หอการค้าไทยประเมินเศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน จากปัจจัยในประเทศ ชูค้าชายแดนดึงเศรษฐกิจภาคส่งออกโต - newswit
ลงจากเดิม โดยส่วนใหญ่ประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 2-3% เท่านั้น สำหรับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกจะติดลบ 1% ส่วนไตรมาสที่ 2 คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้เพียง 0-1% และคาดการณ์ว่าทั้งปี เศรษฐกิจไทยจะเติบโตประมาณ 2.5% บนสมมติฐานที่สำคัญคือรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มต้องสามารถจัดตั้งได้ภายในกลางปีนี้ โดยเหตุผลหลักที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้ปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยมาจากภาวะสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความผันผวน
นอกจากนี้ จากการเดินทางไปเยี่ยมเยียนผู้ประกอบการในภูมิภาคต่างๆ ยังสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการ ธุรกิจ อาทิ ธุรกิจการค้าส่ง-ค้าปลีก ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ได้รับผลกระทบ จากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่ธุรกิจที่ยังคงเติบโตได้คือการค้าชายแดน
สำหรับสถานการณ์การค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย เมียนมาร์ สปป.ลาว และกัมพูชา) มีการเติบโตและความสำคัญเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2556 มีมูลค่าค้าชายแดนทั้งสิ้น 924,241.79 ล้านบาท (ส่งออก 560,196 ล้านบาท/นำเข้า 364,046 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วน 70% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน (มูลค่าการค้าทั้งหมด 1,322,144 ล้านบาท) โดยมีสัดส่วนมูลค่าการค้าชายแดนกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ 54.25% เมียนมาร์ 21.30%, สปป.ลาว 14.29% และกัมพูชา 10.16% ตามลำดับ
ในปี 2557 (มกราคม-กุมภาพันธ์) การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มีมูลค่าการค้ารวม 158,138 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (เปรียบเทียบเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2556) 2.19% โดยมีมูลค่าการส่งออก 99,256 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.23% (เปรียบเทียบกับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2556) โดยเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นของมูลค่าการชายแดนไทย-เมียนมาร์ 24.27% รองลงมา คือการเติบโตของมูลค่าการชายแดนไทยกับประเทศกัมพูชา เพิ่มขึ้น 14.17% สปป.ลาว เพิ่มขึ้น 9.04% และมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 0.24% ตามลำดับ
1. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Border Infrastructure) เพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านการดำเนินธุรกิจระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การพัฒนาด่านการค้าชายแดนจากจุดผ่อนปรนเป็นด่านชายแดนถาวร รวมถึงขยายด่านชายแดนเพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าและการท่องเที่ยว รวมถึงการเชื่อมโยงไปยังเมืองสำคัญ การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ การขยายถนน การก่อสร้างอุโมงค์ และโครงการทางพิเศษระหว่างเมือง เป็นต้น
3. ด้านกฏระเบียบ (Rules & Regulations) เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางด้านกฎระเบียบทางการค้า และเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการของไทยสามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น เช่น การปรับปรุงกฏระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับรูปแบบการทำธุรกิจที่หลากหลาย เช่น Transshipment/ Transit, การออกเอกสารรับรอง C/O หรือ Form D บริเวณด่านชายแดน เป็นต้น
