อันดับเครดิตของบริษัทยังคงสะท้อนถึงความเป็นผู้นำในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทย ตลอดจนผลงานที่เป็นที่ยอมรับในโครงการก่อสร้างพื้นฐานและโครงการที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมทั้งความยืดหยุ่นทางการเงินจากมูลค่าเงินลงทุนเชิงกลยุทธ์ อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวลดทอนลงบางส่วนจากความผันผวนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ตลอดจนความเสี่ยงของสัญญาที่มีลักษณะต่อหน่วยแบบคงที่ (Fixed-price Contract) และภาระหนี้ที่สูงของบริษัท
ปัจจัยบวกด้านเครดิตคือกรณีที่บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดและโครงการในมือได้สูงกว่าประมาณการในขณะที่บริษัทยังสามารถรักษาอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนในระดับต่ำกว่า 50% เป็นระยะเวลาต่อเนื่องได้ ปัจจัยลบด้านเครดิตคือการมีต้นทุนก่อสร้างในโครงการหลัก ๆ ที่สูงกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ หรือการให้การสนับสนุนทางการเงินหรือการลงทุนในบริษัทในเครือที่มีมูลค่าสูงนอกเหนือจากประมาณการซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อกระแสเงินสดของบริษัท
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันและสามารถรักษาอัตราส่วนกำไรให้อยู่ในระดับสูงกว่า 7% โดยเฉลี่ย รวมทั้งเงินทุนหมุนเวียนในโครงการไซยะบุรีจะปรับตัวดีขึ้น
บริษัท ช. การช่างก่อตั้งในปี 2515 โดยตระกูลตรีวิศวเวทย์ บริษัทเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ 3 รายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยและมีประสบการณ์ด้านการก่อสร้างตั้งแต่งานโยธาโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงโครงการที่มีความซับซ้อนสูง บริษัทมีเงินลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 4 ราย ได้แก่ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BECL) บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BMCL) บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) (TTW) และ บริษัท ซีเคพาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีก 1 ราย คือ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) ด้วย
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2557 บริษัทมีงานรับเหมาก่อสร้างที่ยังไม่ส่งมอบมูลค่า 9.6 หมื่นล้านบาท โดยมีโครงการหลักได้แก่ โครงการเขื่อนไซยะบุรีซึ่งมีมูลค่า 4.2 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 4 มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท โครงการทางพิเศษศรีรัช วงแหวนรอบนอก มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวสัญญาที่ 1 มูลค่า 6,000 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการเขื่อนไซยะบุรีมีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วน 43% ของมูลค่าโครงการที่ยังไม่ส่งมอบทั้งหมด
ในเดือนมกราคม 2558 คณะกรรมการของบริษัทได้อนุมัติให้บริษัทเข้าร่วมในการปรับโครงสร้าง 2 ธุรกิจหลัก โดยการปรับโครงสร้างธุรกิจแรกคือให้บริษัทให้การสนับสนุนการควบรวมกิจการของ BECL และ BMCL โดยบริษัทจะซื้อหุ้นของ BMCL จาก BECL ในสัดส่วน 10% ของหุ้น BMCL ทั้งหมดที่มูลค่า 3,670 ล้านบาท หลังจากการควบรวมดังกล่าว บริษัทคาดว่าจะมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทใหม่อยู่ที่ประมาณ 30% ส่วนการปรับโครงสร้างธุรกิจที่ 2 คือให้บริษัทขายหุ้นของ XPCL ในสัดส่วน 30% ของหุ้น XPCL ทั้งหมดให้แก่ CKP ที่มูลค่า 4,300 ล้านบาท และ CKP จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นที่ต้องเพิ่มทุนให้แก่ XPCL จนกว่าการก่อสร้างโครงการเขื่อนไซยะบุรีจะแล้วเสร็จ
ทริสเรทติ้งมองว่าในระยะสั้น การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะมีผลกระทบไม่มากนักต่อกระแสเงินสดของบริษัทเนื่องจากเงินสดที่ได้รับจะใกล้เคียงกับเงินสดที่ต้องชำระ ในขณะเดียวกัน โครงสร้างเงินทุนของบริษัทก็คาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีสาระสำคัญเนื่องจากกำไรจากการขายหุ้นของ XPCL น่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับการตัดรายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุนใน BECL ในระยะกลางและระยะยาว การควบรวมกิจการของ BECL และ BMCL รวมทั้งการขายหุ้น XPCL ให้แก่ CKP น่าจะช่วยปรับให้โอกาสการเติบโตและการเลือกในการระดมทุนของบริษัทและบริษัทในกลุ่มสอดคล้องกันมากขึ้น ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งของ BECL น่าจะช่วยเสริม BMCL ในด้านความต้องการแหล่งทุนในระดับสูงเพื่อลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าที่มีโอกาสเติบโตได้มาก นอกจากนี้ โครงสร้างธุรกิจใหม่ยังน่าจะช่วยลดความกังวลจากแรงกดดันด้านภาระหนี้ของบริษัทลงได้
ผลประกอบการเต็มปี 2557 ของบริษัทคาดว่าจะอยู่ในระดับตามประมาณการของทริสเรทติ้ง ยกเว้นในเรื่องของภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าประมาณการจากความต้องการเงินทุนหมุนเวียนสำหรับโครงการไซยะบุรี ภายใต้สมมติฐานพื้นฐาน ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทน่าจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 3.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในปี 2558-2560 โดยจะเป็นรายได้จากโครงการเขื่อนไซยะบุรีประมาณ 8,000 ล้านถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 25%-30% ของประมาณการรายได้ ทั้งนี้ งานรับเหมาก่อสร้างในมือจำนวนมากที่บริษัทมีอยู่ในปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 85% 66% และ40% ของประมาณการรายได้ในปี 2558 2559 และ 2560 ตามลำดับ
อัตราส่วนกำไร (อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) ในปี 2558-2560 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับสูงกว่า 7% โดยเฉลี่ย เงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทคาดว่าจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 2,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี และเงินปันผลประมาณ 300-500 ล้านบาท ทริสเรทติ้งมองว่าภาระหนี้ของบริษัทอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับอันดับเครดิตในปัจจุบันแม้ว่าบริษัทจะมีภาระหนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้รับเหมาที่ได้รับอันดับเครดิตเท่ากัน ทั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทเป็นทั้งผู้รับเหมาและประกอบธุรกิจ ลงทุน โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2557 อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทอยู่ที่ 68.1% ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทคาดว่าจะอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในปี 2558-2559 และปรับดีขึ้นมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 67% ในปี 2560 หลังจากที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่ 4 แล้วเสร็จ
บริษัทมีสภาพคล่องที่เหมาะสมและมีปัจจัยสนับสนุนด้านความยืดหยุ่นทางการเงินจากมูลค่าเงินลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียน ณ เดือนกันยายน 2557 เงินลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนของบริษัทมีมูลค่ายุติธรรมที่ 3 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 74% ของภาระหนี้รวมของบริษัท ในปี 2558-2560 อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายคาดว่าจะอยู่ในระดับสูงกว่า 2.5 เท่า ส่วนอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมคาดว่าจะอยู่ในระดับประมาณ 5%-10% โดยเฉลี่ย
บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK)
อันดับเครดิตองค์กร: A-
อันดับเครดิตตราสารหนี้:
CK154A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2558 A-
CK167A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2559 A-
CK174A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2560 A-
CK182A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2561 A-
CK187A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2561 A-
CK193A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 4,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2562 A-
CK19NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2562 A-
CK205A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2563 A-
หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันในวงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาท ไถ่ถอนภายในปี 2564 A-
แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable
เสนาเสนอขายหุ้นกู้ 2 ชุดใหม่ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.90% และ 5.80% เปิดจองซื้อวันที่ 3 - 5 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ผ่าน 16 สถาบันการเงินชั้นนำ
สิงห์ เอสเตท (S) ประสบความสำเร็จ ปิดการขายหุ้นกู้มูลค่า 1,500 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
ACE ปลื้ม คว้าเรตติ้งหุ้นยั่งยืน ระดับสูงสุด "AAA" สองปีติดต่อกัน
SUPER สตรอง! ทริสฯ คงเครดิตองค์กรระดับ "BBB" ตอกย้ำคุณภาพพอร์ตโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 1.4 GW หนุนกระแสเงินสดมั่นคง เดินหน้าขยายการลงทุน ดันอนาคตเติบโตยั่งยืน
ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร ของ WHA Group ที่ "A-" แนวโน้ม "Stable" สะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
บางจากฯ ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง คงระดับเครดิต A+ จากทริส เรทติ้ง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร บางจาก ศรีราชา "A+" ต่อเนื่องปีที่ 2 ตอกย้ำศักยภาพองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมพลังงานไทย
UNIQ เตรียมออกหุ้นกู้อายุ 2 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 6.50% ต่อปี พร้อมเสนอขายผู้ลงทุนทั่วไป ผ่านสถาบันการเงิน 5 แห่ง คาดเปิดจองซื้อ 10 - 12 พ.ย. 2568
CPFTH เคาะดอกเบี้ยหุ้นกู้ชุดใหม่จำนวน 2 รุ่น อายุ 6 ปีที่ 2.54% ต่อปี และอายุ 12 ปีที่ 3.23% ต่อปี เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่