เพลงธรรมะ...มัคคุเทศก์สู่ศานติแห่งชีวิต!!

04 May 2007

กรุงเทพฯ--4 พ.ค.--แม็กซิม่า คอลซัลแตนท์

“วิทยุเต็มไปด้วยเพลงโลเลและจิตทรามมากเกินไป เพลงให้ความเข้มแข็ง และจิตสูงหายาก เด็กๆ ของเราจึงมีความโลเล อ่อนแอ และใฝ่ต่ำ” หนึ่งในลิขิตของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่สะกิดความคิดของจิตกร นักดนตรี ดินป่า จีวัน อย่างจัง นำไปสู่ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ในการถ่ายทอดตัวหนังสือจากบทกวี ข้อเขียน ธรรมะจากปลายปากกาของท่านพุทธทาสภิกขุสู่ตัวโน้ตดนตรีเป็นบทเพลงธรรมะคีตรส “เพลงพุทธทาส-เปิดดวงตา” และเนื่องในโอกาส 100 ปีชาติกาลพุทธทาสภิกขุ กลุ่มศิลปะเปิดจิต ร่วมกับภัทราวดีเธียเตอร์ โดยได้รับการสนับสนุนจากอุทยานการเรียนรู้ (ทีเค ปาร์ค) จัดคอนเสิร์ตธรรมะการกุศล “เปิดดวงตา” ครั้งแรกและครั้งประวัติศาสตร์ของวงการจัดคอนเสิร์ต โดยงานกำหนดจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ รายได้จากการจัดงานจะนำมาสบทบทุนผลิตซีดี “เพลงพุทธทาส-เปิดดวงตา” เพิ่มเพื่อแจกจ่ายตามโรงเรียนต่างๆ 1,000 แห่งทั่วประเทศ

ในขณะที่ คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช ประธานกรรมการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ กลว่าว่า “เพื่อเป็นการต่อยอดอุทยานการเรียนรู้จะร่วมผลักดันเพลงธรรมะสู่เยาวชนตามโครงการนำบทเพลงธรรมะสู่เยาวชน โดยรายได้จากการจัดงานคอนเสิร์ตครั้งนี้จะนำมาสบทบทุนผลิตเป็นซีดีเพื่อแจกจ่ายตามโรงเรียนต่างๆ 1,000 แห่งทั่วประเทศ เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุคที่สังคมประสบปัญหาซับซ้อนวุ่นวาย การถ่ายทอดธรรมะสู่รูปของบทเพลงถือเป็นสื่อการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ที่สำคัญเสพง่ายเพราะดนตรีเป็นสื่อที่วิจัยมาแล้วว่าเข้าถึงเยาวชนได้อย่างลึกซึ้งกว่าสื่อใดๆ โดยซีดีดังกล่าวอุทยานการเรียนรู้ยังจะมีบริการให้ฟังหรือยืมได้ในส่วนของห้องสมุดดนตรีต่อไปอีกด้วย”

ด้าน ภัทราวดี มีชูธน ศิลปินและผู้กำกับการแสดงคอนเสิร์ตเปิดดวงตา กล่าวถึงคุณค่าของเพลงธรรมะว่า “เพลงเป็นสิ่งที่มองง่าย จำง่าย ร้องกล่อมใจตนเองได้ นอกจากนั้น ยังมีความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เดิมดนตรีถูกมองว่าเป็นอบายมุข แต่มองให้ดีดนตรีก็เป็นอุบายที่ให้คนมีความสุข ดังนั้น การจะให้คุณค่าของสิ่งใดๆ นั้นสำคัญอยู่ที่ใจ ผู้ใหญ่อย่างเราจึงควรปลูกฝังและส่งเสริมให้เด็กๆ มองโลกในแง่ดี ธรรมะก็เหมือนดนตรี ที่พอรับก็ให้ความรู้สึกสบายใจ เมื่อสบายใจแล้วก็จะมีความสุข มีความสุขก็จะนำไปสู่ความอิ่บเอมใจ การร้องก็คือการกำหนดลมหายใจ การเคลื่อนไหวร่างกายก็คือการวิปัสนาช่วยฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งในสังขารทั้งหลายว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนั้น ธรรมะกับศิลปศาสตร์ถือเป็นความดีงามที่สัมผัสได้ อย่างแรกคือ อรรถรส นั่นคือรสแห่งถ้อยคำ ความซาบซึ้ง อารมณ์สะเทือนใจ 2.สุนทรียรส ความงามของบทเพลงดนตรีท่วงทำนอง 3.ธรรมรส ได้แก่ เข้าถึงและดื่มด่ำกับรสแห่งธรรม ท้ายสุดคือ วิมุติรส หมายถึง ความหลุดพ้น การได้ดวงตาเห็นธรรม เช่น พระสาวกของพระพุทธเจ้าที่ได้ฟังธรรมก็บรรลุได้ คอนเสิร์ตครั้งนี้จึงเป็นคอนเสิร์ตที่โลกต้องจารึก และเป็นคอนเสิร์ตที่ต้องกล่าวว่า เก๋ เท่ เปรี้ยว สงบ และสนุก”