“การเร่งผลักดันการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนธุรกิจค้าชายแดน จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในภาคการส่งออก จากในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาที่มีการเติบโตเพียงแค่ 0.2% ให้มีโอกาสเติบโตได้ถึง 5% ในปี 2557 ตามที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้” นายอิสระ กล่าว
นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการส่งเสริมการค้ากับประเทศเพื่อบ้าน กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการจัดทำยุทธศาสตร์การค้าชายแดนแล้ว สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยังได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนอีกหลายด้าน ได้แก่
1. การจัดงานแสดงสินค้า สภาหอการค้าฯ ได้มีแผนที่จะจัดงานแสดงสินค้าในบริเวณชายแดนที่สำคัญของไทย โดยจะเริ่มที่ห้างสรรพสินค้าโลตัส อ.แม่สอด จ.ตาก ประมาณกลางเดือนตุลาคม 2557 เพื่อส่งเสริมให้มีการค้าระหว่างไทย-เมียนมาร์เพิ่มมากขึ้น โดยในงานนอกจากจะจัดให้มีการแสดงสินค้าไทยแล้ว ยังได้จัดให้มีการจับคู่ธุรกิจระหว่าง นักธุรกิจไทย และนักธุรกิจเมียนมาร์อีกด้วย สำหรับ จังหวัดชายแดนอื่น ๆ ก็จะมีการจะจัดงานต่อไปในอนาคต
3. การจัดสัมมนาและการจับคู่ธุรกิจ สภาหอการค้าฯ ได้มีแผนที่จะนำคณะนักธุรกิจ และนักธุรกิจรุ่นใหม่ YEC ในภาคใต้ เดินทางไปพบปะธุรกิจกับนักธุรกิจ และ YEC ของมาเลเซีย ในปี 2014 เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่งนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจมาเลเซีย พร้อมกับหารือร่วมกันถึงปัญหาและอุปสรรคทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อนำเสนอรัฐบาลต่อไป
1. ในการประชุมทวิภาคีของกระทรวงพาณิชย์กับประเทศเพื่อนบ้าน (JTC) รัฐบาลทั้งสองฝ่ายควรจะเพิ่มเป้าหมายตัวเลขการค้าเพิ่มขึ้นในแต่ละปีให้แน่นอน และควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทั้ง 2 ฝ่าย โดยให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมด้วย เพื่อที่จะผลักดันให้เป็นไปตามเป้าที่ตกลงกันไว้ในแต่ละปี
2. ควรขยายเวลาในการ เปิด-ปิด ด่านให้มีเวลาในการทำการค้าแต่ละวันเพิ่มมากขึ้น และปรับปรุงด่านที่แออัดเพื่อให้มีความคล่องตัวเพื่อเพิ่มปริมาณการค้าให้มากยิ่งขึ้น
3. ขอให้รัฐบาลสนับสนุนให้มีการเปิดทางอนุมัติเฉพาะคราว ตามมาตรา 5 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 7 ) พุทธศักราช 2480 เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการขนส่งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ในด่านพรมแดนอื่น ๆ ที่มีการขนส่งที่หนาแน่น เช่น ที่ด่านอรัญประเทศ – ปอบเปต เป็นต้น
4. ขอให้รัฐบาลเจรจาเร่งออก พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งระหว่างประเทศ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ให้เร็วที่สุด เพื่อที่ประเทศไทยจะได้สามารถให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสาร แนบท้ายความตกลง CBTA ในเส้นทาง EWEC NSEC และ SEC ได้ครบทุกฉบับ เพื่อให้ผู้ประกอบการขนส่งสามารถปฏิบัติตามความตกลงได้
5.. ขอให้รัฐบาลเร่งเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อร่วมกันยกฐานะจุดผ่อนปรนทางการค้าที่มีศักยภาพให้เป็นด่านถาวรให้มากที่สุด
6. เพื่อให้ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาซื้อสินค้าบริเวณชายแดนประเทศไทยมากยิ่งขึ้น รัฐบาลควรอนุญาตให้ใช้เงินสกุลของประเทศเพื่อนบ้านในบริเวณชายแดนได้ โดยเฉพาะกับประเทศเมียนมาร์
7. ขอให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยว เส้นทาง 5 เชียง ประกอบด้วย 1) เชียงใหม่ ประเทศไทย 2) เชียงราย ประเทศไทย 3)เชียงตุง ประเทศเมียนมาร์ 4) เชียงรุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน 5) เชียงทอง หรือ หลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เส้นทางมรดกโลกระหว่าง ประเทศไทย และ สปป.ลาว ได้แก่เส้นทาง สุโขทัย – อุตรดิตถ์ – ปากลาย(แขวงไชยบุรี สปป.ลาว) – เมืองไชยบุรี – เมืองหลวงพระบาง และเส้นทาง 3 เหลี่ยมมรกต ประกอบด้วย ประเทศไทย สปป.ลาว เวียตนามและเขมร