อสังหาริมทรัพย์ไทยโอเวอร์ซับพลายจริงหรือ

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

กรุงเทพฯ--28 มิ.ย.--โฟว์ดี คอมมิวนิเคชั่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่บริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนใหญ่แสดงผลประกอบการยอดขายไตรมาสแรกของปี 2547 ลดลงโดยเฉลี่ยประมาณ 20% เป็นเหมือนการตอกย้ำว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่วงจร "ขาลง" รวมทั้งมีการตั้งประเด็นคำถามตามมาว่า การหดตัวของยอดขายเกิดขึ้นเนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการเร่งผลิตสินค้าที่อยู่อาศัยออกมาเสนอขายจนเกิดภาวะที่เรียกว่าโอเวอร์ซับพลายแล้วใช่หรือไม่??? ตลาดจะโอเวอร์ซับพลายทั้งๆที่เราเพิ่งผ่านช่วงวิกฤติ มาสู่การฟื้นตัวของภาคสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริงได้เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้นหรือ ซึ่งหากมองจากมุมของผู้ที่คลุกคลีอยู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ เวลานี้ เป็นเพียงการชะลอการตัดสินใจซื้อเพราะเหตุผลบางประการ ซึ่งทั้งหมดจะได้รับการคลีคลายและกลับเข้าสู่สภาวะปรกติภายในช่วงไตรมาสที่ 2-3ของปี 2547 หากพิจารณาจากภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯในช่วงไตรมาสแรกของปี 2547 จะพบว่าจากการรายงานข้อมูลของกรมที่ดิน มีที่อยู่อาศัยจดทะเบียนเพิ่มในกรุงเทพฯและปริมณฑลฯ จำนวนทั้งสิ้น 11,931 ยูนิต เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2546 คิดเป็น 36% ในจำนวนดังกล่าวเป็นการเติบโตของที่อยู่อาศัยประเภทจัดสรรที่มีถึง 7,444 หน่วย หรือเพิ่มขึ้น 3,225 หน่วยคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 76% ขณะที่ที่อยู่อาศัยที่สร้างเองมีสัดส่วนลดลงเล็กน้อยมาจาก 4,545 หน่วยมาเหลือ 4,487 หน่วย หรือเปลี่ยนแปลงลดลง 1.28% และจะเห็นไว้ว่ายอดจดทะเบียนของประเภทจัดสรรมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นทุกประเภท ยกเว้นบ้านแฝด โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวที่มีการปรับตัวสูงขึ้นถึง 120% ขณะที่ยอดการจดทะเบียนอาคารชุดเพิ่มขึ้นถึง 172% คือเพิ่มจาก220 หน่วยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2546 มาเป็น 596 หน่วยในปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการที่เปิดขายในช่วงปีที่แล้วเริ่มแล้วเสร็จ ตัวเลขการเพิ่มขึ้นของจำนวนการจดทะเบียนที่อยู่อาศัยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2547 มีนัยสำคัญต่อยอดขายที่ลดลง กล่าวคือในช่วงปลายปี 2546 รัฐบาลประกาศชัดเจนถึงนโยบายที่จะไม่มีการต่ออายุมาตรการลดค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจาก 2% เหลือ 0.01% และจะไม่ลดหย่อนค่าภาษีธุรกิจเฉพาะอีกต่อไป โดยจะเรียกเก็บในอัตรา 3.3% ทันทีในวันที่ 1 มกราคม 2547 เป็นต้นไปรวมทั้งยกเลิกการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดจำนองให้กลับมาเรียกเก็บในอัตรา 1% ตามเดิม การยกเลิกมาตรการดังกล่าวทำให้เกิดการเร่งตัดสินใจซื้อบ้านในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ผลก็คือยอดขายในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้หดตัวอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ยอดโอนบ้านหรือยอดการจดทะเบียนที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อย่างไรก็ตามเมื่อมีการประเมินสถานการณ์ในด้านการผลิต พบว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้บริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่มีการเปิดโครงการใหม่น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งว่า ทางสถาบันการเงินรายงานตัวเลขการปล่อยกู้โครงการอสังหาริมทรัพย์วงเงินกู้เกิน 100 ล้านบาท มีจำนวนกว่า 100 ราย ถือเป็นการขยายตัวในอัตราส่วนประมาณ 6-7% เท่านั้นจึงไม่น่าเป็นห่วงเพราะช่วงก่อนวิกฤตอัตราการขยายตัวของสินเชื่อในกลุ่มนี้มีการขยายตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 10-20% ขณะเดียวกันก็ยังคงมีการเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการรายย่อยอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยงบประมาณที่มีจำกัดการพัฒนาจึงเป็นโครงการขนาดเล็ก เมื่อประเมินยอดจำนวนที่อยู่อาศัยที่เปิดขายในช่วงไตรมาสแรกพบว่ามีประมาณ 13,500-14,000 หน่วย หากการเพิ่มขึ้นของการเปิดขายโครงการใหม่ยังคงเป็นไปในอัตราเช่นปัจจุบัน ในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก และคาดว่าตลอดปีนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะยังคงมีการขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 10-15% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวน่าจะสะท้อนข้อเท็จจริงในตลาดได้ โดยบ้านจดทะเบียนในปีนี้น่าจะอยู่ 50,000-60,000 หน่วย เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีบ้านจดทะเบียนประมาณ 50,000 หน่วย จำนวนบ้านใหม่ดังกล่าวแม้จะทำให้สถานการณ์ของตลาดเกิดภาวการณ์แข่งขันกันรุนแรงยิ่งขึ้น ผู้ซื้อบ้านตัดสินใจซื้อช้าลงเพราะต้องการเปรียบเทียบข้อมูลโครงการที่เสนอขายอยู่ในปัจจุบัน นอกเหนือไปจากปัจจัยสำคัญ คือกำลังซื้อที่ถูกดูดซับไปตั้งแต่ปลายปี '46 แล้ว ยังมีปัจจัยที่มีผลทางอ้อมต่อการชะลอตัวของยอดขาย คือ ความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ และปัญหาความไม่สงบภายในประเทศที่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการชะลอตัวของกำลังซื้อที่เกิดการโอเวอร์ซับพลาย นายชูเกียรติ ตั้งมติธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาด บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในไตรมาสแรกว่า อาจจะดูไม่สดใสนักหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 46 ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมของตลาดต่ำกว่าที่คาดไว้ประมาณ 15-20% โดยเฉลี่ย ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปรับลดเป้าการขายทั้งปีลง ซึ่งก็เป็นผลมาจากการที่ผู้ประกอบการหลายรายได้เร่งสร้างยอดขายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 46 แต่ในส่วนยอดขายของมั่นคงเคหะการกลับไม่เป็นไปตามแนวโน้มที่ลดลง เพราะสามารถสร้างยอดขายในไตรมาสแรกได้ 615 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 150% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 46 จากผลของยอดขายในไตรมาสแรกนี้ทำให้บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าผลประกอบการในปี'47 จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ส่วนประเด็นที่มีการประเมินกันว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการเริ่มต้นของปัญหาโอเวอร์ซับพลาย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทมั่นคงเคหะการแสดงความเห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์โอเวอร์ซับพลายจริงหรือไม่นั้น คงต้องวิเคราะห์จาก Demand & Supply เป็นปัจจัยหลัก ซึ่งหากเทียบจำนวนหน่วยของที่อยู่อาศัยที่ผลิตออกมาขาย ณ ปัจจุบัน กับจำนวนหน่วยในยุคก่อนเกิดฟองสบู่ พบว่าก่อนเกิดฟองสบู่มีการผลิตที่อยู่อาศัยป้อนตลาดจำนวนเกือบ 200,000 หน่วยต่อปี เปรียบเทียบกับปัจจุบันมีเพียง 50,000 ยูนิต ในขณะที่ผลวิจัยของสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังได้คาดการณ์แนวโน้มความต้องการซื้อขายในตลาดที่อยู่อาศัยเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงปี 46-50 มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมือหนึ่งถึง 90,000-100,000 หน่วยต่อปี จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าตลาดโดยรวมยังไม่ Over supply อย่างแน่นอน. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิภาวริศ เกตุปมา หรือ อุดมลักษณ์ จิระฤทธิ์ธำรง , ครองใจ เอกเสน บริษัท โฟว์ดี คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ,อภิชญา กียาพีระพัฒน์ 0-2951-9119, 0-1890-3568, 0-1515-0561, 0-1567-1081, 0-9536-7724--จบ-- -นท-

