สภาที่ปรึกษาฯ ติดตามความก้าวหน้าเกี่ยวกับการจัดการอันตรายจากแร่ใยหินไครโซไทล์เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

กรุงเทพฯ--20 ส.ค.--ปภ.

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณสุข และคุ้มครองผู้บริโภค ได้จัดให้มีการอภิปรายและแลกเปลี่ยนความเห็น เรื่อง "การติดตามความก้าวหน้าความเห็นและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการจัดการอันตรายจากแร่ใยหินไครโซไทล์ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค" เนื่องจากวัสดุก่อสร้างบางชนิดที่ประกอบมาจากวัสดุที่เป็นใยหิน ซึ่งเมื่อใช้ไประยะเวลาหนึ่ง จะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้เส้นใยหินที่ผสมอยู่ในวัสดุประเภทต่างๆ ลอยกระจายฟุ้งไปในอากาศ ซึ่งใครก็ตามที่สูดดมเข้าไปก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งได้ ขณะนี้ข้อมูลอันตรายจากแร่ใยหินมีความชัดเจน ในเรื่องของโรคมะเร็งปอดและปอดอักเสบ รวมถึงการยกเลิกการใช้ในประเทศต่างๆ กว่า 50 ประเทศทั่วโลก แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ยังไม่ได้แสดงบทบาทอย่างชัดเจนในการจัดการเรื่องดังกล่าวเลย สภาที่ปรึกษาฯ จึงจัดสัมมนาเรื่องดังกล่าวขึ้น ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 100 คน จากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมรับฟังและเสนอความคิดเห็น นางสาวทรงศิริ จุมพล นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวถึง การสร้างมาตรการที่จะทำให้ผู้บริโภครับรู้ประกาศ และข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน ว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคควรประชาสัมพันธ์กับช่างก่อสร้าง หรือผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับแร่ใยหิน ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ คำเตือน ให้ตระหนักในความสำคัญ และอันตรายจากแร่ใยหิน เพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง และผู้ที่เกี่ยวข้อง นายเดชา เมฆวิลัย ที่ปรึกษาด้านการบริหารงานพัสดุและทางวิชาการนิติการ กรมบัญชีกลาง กล่าวถึงการกำหนดการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างและการจัดจ้างของรัฐเกี่ยวกับสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน ว่า มติ ครม. กำหนดให้สินค้าและบริการที่ทางราชการจะต้องจัดซื้อจัดจ้างหรือรับบริการทุกประเภท/รายการ ต้องผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้รับฉลากเขียว หรือได้รับใบไม้เขียว แต่เป็นการกำหนดเป้าหมายระดับหนึ่งเพื่อให้มีการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเกณฑ์ข้อกำหนดฯ ดังกล่าวจะไม่เป็นการกีดกันหรือเลือกปฏิบัติกับผู้เสนอขายสินค้าและบริการ โดยสินค้าและบริการที่เข้าเกณฑ์ข้อกำหนดจะต้องมีผู้ผลิต/จำหน่ายในประเทศไทยไม่น้อยกว่า ๓ ราย จึงจะถือว่าสมบูรณ์ ซึ่งในระเบียบไม่มีข้อจำกัดว่าอะไรซื้อได้ซื้อไม่ได้ จึงควรขอความร่วมมือจากภาครัฐให้ออกมาตรการควบคุมการซื้อสินค้าที่มีส่วนผสมของแร่ใยหิน เพราะการออกมาตรการควบคุมเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ และการจัดซื้อจัดจ้างเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ ผศ.พญ.ดร.พิชญา พรรคทองสุข คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า อันตรายของแร่ใยหินก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดและปอดอักเสบ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายมาก ในเมื่อการจัดซื้อจัดจ้างไม่สามารถทำได้ จึงอยากให้รัฐบาลออกกฎหมายห้ามการใช้แร่ใยหินไปเลย ในส่วนของประเด็น การพัฒนาการผลิตสินค้าไร้แร่ใยหินของภาคเอกชน ผู้ผลิตกระเบื้อง ผู้ผลิตเบรก คลัชได้กล่าวในที่ประชุมว่า ควรเลิกการผลิตสินค้าที่มีส่วนผสมของแร่ใยหินตั้งแต่ยังไม่มีกฎหมายให้เลิกใช้ดีกว่า เพราะส่งผลดีทั้งทางด้านสุขภาพ และทางด้านธุรกิจด้วย เนื่องจากประเทศต่างๆ กว่า 50 ประเทศทั่วโลกก็ได้มีการยกเลิกการใช้แร่ใยหินแล้ว เราก็จะสามารถส่งออกสินค้าของเราเข้าไปยังประเทศเหล่านั้นได้ด้วย ในส่วนของภาครัฐ ภาคเอกชน ควรให้ข้อมูลผู้บริโภค ถึงคุณสมบัติที่ดีของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้แร่ใยหินผ่านการสื่อสารที่หลากหลายช่องทาง และประทับตรา “ปลอดภัย ไม่มีใยหิน” บนผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภคทราบ ในเวทีสัมมนามีข้อเสนอเพื่อให้มาตรการบรรลุผล ดังนี้ - ในส่วนการรื้อถอน และทำลาย ภาครัฐควรออกกฎหมาย และข้อปฏิบัติ ที่ชัดเจน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ - ควรทำการศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง รวมถึงแนวปฏิบัติเพื่อดูแลการฟุ้งกระจายของแร่ใยหินด้วย - ภาครัฐต้องประชาสัมพันธ์แนวปฏิบัติ โดยการจัดอบรมให้ความรู้ ให้คำปรึกษา และการให้คำแนะนำผู้ที่เข้าไปรื้อถอนและทำลายสิ่งปลูกสร้างที่มีแร่ใยหิน - มีการดูแลด้านสุขภาพของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแร่ใยหิน โดยเฉพาะคนงานที่เข้าไปรื้อถอน และทำลายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเข้าไปมีส่วนร่วม และสร้างเครือข่ายในการให้ความรู้แก่บุคคลที่ได้รับผลกระทบ - หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอย่างจริงจังและจริงใจ โดยมองด้านสุขภาพเป็นสำคัญ - หน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ต้องประชาสัมพันธ์ให้ความรู้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ คณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณสุข และคุ้มครองผู้บริโภค สภาที่ปรึกษาฯ จะนำข้อเสนอที่ได้จากการสัมมนาในครั้งนี้ไปรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ จัดทำเป็นความเห็นและข้อเสนอแนะ เสนอต่อสภาที่ปรึกษาฯ และคณะรัฐมนตรีต่อไป -กภ-

ข่าววัสดุก่อสร้าง+ความปลอดภัยวันนี้

โฮมโปร x เมกาโฮม ผนึก สมอ. ยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย เปลี่ยน "ความมั่นใจ" ให้เป็นมาตรฐานใหม่ทุกการเลือกซื้อ พร้อมผลักดันสินค้ามาตรฐาน มอก. เพื่อบ้านที่ปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

ในวันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้าและบริการเรื่องบ้านมากกว่าที่เคย สิ่งที่หลายคนมองหาไม่ใช่แค่ความคุ้มค่าหรือดีไซน์ แต่คือ "ความมั่นใจ" ว่าสินค้าที่เลือกจะมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อการใช้งาน เพราะสินค้าในบ้านหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟ ปลั๊กไฟ หลอดไฟ สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ วัสดุก่อสร้าง หรืออุปกรณ์ช่าง ล้วนเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคนในครอบครัวโดยตรง การเลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคุณภาพสินค้า แต่คือการสร้างความปลอดภัย ความอุ่นใจ

ร่วมฉลองบ้านและสวน ครบรอบ 50 ปี ในงาน บ้า... บ้านและสวน BIG THANKS แทนคำขอบคุณคนรักบ้านและสวน ลุ้นรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท ในงานแฟร์ Midyear 2026 — ร่วมฉลองบ้านและสวน ครบรอบ 50 ปี ในงาน บ้านและสวนแฟร์...

ในแวดวงการออกแบบและงานก่อสร้างยุคปัจจุบัน... เหล็กโครงสร้าง ปูน หรือไม้ เจาะลึกวัสดุเพื่องานก่อสร้างยุคใหม่ — ในแวดวงการออกแบบและงานก่อสร้างยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกวัสดุก่อสร้างเพื่อเป็นแก...

ยกระดับ Green Ecosystem ชูผู้นำ Sustainab... SUPALAI X TOA เปิดตัวนวัตกรรมถังบำบัดน้ำล้างสี (Eco-Paint Purifier) รายแรกในไทย — ยกระดับ Green Ecosystem ชูผู้นำ Sustainable Real Estate Development บริษ...

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอ... ปรับบ้านให้มั่นใจ รองรับผู้สูงอายุด้วยวัสดุจาก "ตราเพชร" — ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน หลายครอบครัวจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการปรับป...