เซ็นจูรี่21ฯ เยือนเครือข่าย ณ ประเทศญี่ปุ่น แม่แบบความแข็งแกร่งด้านแฟรนไชส์อสังหาฯ พร้อมขยับจับ Network ตอบรับ AEC

26 Jun 2013

กรุงเทพฯ--26 มิ.ย.--เซ็นจูรี่21

บริษัท เซ็นจูรี่21 (ประเทศไทย) ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้เดินทางศึกษาดูงาน ที่ประเทศญี่ปุ่น ณ บริษัท Century21 Japan เน้นศึกษาแม่แบบความแข็งแกร่งด้านแฟรนไชส์อสังหาฯ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 30 ปี เตรียมความพร้อมขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนกองทัพนายหน้าอสังหาฯ ตามเป้า 50 สาขาทั่วประเทศ ตอบรับตลาด Resale (บ้าน/คอนโดฯ มือสอง) ที่สูงขึ้น

บริษัท เซ็นจูรี่ 21 เรียลตี้ แอฟฟิลิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายธิติวัฒน์ ธีรกุลธัญโรจน์ กรรมการบริหาร ด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด ได้เดินทางศึกษาดูงานของเครือข่ายภายใต้แบรนด์ Century21 ร่วมกัน อย่าง Century21 Japan ณ ประเทศญี่ปุ่น ที่เปิดให้บริการด้านแฟรนไชส์อสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ในการเป็นตัวแทนจัดซื้อ ขาย เช่า ที่อยู่อาศัยให้กับชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 30 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัท Century21 Japan มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันมีสาขาทั่วประเทศญี่ปุ่นกว่า 800 สาขา มีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เช่น โตเกียว นาโกยา เกียวชู และโอซาก้า เป็นต้น โดยธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ของประเทศญี่ปุ่นนั้น จะเป็นลักษณะการเป็นตัวแทนในการ ซื้อ ขาย เช่า ที่อยู่อาศัยในลักษณะ Resale หรือบ้านมือสองนั่นเอง เพราะแทบจะทุกพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่นนั้น ล้วนเกิดการพัฒนาอย่างเต็มที่ ทำให้ตลาด Resale หรือบ้านมือสองในประเทศญี่ปุ่นเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะหากจะหาที่อยู่อาศัยทำเลดี ราคาเป็นที่พอใจ การบริการคุณภาพ และมืออาชีพ Century21 Japan ก็มาเป็นอันดับ 1 ในใจของผู้ใช้บริการทั่วประเทศญี่ปุ่น

ด้านนายธิติวัฒน์ กล่าวถึงการศึกษาดูงานในครั้งนี้ว่า “บริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งด้านแฟรนไชส์อสังหาฯ ของ Century21 Japan ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งเราจะนำมาประยุกต์ในการพัฒนาธุรกิจที่ประเทศไทย ที่ขณะนี้ตลาด Resale หรือบ้านมือสอง มีแนวโน้มการเติบโตสูง เพราะด้วยภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัย และคอนโดมิเนียมมือสองมีหน่วยอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสังเกตจากปี พ.ศ. 2555 จำนวนหน่วยของโครงการที่เปิดใหม่ กว่า 165,356 หน่วย และที่เหลือขายอีก 169,787 หน่วย รวมแล้วกว่า 335,143 หน่วย ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โครงการที่เกิดขึ้นใหม่ก็จะลดน้อยลง ประกอบกับที่ดินในย่าน CBD ค่อนข้างหายาก จึงทำให้อัตราการเติบโตของ Resale ก็จะเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น จากการมองสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ที่จะเกิดขึ้น ทำให้ บริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด รุกตลาด สร้างกองทัพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่แข็งแกร่งขึ้น โดยเป้าหมายในปีนี้คือ 50 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะนี้รุดหน้าไปแล้ว กว่า 30 สาขา เชื่อว่าในสิ้นปีนี้ต้องถึงตามเป้าที่ได้วางไว้อย่างแน่นอน”

บริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) ได้ดำเนินตามแผนงานที่ได้วางไว้ในการขยายสาขาแฟรนไชส์อสังหาฯ โดยยึดหลักโมเดล 3 ข้อ คือ Brand, System และ People ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจของ Century21 แบรนด์ Century21 ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และการดำเนินธุรกิจที่เป็นมืออาชีพ ระบบ (System) ที่เราวางระบบในการติดต่อลูกค้า และภายในเครือข่ายด้วยกันเอง นำระบบมาอำนวยความสะดวกในการซื้อ ขาย และอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ สื่อออนไลน์ ระบบ CRM (Customer Relation Management) เป็นต้น นอกจากนั้น Century21 ยังให้ความสำคัญกับบุคคล (People) หรือ Human Asset ในการฝึกอบรม (Training) ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน หรือผู้ที่สนใจในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้เข้ามาสัมผัส เรียนรู้ และสร้างความสำเร็จในธุรกิจนี้ ซึ่งบริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยหลักสูตร TSA: Thailand Sales Academy มีผู้ผ่านหลักสูตรไปแล้ว 6 รุ่น รวมแล้วกว่า 150 คน และกำลังจะมีการเปิดอบรมตามจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภูเก็ต หัวหิน อุดรธานี เชียงใหม่ เป็นต้น และหลักสูตร TMA: Thailand Management Academy สำหรับผู้ที่จะเข้ามาทำธุรกิจแฟรนไชส์อสังหาฯ จะได้เรียนรู้ในหลักสูตรนี้ของการดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพภายใต้แบรนด์เดียวกัน เพื่อตอบรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นั่นเอง

“การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะส่งผลในด้านต่างๆ ของธุรกิจของประเทศมากขึ้น รวมทั้งธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามองในด้าน Geographic หรือด้านภูมิศาสตร์ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยค่อนข้างได้เปรียบ เพราะอยู่ตรงกลางเชื่อมติดกับ 6 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา อาจจะรวมถึงสิงคโปร์ด้วย ดังนั้นโอกาสในการลงทุน การเดินทาง พักอาศัย มีแนวโน้มในเชิงบวก และด้วยราคาที่อยู่อาศัย หรือคอนโดมิเนียมในประเทศไทย มีราคาไม่สูง หรือยังเป็นราคาที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า ที่ราคาค่าเช่าชสูงกว่าหลายเท่า หรือกว่าจะได้เข้าพักก็ต้องรอคิวเป็นเวลานานหลายเดือน ในช่วงเวลานี้จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะขยายธุรกิจของบริษัท และผู้ที่สนใจในการเป็นนายหน้าด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสามารถตอบรับตลาดความต้องการในอนาคตของชาวต่างชาติหรือนักลงทุน” นายธิติวัฒน์ กล่าว

-นท-

สามารถคลิกดูภาพประกอบได้ที่ www.thaipr.net