ซีพีเอฟ ชี้แก้ปัญหาราคาสุกรตกต่ำ ต้องให้ภาครัฐเป็นแกนนำ

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

กรุงเทพฯ--17 พ.ค.--ซีพีเอฟ

ซีพีเอฟ ชี้แก้ปัญหาราคาสุกรตกต่ำ ต้องให้ภาครัฐเป็นแกนนำหนุนนโยบายส่งออกของรัฐ เพิ่มโอกาสบริโภคทั้งในและต่างประเทศ ย้ำ! พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีทันสมัยสู่เกษตรกรไทย นายวีรชัย รัตนบานชื่น รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยถึงกรณีที่กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรได้มาร้องเรียน ขอให้ซีพีเอฟช่วยแก้ปัญหาราคาสุกรตกต่ำว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการระบาดของไข้หวัดนก ที่ผู้บริโภคได้หันมาบริโภคเนื้อสุกรกันมากขึ้น ราคาสุกรในขณะนั้นปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในปี 2547-2548 ราคาสูงสุดถึง 55 บาทต่อกิโลกรัม จูงใจให้ผู้เลี้ยงหันมาขยายการเลี้ยงสุกรกันมากขึ้น รวมถึงผู้เลี้ยงไก่บางรายก็เปลี่ยนมาเลี้ยงสุกรด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เกิดภาวะสุกรล้นตลาด และราคาเริ่มอ่อนตัวตั้งแต่ปลายปี 2549 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพดก็มีราคาสูงขึ้น เป็นผลให้วัตถุดิบอื่นๆ มีราคาสูงขึ้นด้วย ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลง กำลังซื้อภายในประเทศลดลง สวนทางกับภาวะราคาน้ำมันแพง ราคาสุกรจึงอ่อนตัวลงอีกจนทำให้ผู้เลี้ยงประสบภาวะขาดทุน นายวีรชัย กล่าวว่าเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นเป็นวัฎจักร เคยมีช่วงที่ราคาขึ้นสูงและลงต่ำหลายรอบ เพราะผู้เลี้ยงสุกรเน้นการเก็งกำไร ขาดการพัฒนาเรื่องเทคโนโลยี และระบบการเลี้ยงที่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาระดับชาติ การแก้ไขต้องแก้ทั้งระบบโดยมีภาครัฐเป็นผู้นำ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ควรแบ่งแผนแก้ปัญหาออกเป็นแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งในระยะสั้น ด้วยการรณรงค์การบริโภคให้เพิ่มมากขึ้น โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคเนื้อสุกร ในรูปแบบต่างๆ ด้านการแก้ไขปัญหาระยะกลาง สามารถทำได้โดยตัดวงจรการผลิต เช่น การทำลูกหมูหันและการเร่งปลดแม่พันธุ์สุกรที่มีอายุเกิน 5 ท้องก็จะส่งผลให้อีก 5 เดือนข้างหน้า ผลผลิตสุกรที่ออกมาก็จะมีปริมาณที่ลดน้อยลง สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะยาว คงต้องผลักดันให้ทำในคณะกรรมการนโยบายสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) เช่น การจดทะเบียนฟาร์มเพื่อให้ได้ทราบปริมาณการผลิตและการบริโภคที่เหมาะสม ซึ่งการแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ทางซีพีเอฟยินดีให้การสนับสนุน และผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพ และมีโอกาสที่จะเลี้ยงสุกรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เนื่องจากอัตราการบริโภคของไทยยังมีค่อนข้างต่ำเพียง 10 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ขณะที่ประเทศอื่น เช่นญี่ปุ่น มีการบริโภค 30 กิโลกรัมต่อคนต่อปี นอกจากนี้ ยังมีโอกาสส่งสุกรออกต่างประเทศ ตามที่กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายที่จะเพิ่มการส่งออกให้ได้ 10,000 ล้านบาท ภายใน 3-5 ปี โดยมีเป้าหมายหลักที่ตลาดญี่ปุ่น รัสเซีย สหภาพยุโรป ฮ่องกง สิงคโปร์ และประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดญี่ปุ่นถือว่ามีแนวโน้มสดใสอย่างมาก จะเห็นได้จากตัวเลขการส่งออกเนื้อสุกรไปญี่ปุ่น ในไตรมาสแรก ปี 2550 มีถึง 2,033 ตัน ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2549 ที่ส่งออกไป 1,644 ตัน หรือกล่าวได้ว่าสูงขึ้นถึง 23% นายวีรชัยกล่าวด้วยว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้สร้างฟาร์มสุกรของบริษัทให้เป็นฟาร์มมาตรฐานอย่างเต็มรูปแบบที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อใช้เป็นสถานที่ศึกษาดูงาน เป็นต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย ก่อนจะนำมาถ่ายทอดให้กับลูกค้าและเกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในโครงการส่งเสริมอาชีพของซีพีเอฟ นอกจากนี้ ฟาร์มดังกล่าวยังเป็นฟาร์มตัวอย่างเพื่อการศึกษาและเยี่ยมชมของหน่วยงานราชการทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศด้วย สำหรับเกษตรกรรายย่อยในโครงการเลี้ยงสุกรของซีพีเอฟมีอยู่เพียง 3,000 ครอบครัว โดยซีพีเอฟให้การดูแลอย่างใกล้ขิด ภายใต้ระบบ Contract Farming ที่เป็นระบบการส่งเสริมการเกษตรที่ใช้กันอย่างกว้างขวางเป็นสากล และเป็นที่ยอมรับของภาครัฐของไทย ซึ่งได้นำระบบนี้ไปใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตรด้านพืชและสัตว์อื่นๆด้วย ปัจจุบัน ซีพีเอฟให้ความสำคัญในการปรับปรุงระบบการเลี้ยง ระบบการจัดการ เพื่อแก้ไขปัญหาโรคปากและเท้าเปื่อย หรือพีอาร์อาร์เอส ซึ่งทำความเสียหายในธุรกิจการเลี้ยงสุกรสูงมาก ณ วันนี้ ฟาร์มรุ่นใหม่ที่ซีพีเอฟแนะนำให้ลูกค้าและเกษตรกรในโครงการการเลี้ยง จะเน้นระบบ All in -All out จึงให้ลูกค้าลงทุนฟาร์มขนาด 1,200 แม่และ 2,400 แม่ ซึ่งจะทำให้แก้ไขปัญหาโรคพีอาร์อาร์เอสได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับระบบมาตรฐานฟาร์มเพื่อการส่งออก พร้อมกันนี้ ทางซีพีเอฟได้ร่วมทุนกับ โยเนะคิว คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น จัดทำโรงงานแปรรูป เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสุกรส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก โดยขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการผลิตเนื้อสุกรแปรรูป และส่งออกแล้วส่วนหนึ่ง และจะขยายการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปต่อไป รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ สำนักสารนิเทศ CPF โทร. 0-2625-7344-5

