ดังนั้น คุณภัทรศรี นิรามัยสกุล จึงได้ดำเนินการก่อตั้งสถาบันแบงคอค เอฟ เอ สถาบันสอนออกแบบนานาชาติ และสถาบันเยส! บิซิเนส สคูล ขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย โดยบรรจุหลักสูตรแบบครบวงจรที่บูรณาการองค์ความรู้ทางแฟชั่น การออกแบบ และทางด้านการบริหารธุรกิจเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนให้มีความพร้อมต่อการบริหารจัดการธุรกิจให้เกิดความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน ภายใต้กระแสเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
คุณภัทรศรี นิรามัยสกุล ผู้ก่อตั้งสถาบันออกแบบแฟชั่น แบงคอค เอฟ เอ สถาบันสอนออกแบบนานาชาติ และสถาบันเยส! บิซิเนส สคูล เปิดเผยว่า สถาบันฯ ของเราตั้งขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการออกแบบและการสร้างแบรนด์สินค้าให้กับเจ้าของธุรกิจทุกประเภทให้มีเอกลักษณ์โดดเด่น และมีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์สินค้าระดับโลก โดยผู้ประกอบการสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการออกแบบ ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์สินค้า เมื่อดิฉันเปิดสถาบันฯ ขึ้นมา หัวใจสำคัญที่ยึดมั่นมาตลอด คือ การสร้างวิสัยทัศน์ทางธุรกิจและการออกแบบเพื่อให้เจ้าของกิจการและผู้ประกอบการสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดสินค้า หรือบริการของตัวเองให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น
"ทางสถาบันฯ มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะส่งเสริมการออกแบบเพื่อเอาไปใช้ในงานธุรกิจทุกด้าน เนื่องจากในโลกปัจจุปัน ธุรกิจสร้างสรรค์การออกแบบมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มระบบการเรียนการสอนก็เป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพราะทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคปัจจุปัน พร้อมให้มูลค่ากับงานออกแบบมากกว่างานที่ไม่มีเอกลักษณ์เหมือนในอดีต สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์คนไทยเป็นประเทศที่มีความละเอียดอ่อน ดังนั้นธุรกิจสร้างสรรค์สมควรที่จะเผยแพร่ให้ควบคู่อยู่ในทุกธุรกิจของคนไทย เป็นสิ่งที่ทำเพื่อยกแบรนด์และสามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้อย่างมหาศาล"
โดยกลุ่มเป้าหมายหลักอายุระหว่าง 28 – 40 ปี ซึ่งมีบุคลิกภาพที่แอคทีฟ ทันสมัย สนใจติดตามข้อมูลข่าวสารบ้านเมือง และเทรนด์ใหม่ๆ ในแวดวงธุรกิจ โดยทั้ง 3 สถาบันจะช่วยเพิ่มทักษะในเรื่องแฟชั่น พัฒนาการออกแบบ และธุรกิจ จนถึงทุกวันนี้มีนักเรียนที่ผ่านการอบรมกับทางสถาบันไปแล้วมากกว่าหนึ่งพันคน และได้สร้างผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จไปแล้วมากกว่า 100 คน
สำหรับงบประมาณทางการตลาดแบ่งสัดส่วนเป็นด้านบุคลากร 50% เนื่องจากทางสถาบันฯ ให้ความสำคัญกับบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถประกอบกับมีการจัดจ้างบุคลากรจากต่างประเทศมาเป็นวิทยากรผู้ให้ความรู้ด้วย อีก 10% ให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยให้พัฒนาองค์ความรู้ด้วยการเวิร์คช็อป การสัมมนา การศึกษาต่างประเทศ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และองค์ความรู้มาพัฒนาพนักงานคนอื่น ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้มากยิ่งขึ้น อีก 20% เป็นเสมือนที่ปรึกษาด้านธุรกิจให้กับนักเรียน พัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถ ส่วนที่เหลืออีก20 % นำไปพัฒนาสื่อดิจิตอล
ส่วนกลยุทธ์การตลาดทั้งในรูปแบบทั้งอะโบฟ เดอะ ไลน์( Above the line) การสื่อสารการตลาดผ่านสื่อในวงกว้างหรือแมส มีเดีย เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และช่องทางออนไลน์ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการตลาดยุคใหม่ฯลฯ และบีโลว์ เดอะ ไลน์ (Below the line) ซึ่งเป็นการสื่อสารการตลาดแบบไม่ใช้สื่อ แต่เน้นการทำกิจกรรมหรืออีเว้นต์ต่างๆ อาทิ การจัดเวิร์กช็อป การจัดสัมมนา เป็นต้น เพื่อการสื่อสารข้อมูลข่าวสารไปยังลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น สำหรับมูลค่ารวมของตลาดการศึกษาและการออกแบบภายในประเทศมีมูลค่าแสนล้านบาท
"Thailand Diecast Expo" ผนึก Chupa Chups เขย่าวงการไดแคสต์ ปลุกกระแส 'สยามอมยิ้ม x Diecast' สู่ประสบการณ์แห่งรอยยิ้มระดับโลก
IMPACT Growth REIT เดินเกม Green Value Chain เปลี่ยนต้นทุนสิ่งแวดล้อมเป็นกำไร ตอกย้ำผู้นำ MICE ไทย พร้อมโชว์ผลประหยัดพลังงานเกินเป้า ลดค่าใช้จ่ายกว่า 5.46 ล้านบาท
สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ร่วมมือ สถานศึกษาเครือข่ายพันธมิตร ภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เชิญร่วมงานการประชุมวิชาการปัญญาภิวัฒน์ระดับชาติ ครั้งที่ 16 และระดับนานาชาติ ครั้งที่ 12
AIT คว้า IEOM Distinguished Academic Leadership Award รางวัลระดับนานาชาติจาก IEOM Society