OKMD ชี้ช่อง “อาหารไทยคุณภาพสูง” มุ่งสู่สหรัฐอเมริกา ตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพรองรับสินค้าไม่มีที่สิ้นสุด - newswit
นายรักชัย เร่งสมบูรณ์ ที่ปรึกษาโครงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ OTOP สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD และผู้เชี่ยวชาญตลาดอาหารในสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า จากผลวิจัยแนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ OTOP ของตลาดในประเทศและต่างประเทศ ที่ชี้ให้เห็นถึงช่องทางและโอกาสในการผลักดันอาหารไทยเข้าไปตีตลาดสหรัฐอเมริกา เนื่องจากผู้บริโภคในอเมริกามีความต้องการสินค้ากลุ่มนี้สูงสุด โดยเฉพาะอาหารคุณภาพสูง (Specialty Food) ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยผลวิจัยล่าสุดในปี 2558 ของ Specialty Food Association สหรัฐอเมริกา ระบุว่า อาหารคุณภาพสูงจากประเทศไทย มีความนิยมสูงติด 1 ใน 3 อันดับแรก ของตลาดสหรัฐอเมริกา โดยมีช่องทางการขายแบ่งออกเป็น 2 ช่องทางหลัก คือ 1.วางขายบนชั้นวางสินค้าในห้างค้าปลีก เช่น KeHE , UNFI , Safeway , Costco , Trader Joe’s ร้อยละ 80 และ 2.ขายส่งให้กับโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ร้อยละ 20 หากผู้ประกอบการไทย สามารถผลิตสินค้าไปวางขายตามช่องทางดังกล่าว จะสามารถเพิ่มยอดขายในภาพรวมได้มากขึ้น
ทั้งนี้ จากข้อมูลการนำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูงจากประเทศไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา พบว่า มีสัดส่วนการนำเข้าสูงถึง ร้อยละ 23 โดยการนำเข้าเกือบทั้งหมดจะเป็นสินค้าที่มีวัตถุดิบมาจากธรรมชาติ ในจำนวนนี้เกือบ ร้อยละ 80 ปราศจากการตัดต่อทางพันธุกรรม (GMO) สำหรับประเภทสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันมีความนิยมสูงมาก คือ 1.ซอสปรุงรสและเครื่องแกงสำเร็จรูป เช่น ผัดไทย แกงเขียวหวาน พะแนงหมู ต้มข่าไก่ 2.ผักและผลไม้ออร์แกนิก เช่น ข้าวหอมนิล ข้าวหอมมะลิ กะทิ น้ำมันมะพร้าว สตรอว์เบอร์รีอบแห้ง มะม่วงอบแห้ง สับปะรดอบแห้ง เป็นต้น แต่ปัญหาที่พบในขณะนี้คือยังไม่มีผู้ประกอบการรายใด ผลิตสินค้าเหล่านี้ในรูปแบบออร์แกนิกหรือปราศจาก GMO ไปวางขาย เนื่องจากหาวัตถุดิบค่อนข้างยาก ตรงนี้จึงถือเป็นช่องว่างสำคัญที่ผู้ประกอบการไทย ควรเร่งพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้าวางขาย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดสหรัฐอเมริกาซึ่งมีกำลังซื้อสูงมาก
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้บริโภคในตลาดสหรัฐอเมริกาจะมีความต้องการสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูงจากไทย แต่อุปสรรคสำคัญที่ผู้ประกอบการ OTOP และผู้ส่งออกไทยต้องประสบ คือกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในเรื่องของฉลากสินค้าที่หากมีการตรวจพบปัญหาในภายหลัง จะถูกถอดออกจากชั้นวางขายทันที นอกจากนี้ยังต้องผ่านการรับรองหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) ระบบการการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร (HACCP) ข้อกำหนดความปลอดภัยสมาคมผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแห่ง สหราชอาณาจักร (BRC) และมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหาร (SQF) ด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการตรวจสอบไปถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การค้าที่เป็นธรรมไม่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกรรายย่อย และการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพด้านต่างๆ ให้ผ่านการรับรองตามข้อกำหนดข้างต้น จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสำคัญมาเป็นอันดับแรก เพราะการผ่านการรับรองไม่ได้ส่งผลเฉพาะการปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ยังหมายถึงการมีตลาดรองรับสินค้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากนี้ในแง่ของความหลากหลายและคุณค่าของสินค้า ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่ผู้ผลิต จำเป็นต้องพัฒนาต่อยอดสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้มีความแปลกใหม่อยู่เสมอ รวมไปถึงอายุของสินค้าก็ต้องอยู่ได้นานมากขึ้น โดยช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในตลาดสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือน
นายรักชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวทางการพัฒนาผู้ประกอบการไทย ให้สามารถพัฒนาและยกระดับคุณภาพสินค้า ได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคในตลาดสหรัฐอเมริกา รวมทั้งผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดในข้างต้นนั้น ควรมีการจัดโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย ในลักษณะการจัดกลุ่มเป็นเครือข่ายและพาไปจับมือกับคู่ค้ารายใหญ่ พร้อมทั้งส่งเสริมกระบวนการต่างๆ ทั้งด้านการผลิต การพัฒนาให้ได้มาตรฐาน ไปจนถึงการขายสินค้า ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุนค่อนข้างมาก หากรัฐเข้ามาช่วยเหลือตรงนี้ผู้ประกอบการก็จะสามารถข้ามผ่านข้อจำกัดด้านเวลาและต้นทุน ซึ่งในภาพรวมจะทำให้เกิดการการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ OTOP เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง