆ เลย ด้วยความที่เขาเตรียมไว้เข้าฉากในตอนกลางคืน ประกอบกับอากาศที่ร้อนจัด ทำให้กลิ่นไม่ค่อยรัญจวนเท่าไร พอเอามาเข้าฉากกลิ่นมันก็จะอบอวลมาก จำได้ว่าตอนนั้นไม่ได้กัดหรอก แค่ทำท่าฉีกแล้วเลือดไก่มันหยดผมต้องเอามาแตะที่ปาก โอ้โห...กลิ่นแบบบรรยายไม่ถูกเลย หลังจากเลิกกองผมกับน้องๆ เด็กต่างดาวก็พากันไปกินโจ๊ก ทุกคนเขี่ยไส้ เขี่ยเครื่องในออกกันเป็นแถว และไม่กินไก่กันอีกเลย จนกระทั่งปิดกล้องได้สักพักผมถึงกลับมากินไก่อีกครั้งครับ แต่ก็มีฉากที่เราชอบนะครับ เป็นฉากที่เราต้องกินกันจริงๆ แต่จะให้กินของจริงเราก็คงขอบายดีกว่า ทีมงานเขาเลยใช้ขนมปังมาราดน้ำแดง กินแล้วน้ำแดงเลอะเต็มปากเลย เราก็อร่อยสิ แต่พี่ที่เขายืนดูเราอยู่ตรงมอนิเตอร์นี่เขาถึงกับอาเจียนเลย เพราะเวลาที่ดูในจอแล้ว แสงที่สลัวๆ มันทำให้ดูน่ากลัว เขาเลยอิน แต่พวกผมอร่อยและอิ่มหนำสำราญครับ"

16.เห็นว่ามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นด้วย แสดงไอเดียอะไร?

"ในเรื่องผมกับเอจะไม่มีรองเท้าใส่ เวลาเข้าฉากต้องเดินเท้าเปล่าตลอด และมักจะไปเหยียบเจอหัวหน้าหินแหลมๆ มันเจ็บ แต่เราไม่สามารถแสดงสีหน้าเจ็บปวดได้ เพราะเราต้องเข้าฉากกับคนอีกหลายสิบคน เขาต้องมาเทกเพราะผม เลยทน นอกจากที่สุดๆ จริงๆ ถึงจะขอเทก แล้วผมก็ไปรีเควซกับพี่ตุ้ยด้วยการเสนอไอเดีย คือไม่ขอตรงๆ หรอก ตอนแรกก็เสนอไปว่าเอาแผ่นกระดาษหรือผ้ามาแปะใต้ฝ่าเท้าดีไหม ก็ลองสารพัด ติดกาวธรรมดาไม่อยู่ ก็มาลงที่สเปรย์กาวติด ก็ติดเหนียวหนึบเลย และติดแน่นเวลาเอาออกทีก็ลำบาก ผมก็คิดและไปบอกพี่เขาอีกว่า ผมสามารถฆ่าคนเพื่อเอารองเท้าได้ไหม เป็นการแสดงความโหดเหี้ยมของตัวละครตัวนี้ไงพี่ ซึ่งพี่ตุ้ยเขาเห็นดีด้วยเลยไปจัดการเพิ่มบทให้ผม มาตอนหลังผมก็มีรองเท้าใส่ ก็เอาไปอวดเพื่อนๆ ว่ามีรองเท้าใส่แล้วนะ และรองเท้าผมก็จะไม่เหมือนใครด้วย 2 คนกับเอรู้สึกภูมิใจในรองเท้าที่ไม่เหมือนใครครับ"

17.อยากให้ฝากละครเรื่องกาเหว่าที่บางเพลง

"ถ้าคิดว่าจะหาดูละครคุณภาพ ละครที่ตั้งใจทำ ละครที่ไม่ค่อยมีคนอื่นเขาทำ ละครที่ฝ่าฝืนกฏทั้งหมดของการถ่ายละครคือ สลิง, เด็ก, เอฟเฟ็คท์, สัตว์ รวมถึงมนุษย์ต่างดาวด้วย ขอให้มาดูละครเรื่องกาเหว่าบางเพลงครับ เพราะมีครบเลย และเป็นงานชิ้นสำคัญของพวกเราทุกคนที่ตั้งใจอย่างมาก โดยเฉพาะผู้กำกับที่มีความตั้งใจในงานชิ้นนี้อย่างมากครับ"

(ยังมีต่อ)

-รก-