ข่าวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย+ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศวันนี้

ก.ล.ต. เตรียมเปิดให้กองทุนรวม Thai ESG ลงทุนหุ้นบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วม JUMP+ และมีคะแนน CGR ตั้งแต่ 90 คะแนน ขึ้นไปได้

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์เพิ่มเติมให้กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund : Thai ESG) สามารถลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีคะแนน CGR ตั้งแต่ 90 คะแนนขึ้นไป เพื่อสนับสนุนให้ บจ. ยกระดับด้านธรรมาภิบาล ควบคู่กับการดำเนินงานตามเป้าหมายและแผนการเติบโตของบริษัทที่มีคุณภาพ และรายงานความคืบหน้าให้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง

บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีข่าวปรากฏชื่อบริษัทเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไปยังประเทศกัมพูชา

กลุ่มบริษัท ALT ("บริษัทฯ") มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจให้บริการด้านโทรคมนาคม ได้แก่ ให้เช่าโครงข่าย โทรคมนาคม และเคเบิลใยแก้วนำแสง (ไฟ...

นายสุชาติ ก่อคุณากร (ขวา) ประธานเจ้าหน้าท... DEMCO นำเสนอแผน Jump+ ปักหมุดรายได้-กำไร 3 ปี เติบโตเฉลี่ย 10% — นายสุชาติ ก่อคุณากร (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานปฏิบัติการ และนายโชคชวาล ยังถาวรตระกูล...

บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ธุ... "ธนพิริยะ" หรือ TNP ค้าปลีกภาคเหนือเข้าพบพาณิชย์จังหวัดพะเยา ตอกย้ำความร่วมมือภาครัฐ — บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นที่เติบ...

ก.ล.ต. สั่ง STELLA เปิดเผยข้อมูลการเข้าทำธุรกรรมรับความช่วยเหลือทางการเงินจากบริษัท ธนา พาวเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งการให้บริษัท สเตลล่า เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) (STELLA) ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการ...

ก.ล.ต. ขยายระยะเวลานำส่งผลการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ให้ MVP เป็นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขยายระยะเวลานำส่งรายงานผลการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ให้บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) (MVP) ซึ่งครบกำหนดส่งวันที่ 23...

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (... บลจ.อีสท์สปริง จ่ายปันผลกองหุ้นไทย "ES-EQDIV" 0.94 บาทต่อหน่วย รวมมูลค่ากว่า 43 ล้านบาท — บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บ...

ก.ล.ต. สั่งการให้ TL ชี้แจงข้อมูลในการเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งการให้บริษัท เทคลีด เอ็นพีเอ็น จำกัด (มหาชน) (TL) ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าลงทุนในบริษัท เนสท์ติฟลาย จำกัด (Nestifly) ต่อ ก.ล.ต. ภายในวันที่ 20 มกราคม 2569 พร้อมให้...