ในขณะที่ อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ จากสถาบันปรีดี พนมยงค์ และหนึ่งในคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างปรีดี พนมยงค์ กับท่านพุทธทาสภิกขุว่า “เมื่อปี 2485 คุณพ่อซึ่งในเวลานั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้นิมนต์ท่านพุทธทาสภิกขุมาสนทนาธรรมเป็นเวลา 4 วัน โดยคุณพ่ออยากให้ท่านแต่งเพลงที่เกี่ยวกับธรรมะ เหมือนเช่นศาสนาอื่นๆ แต่ท่านปฏิเสธว่าทำไม่ได้ จนวันหนึ่งเราได้รับบันทึกสั้นๆ ซึ่งเป็นลิขิตของท่านพุทธทาสภิกขุ และตัวของดิฉันเองเป็นหนึ่งในคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู จึงได้สานต่อแนวความคิดของคุณพ่อ ให้ผู้อำนวยการเพลงท่านหนึ่งช่วยแต่งทำนองเพลงให้ โดยเนื้อร้องจากลิขิตของท่านพุทธทาส จนกลายเป็นเพลงพุทธทาสจักไม่ตาย และได้ร้องไปแล้วในงาน 100 ปีชาติกาลพุทธทาสภิกขุ และในโอกาสต่างๆ อีกหลายครั้ง และในคอนเสิร์ตครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เพียงเพลงพุทธทาสจักไม่ตาย แต่ยังมีเพลงคนดีมีค่า ที่จะทำให้คนฟังสามารถเข้าถึงธรรมะได้ง่ายขึ้น ซึ่งในขณะนี้คณะประสานเสียงสวนพลู จึงกลายเป็นคณะประสานเสียงแห่งเดียวที่ร้องเพลงธรรมะ เพราะเราต้องการที่จะนำเสนอสาระคือธรรมะ ในรูปแบบของดนตรีด้วยเช่นกัน”

ดินป่า จีวัน ผู้สร้างปรากฏการณ์ในการก่อตั้งวงดนตรีธรรมะ จีวันแบรนด์ วงแรกในไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์งานครั้งนี้ว่า “ผมศรัทธาในตัวและในธรรมะของท่านพุทธทาสภิกขุ และเมื่อเรารู้ว่าโลกนี้มีแต่เพลงหลอกลวง เราก็ควรทำเพลงที่ปลุกให้คนตื่นขึ้น ที่ยิ่งใหญ่คือเป็นการสานต่อแนวคิดที่ใหญ่ยิ่งของท่านพุทธทาสภิกขุว่าการทำเพลงเพื่อศาสนาว่าต้องเต็มเปี่ยมด้วยรสธรรม รวมทั้งเพื่อสร้างทางเลือกสำคัญในขณะเดียวกันก็ปลูกฝังข้อธรรมตลอดจนจริยธรรม สำนึกดีงามสำหรับความเป็นมนุษย์ให้กับคนรุ่นใหม่และคนในสังคม ดังนั้น เพลงพุทธทาส-เปิดดวงตา จึงหมายถึง การมอบธรรมะให้ทุกคนได้มีดวงตาเห็นธรรม คือธรรมจักษุ เพื่อมองเห็นความจริงแห่งชีวิตนั่นเอง”

นักร้องนำแห่งวงจีวัน แบนด์ ณพา จีวัน กล่าวถึงการฟังเพลงธรรมะว่า “เพลงธรรมะก็เหมือนกับเพลงทั่วไป อยู่ที่ว่าจะสะท้อนความเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชนชาตินั้นอย่างไร เพียงใด เพลงะธรรมะไม่ได้เน้นแบ่งแยก หากแต่มีหลักคิดที่มุ่งเน้นความสันติ ซึ่งเป็นแนวคำสอนสำคัญของท่านพุทธทาสภิกขุ คนฟังเพลงธรรมะเริ่มต้นจะต้องเปิดใจก่อน และพยายามใช้ใจสัมผัสและรับรสแห่งท่วงทำนองและบทเพลง เราร้องเพลงไปเราไม่รู้หรอกว่าคนฟังเขาได้อะไร คืออยู่ที่ใจของแต่ละคนว่าใช้ใจฟังแค่ไหน แต่เรารู้ว่าอย่างน้อยเราร้องเราได้ คือความสงบ สมาธิ เราได้ย้ำเตือนตนเองบ่อยๆ เหมือนฝึกตนเอง เช่นเดียวกันกับเพลงแม่เมื่อฟังบ่อยๆ เราก็รู้สึกรักแม่มากขึ้น เพลงธรรมะก็เหมือนกัน เพราะเพลงมีอิทธิพลต่อคน แล้วทำไมเราทั้งหลายจึงไม่มาร่วมกันสร้างสรรค์เพลงธรรมะกันมากๆ เพื่อให้สังคมของเรามีศีลธรรมมากขึ้น จิตใจของคนถูกยกระดับให้สูงขึ้น”

คอนเสิร์ต “เปิดดวงตา” จัดที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม 2550 ตั้งแต่เวลา 18.30 -20.30 น. ผู้สนใจสามารถหาซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตมาสเตอร์ทุกสาขา โทร. 0-2262-3456 หรือ www.thaiticketmaster.com , เคาน์เตอร์บ้านไร่กาแฟทุกสาขา 0-2902-9419 และวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ปากเกร็ด นนทบุรี 0-2584-3074 / 0-2583-4243

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ บริษัทแม็กซิม่า คอลซัลแตนท์ จำกัด โทร 0-2434-8300 คุณสุจินดา, คุณแสงนภา, คุณปิติยา

สามารถคลิกดูภาพประกอบได้ที่ www.thaipr.net