“การเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณของกลุ่มแรงงานในระบบ ช่วงอายุ 25 - 39 ปี”

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

           แรงงานในระบบในช่วงอายุ 25-39 ปี มีจำนวนประมาณ 47% ของแรงงานในระบบทั้งหมดซึ่งใหญ่กว่าแรงงานในช่วงอายุ 40-60 ปี การสร้างความตระหนักในด้านการออมการลงทุนเพื่อวัยเกษียณสำหรับแรงงานกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญต่อการบรรเทาปัญหาสังคมผู้สูงอายุในอนาคต สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทำการสำรวจการเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณของกลุ่มแรงงานในระบบ ช่วงอายุ 25 - 39 ปี จากกลุ่มตัวอย่าง 1,105 รายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
          งายวิจัยได้สรุป 9 ปัจจัยขับเคลื่อนความเพียงพอของการออมเพื่อวัยเกษียณโดยเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ข้อมูลของแรงงานอายุ 25-39 ปีกับกลุ่มอายุ 40-60 ปี[1] พบว่า 63% ของแรงงานในกลุ่มอายุ 25-39 ปีมีโอกาสเกษียณทุกข์สูงกว่ากลุ่มอายุ 40-60 ปี
           เนื่องจากกลุ่มอายุ 25-39 ปียังอยู่ในช่วงการเริ่มต้นสร้างรากฐานของชีวิตจึงให้ความสำคัญกับการออมเพื่อวัยเกษียณเป็นอันดับสุดท้ายเมื่อเทียบกับการออมเพื่อวัตถุประสงค์อื่น อย่างไรก็ตามอัตราการออมในปัจจุบันอยู่ในระดับ 20% ของรายได้ซึ่งใกล้เคียงกับกลุ่มอายุ 40-60 ปีที่อยู่ในวัยสะสมความมั่งคั่ง นอกจากนี้กลุ่มอายุ 25-39 ปีประเมินค่าใช้จ่ายในช่วงวัยเกษียณไว้ประมาณ 12.6% ของสินทรัพย์ ณ ปีที่เกษียณซึ่งสูงกว่ากลุ่มอายุ 40-60 ปีที่ประเมินไว้ที่ระดับ 5.7% อย่างไรก็ตามทั้งสองกลุ่มอายุยังคงประเมินค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณไว้ต่ำกว่าที่ควรโดยประเมินว่าค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจะเหลือเพียง 34-35% ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณด้วย ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์การประเมินค่าใช้จ่ายหลังเกษีณที่ระดับ 70% ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณตามหลักการวางแผนทางการเงิน
          ปัจจัยด้านเวลาที่มีอิทธิพลต่อความเพียงพอของเงินออมในวัยเกษียณที่สำคัญได้แก่ อายุเริ่มต้นในการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณพบว่ากลุ่มอายุ 25-39 ปีเริ่มวางแผนตั้งแต่อายุ 33 ปีซึ่งเร็วกว่ากลุ่มอายุ 40-60 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าจะมีระยะเวลาออมเพื่อวัยเกษียณนานกว่า อย่างไรก็ตามแรงงานในกลุ่มอายุ 25-39 ปีมีสัดส่วนผู้ที่คาดว่าจะเกษียณอายุงานก่อนกำหนด 33% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอายุ 40-60 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความเพียงพอของเงินออมเพื่อวัยเกษียณ
          ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่คุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กรรมการและที่ปรึกษา สมาคมนักวางแผนการเงินไทย และคุณฉัตรรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด ผู้วิจารณ์ผลงานวิจัยมีความเห็นสอดคล้องในหลายประเด็น ได้แก่ 1) การให้ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณซึ่งควรสร้างความตระหนักให้คนไทยเห็นเป็นเรื่องใกล้ตัวตั้งแต่เริ่มมีเงินได้โดยเรียนรู้เรื่องการวางแผนการใช้จ่ายก่อนนำไปสู่การวางแผนเพื่อวัยเกษียณ 2) เพิ่มความครอบคลุมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกำหนดกองทุนต้นแบบ (default policy) เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนตัดสินใจเลือกกองทุนง่ายขึ้นแล้วจึงพัฒนาไปสู่ระบบ employee choice 3) ภาครัฐควรส่งเสริมให้เกิดการออมภาคบังคับซึ่งประสบความสำเร็จมากกว่าระบบสมัครใจ 4) เพิ่มความต่อเนื่องของการออมในกองทุนเพื่อการเกษียณ เช่น กรณีเกษียณอายุเป็นเหตุให้สิ้นสุดสมาชิกภาพจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ กบข. ควรเปิดโอกาสให้โอนไปลงทุนต่อเนื่องในกองทุนอื่นได้โดยอัตโนมัติ เช่น RMF 5) พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินเพื่อการเกษียณประเภทควบการลงทุน (unit linked) โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารทุนเพื่อโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทน 6) พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สามารถปรับสัดส่วนตราสารที่ลงทุนให้เหมาะกับอายุที่เพิ่มขึ้นของผู้ลงทุน
          คุณวิวรรณให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า กองทุนที่เหมาะสมกับการลงทุนเพื่อวัยเกษียณได้แก่ กองทุนผสม และควรส่งเสริมการลงทุนในตราสารทุน (equity culture) เพิ่มเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นโดยคำนึงถึงการยอมรับความเสี่ยงที่ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น และข้อเสนอแนะสำหรับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนควรแสดงให้ผู้ลงทุนเห็นว่าการปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนไม่ได้เพิ่มความผันผวนให้กับผลตอบแทนของพอร์ตมากจนเกินระดับที่ยอมรับได้ และควรปรับแนวคิดในการลงทุนใน LTF โดยควรสนับสนุนให้นำเงินใหม่มาลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรสนับสนุนการนำเงินที่ได้จากการขายเงินลงทุนที่ครบกำหนดตามเงื่อนไขมาลงทุนใหม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ลงทุนให้มีเงินออมมากขึ้น และบลจ.มีขนาดกองทุนภายใต้การบริหารมากขึ้น
          คุณฉัตรรพีได้ให้ข้อเสนอแนะต่อผู้กำหนดนโยบายว่าไม่ควรกลัวความเสี่ยงแทนผู้ลงทุนซึ่งส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ที่ควรเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนเกิดขึ้นยาก แต่ควรสนับสนุนการให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทุกประเภท และสนับสนุนให้ลงทุนโดยใช้บริการจากผู้บริหารการลงทุนมืออาชีพ 