ข่าวเจริญโภคภัณฑ์อาหาร+กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรวันนี้

เอส เอฟ จับมือ ซีพี เปิดตัวเมนู "ป๊อปคอร์นรสกะเพราไก่อวกาศ"

แรงบันดาลใจจากอาหารมาตรฐานนักบินอวกาศ ที่โรงภาพยนตร์ทุกสาขาทั่วประเทศ! บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์ชั้นนำของประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เปิดตัว "ป๊อปคอร์นรสกะเพราไก่อวกาศ" ส่วนผสมอย่างลงตัวระหว่างป๊อปคอร์น เอส เอฟ ระดับพรีเมียมคลุกเคล้ากับรสกะเพราแบบไทยจัดจ้าน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเมนู 'อกไก่กะเพรา' ของแบรนด์ CP ที่ผ่านมาตรฐาน Space Food Standard เพื่อเป็นอาหารของนักบินอวกาศ พร้อมจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

พันธมิตรคู่ค้าธุรกิจของบริษัท เจริญโภคภัณ... พันธมิตรคู่ค้า CPF แสดงพลังสร้างอาหารมั่นคง ยกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลก — พันธมิตรคู่ค้าธุรกิจของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหา...

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ไ... CPF รับรางวัล BEST CEO และ BEST IR เวที IAA Awards 2025 — บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้รับคัดเลือกจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน รับรางวัล IAA...

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และบริษัท เจริญ... เครือซีพี - ซีพีเอฟ เสิร์ฟนวัตกรรมอาหารปลอดภัยมาตรฐานอวกาศที่งาน Thailand-China Cooperation Expo 2025 — เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อ...

เพื่อสนับสนุนการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊... CPF ส่งผลิตภัณฑ์กลุ่มไข่ไก่สด ไข่ต้ม ไข่สมุนไพร และอาหารพร้อมทาน รับฉลากสิ่งแวดล้อม — เพื่อสนับสนุนการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ต...