มหกรรมความรู้ (OKMD Knowledge Festival) ครั้งที่ 4 เมกาเทรนด์ ชี้โอกาส สร้างโลกใหม่ สร้างเงิน ในพริบตา

16 Sep 2015
ปิดฉากอย่างงดงามสำหรับงานมหกรรมความรู้ ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด "Know Your Trends, Know Your Future: เทรนด์โลกคือโอกาส" ผู้เข้าร่วมงานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ความรู้" ที่ได้รับจากการเข้าฟังสัมนาเปรียบเหมือน "ขุมทรัพย์" ที่จะนำไปเป็น "ต้นทุน" สร้าง "โอกาส" ใหม่ในชีวิต ซึ่งเทรนด์ทรงพลังทั้งแปดที่มาจากกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกพร้อมรวบรวมมานำเสนอนั้น มีทั้งข้อมูลทางสถิติที่น่าเชื่อถือ แถมยังได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างชาติ รวมทั้งผู้ประสบความสำเร็จจริงจากการลงมือทำ จึงไม่น่าแปลกใจถ้าจะมีผู้ประกอบการไทยไปสร้างธุรกิจและส่งผลงานสุดเจ๋งบนเวทีระดับโลกในไม่ช้านี้

เปิดประตูเข้างานพร้อมรับฟังปาถกฐาพิเศษ "เทรนด์โลกกับโอกาสของประเทศไทย : มุมมองเชิงนโยบาย" อารยะ มาอินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. (OKMD) เปิดเผยว่า งานครั้งนี้จะช่วยจุดประกายให้คนไทยตระหนักและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก สามารถเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงาน สร้างธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในกระแสโลก ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของนวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาสู่ความเป็นสังคมเมืองในทุกพื้นที่ของประเทศ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันสังคมก็กำลังเดินตามยุคของกลุ่มคนรุ่นใหม่เช่นกัน โดยยังไม่ละทิ้งสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเทรนด์ต่างๆล้วนสอดแทรกเหตุผลที่เป็นแรงจูงใจและส่งสัญญาณความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแน่นอน

แต่ก่อนที่เราจะพุ่งเป้ามาที่เมืองไทย เราควรเปิดสมอง มองโลกว่าตอนนี้พวกเขาไปถึงไหนกันแล้ว ซึ่งรองศาสตราจารย์ ดร. ฮุย เด็น ฮวน ผู้อำนวยการศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการทางด้านเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนันยาง สาธารณรัฐสิงคโปร์ กล่าวว่า เทรนด์โลกทำให้เรารู้ก่อน เห็นการเปลี่ยนแปลงก่อน แล้วปรับความคิดให้ล้ำนำคนอื่นได้ ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องรู้ให้จริง และมีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่เปลี่ยนพื้นฐานหรือสิ่งที่ลูกค้าเชื่อมั่น และต้องทำตัวเองให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นเทรนด์จึงจะเข้ามาช่วยปรับให้เราสร้างความแตกต่าง นำมาซึ่งขั้นตอนสุดท้ายคือการสร้างมูลค่าให้กับผลงานหรือธุรกิจของตัวเองในที่สุด

แล้วก็เข้าสู่ช่วง Global Mega Trends ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของงานครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยการสร้างโอกาสจากความเป็นเมือง (Urbanization) ซึ่งผศ.ดร. นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางผังเมือง เผยว่า การฟื้นฟูเมืองเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเพื่อทำให้กายภาพสิ่งแวดล้อมเมืองเอื้อประโยชน์กับอีกหนึ่งเทรนด์คือสังคมสูงวัยด้วยนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันมีนวัตกรรมพื้นที่เมืองเพิ่มขึ้นสูงมาก จึงต้องเสริมความสัมพันธ์ในองค์กรต่างๆ ดึงกลุ่มต่างๆมามองอนาคตร่วมกัน ไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ มองเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งยังแนะนำย่านที่อยู่อาศัยและการค้าที่จะเป็นที่นิยมเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ จากการสำรวจจริง เช่น พื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าขยาย พร้อมมองหากลุ่มเป้าหมายที่ยังซ่อนตัวอยู่ในตลาดใหม่ ขณะเดียวกันเทรนด์สังคมเมืองขยายก็ยังต้องให้ความสำคัญกับการขยายชุมชนเล็กๆให้เติบโตไปพร้อมกันอีกด้วย

นอกจากการบรรยายแล้ว ยังมีช่วงเสวนา "เมื่อเมืองขยาย...เมื่อนั้นเรามีโอกาส โดยมีวิทยากรร่วมพูดคุยถึงโอกาส วิถีและคุณภาพชีวิตคนเมืองเปลี่ยนผัน ก้าวสู่ความเป็นเมืองด้วยธุรกิจแนวใหม่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ Co-Working Apace ธุรกิจ Delivery อาหารเพื่อสุขภาพ และเมสเซนเจอร์สีเขียวบริการรับส่งเอกสารในพื้นที่เมืองและโดยรอบ ซึ่งทุกๆธุรกิจที่เกิดขึ้นโดยอาศัยเทรนด์สังคมเมืองเหล่านี้ สามารถเชื่อมโยงธุรกิจขนาดเล็กที่มีอยู่แล้วในตลาดเข้ามาทำธุรกิจร่วมกันได้ และยังสามารถตั้งราคาในระดับพรีเมี่ยมได้ตามมูลค่าจริงของสินค้า เพียงแต่ต้องมองเห็นความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าของเรา และสามารถเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์สังคมได้อย่างทันท่วงที และสิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของทุกๆธุรกิจนั้นคือ สามารถเชื่อมโยงกับกระแสการเปลี่ยนแปลงอื่นๆได้อีกด้วย เช่น เมสเซนเจอร์สีเขียว จะเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์ World Friendly หรือ Delivery อาหารเพื่อสุขภาพเพื่อตอบสนองกลุ่ม Womenomics เป็นต้นข้ามฝั่งมาอีกหนึ่งเมกาเทรนด์สำคัญ อย่าง การสร้างโอกาสจากกระแสคนรุ่นใหม่ (NEW Gen) ซึ่งผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เผยว่าเหตุเพราะปัจจุบันพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนเราเปลี่ยนไป เราสามารถหาความรู้หรือติดต่อกันเพียงปลายนิ้วสัมผัส แต่ยังมีกลุ่มคนอีกมากที่ยังติดปัญหาไม่เข้าใจระบบการติดต่อสื่อสาร หรือเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ช้า จึงอยากมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเรื่องความต่างของช่วงวัย และการยอมรับซึ่งกันและกันก่อนเป็นอันดับแรก ขณะเดียวกันระบบการศึกษาบ้านเราก็จำเป็นต้องปรับตัว ทั้งปรับหลักสูตรและวิธีการสอนของครูให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนที่มีความหลากหลายและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ต่างกัน อีกทั้งยังแนะนำการเรียนรู้นอกระบบ ไม่ว่าจะเป็น E-Learning ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในสังคม ตลอดจนบอกเล่าถึงธุรกิจเกิดใหม่และกลายเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ เช่น แอพพลิเคชั่นรวบรวมความรู้และบันเทิงสำหรับเด็ก หรือเว็บไซต์รวบรวมวิดีโอการบรรยายของผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการเสวนาในชั่วโมงต่อมาก็ได้ขยายความให้เข้าใจอย่างชัดแจ้งว่า ทั้งธุรกิจที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ธุรกิจบริการขับรถแทนคนเมา และ Food Truckต่างก็เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่และคนรุ่นใหม่เองก็สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ทันที

แต่ที่โลกกำลังโหมกระหน่ำความสนใจถึงขีดสุด ต้องยกให้ การสร้างโอกาสจากโลกดิจิทัล (Digital World)โดย เรืองโรจน์ พูนผล ผู้ร่วมก่อตั้ง 500 Tuk Tuks อดีตผู้บริหารกูเกิ้ล เปิดเผยว่า พวกเรากำลังอยู่ในยุคRe-Imagination and Creative ผู้บริโภคเลือกที่จะเสพสินค้าที่มีจินตนาการและงานสร้างสรรค์ ทุกวันนี้ผู้ที่ร่ำรวยจากการทำธุรกิจมีระดับอายุที่น้อยลง กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในวัยเรียนก็สามารถสร้างงานสร้างเงินได้ง่ายขึ้น ขอเพียงเรียนรู้ช่องทางต่างๆ ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป หรือเข้าใจในโลกดิจิทัลและนวัตกรรมเป็นอย่างดี พร้อมทั้งแนะนำโอกาสทางธุรกิจจากเทรนด์ดิจิทัลที่คำนึงถึงความต้องการทางอารมณ์และความสนใจเฉพาะ เช่น Blisby เว็บไซต์ขายสินค้าเฮดเมดทางออนไลน์ เป็นต้น

และเพื่อให้ผู้ร่วมงานเข้าใจและเต็มอิ่มกับเรื่อง "ดิจิทัลทำเงิน" จึงเปิดเวทีให้วิทยากรมากประสบการณ์และสร้างความสำเร็จจริงในตลาดการค้ากลุ่มไอทีร่วมบอกเล่ากลวิธีสร้างตัวตน ได้แก่การสร้าง Content Marketingแบบนักการตลาดดิจิทัลว่าจะต้องให้ความสำคัญกับแบรนด์พร้อมทั้งเข้าใจพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ และจำเป็นต้องสร้างเครื่องมือโซเชียลและสื่อออนไลน์ให้ตรงใจผู้ใช้งานโดยอาศัยประสบการณ์ทำงานในต่างแดนร่วมด้วย นอกจากนั้นยังต้องมองถึงการสร้างเครือข่ายและนวัตกรรมเพื่อสังคม ด้วยการสร้างสรรค์สิ่งใหม่และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นควบคู่กันไป

และไม่ว่าจะเลือกทำธุรกิจจากเทรนด์ใด ก็ขอให้ "ลงมือทำทันที" โดยมี "เครื่องมือที่ชื่อว่าความรู้" เป็นอาวุธ เพื่อให้คุณมีโอกาสเติบโตในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวินาที

ฝากข่าวประชาสัมพันธ์?

ติดต่อเราได้ที่ facebook.com/newswit