ข่าวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย+ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศวันนี้

ก.ล.ต. เตรียมเปิดให้กองทุนรวม Thai ESG ลงทุนหุ้นบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วม JUMP+ และมีคะแนน CGR ตั้งแต่ 90 คะแนน ขึ้นไปได้

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์เพิ่มเติมให้กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund : Thai ESG) สามารถลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีคะแนน CGR ตั้งแต่ 90 คะแนนขึ้นไป เพื่อสนับสนุนให้ บจ. ยกระดับด้านธรรมาภิบาล ควบคู่กับการดำเนินงานตามเป้าหมายและแผนการเติบโตของบริษัทที่มีคุณภาพ และรายงานความคืบหน้าให้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง

บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีข่าวปรากฏชื่อบริษัทเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไปยังประเทศกัมพูชา

กลุ่มบริษัท ALT ("บริษัทฯ") มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจให้บริการด้านโทรคมนาคม ได้แก่ ให้เช่าโครงข่าย โทรคมนาคม และเคเบิลใยแก้วนำแสง (ไฟ...

นายสุชาติ ก่อคุณากร (ขวา) ประธานเจ้าหน้าท... DEMCO นำเสนอแผน Jump+ ปักหมุดรายได้-กำไร 3 ปี เติบโตเฉลี่ย 10% — นายสุชาติ ก่อคุณากร (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานปฏิบัติการ และนายโชคชวาล ยังถาวรตระกูล...

บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ธุ... "ธนพิริยะ" หรือ TNP ค้าปลีกภาคเหนือเข้าพบพาณิชย์จังหวัดพะเยา ตอกย้ำความร่วมมือภาครัฐ — บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นที่เติบ...

ก.ล.ต. สั่ง STELLA เปิดเผยข้อมูลการเข้าทำธุรกรรมรับความช่วยเหลือทางการเงินจากบริษัท ธนา พาวเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งการให้บริษัท สเตลล่า เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) (STELLA) ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการ...

ก.ล.ต. ขยายระยะเวลานำส่งผลการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ให้ MVP เป็นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขยายระยะเวลานำส่งรายงานผลการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ให้บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) (MVP) ซึ่งครบกำหนดส่งวันที่ 23...

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (... บลจ.อีสท์สปริง จ่ายปันผลกองหุ้นไทย "ES-EQDIV" 0.94 บาทต่อหน่วย รวมมูลค่ากว่า 43 ล้านบาท — บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บ...

ก.ล.ต. สั่งการให้ TL ชี้แจงข้อมูลในการเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งการให้บริษัท เทคลีด เอ็นพีเอ็น จำกัด (มหาชน) (TL) ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าลงทุนในบริษัท เนสท์ติฟลาย จำกัด (Nestifly) ต่อ ก.ล.ต. ภายในวันที่ 20 มกราคม 2569 พร้อมให้...