หลังจากที่นำเงินไปชำระคืนหนี้โครงการทั้งหมดด้วยหุ้นกู้ชุดใหม่นี้แล้ว หลักประกันต่าง ๆ ภายใต้สัญญาเงินกู้ของบริษัทย่อยทั้งหมดจะดำเนินการปลดและไถ่ถอน ดังนั้นภาระเงินกู้ทั้งหมดที่เหลืออยู่ของกลุ่มบริษัทจะมีสถานะเท่าเทียมกัน (Pari Passu) โดยบริษัทจะไม่มีเงินกู้ที่บริษัทลูก (Operating Company) อีกต่อไป
อันดับเครดิตดังกล่าวยังคงสะท้อนถึงกระแสเงินสดที่แน่นอนจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้ง 36 โครงการจากการมีสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว (Power Purchase Agreement -- PPA) รวม 206 เมกะวัตต์ กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงการได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่อัตรา 8 บาทต่อหน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) ภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Very Small Power Producer -- VSPP) ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ในการพิจารณาอันดับเครดิตดังกล่าวยังคำนึงถึงประสบการณ์ในธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของคณะผู้บริหาร รวมถึงเทคโนโลยีแบบ Photovoltaic (PV) ที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว ตลอดจนการเลือกใช้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Panel) และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) จากผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงด้วย อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากภาระหนี้ของบริษัทที่อยู่ในระดับสูง
แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนถึงความคาดหมายว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าโดยเฉลี่ยให้สูงกว่า 75% นอกจากนี้ ยังคาดว่าบริษัทจะมี EBITDA อย่างน้อย 3,400-3,500 ล้านบาทต่อปี
ปัจจัยที่จะมีผลในเชิงบวกต่ออันดับเครดิตของบริษัทยังมีค่อนข้างจำกัดในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ในทางตรงข้ามสิ่งที่จะมีผลในเชิงลบต่ออันดับเครดิตของบริษัท ได้แก่ ผลผลิตไฟฟ้าที่ลดลงอย่างมากจนส่งผลต่อความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอย่างมีนัยสำคัญ หรือการที่โครงสร้างเงินทุนของบริษัทอ่อนแอลงจากการก่อหนี้เพื่อลงทุนขนาดใหญ่
บริษัทเอสพีซีจีก่อตั้งในปี 2539 ในนาม บริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ในปี 2554 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) หลังจากนั้นบริษัทได้ย้ายการซื้อขายหลักทรัพย์จากตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2555 ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2558 ครอบครัวกุญชรยาคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักในสัดส่วน 49% ปัจจุบันบริษัทมีฐานะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 36 โครงการ โดยมีกำลังการผลิตตามสัญญารวมทั้งสิ้น 206 เมกะวัตต์ ในปี 2557 รายได้ของบริษัท 91% มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อีก 6% มาจากโรงงานผลิตหลังคาเหล็ก ส่วนที่เหลืออีก 3% มาจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา
โรงไฟฟ้าของบริษัทใช้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทำจากซิลิคอนชนิดหลายผลึก (Multi-crystalline) ซึ่งผลิตโดยบริษัทญี่ปุ่นชื่อ Kyocera ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2525 จนถึงปัจจุบัน Kyocera ได้จำหน่ายแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดนี้คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้งมากกว่า 1.2 กิกะวัตต์ให้แก่โรงไฟฟ้าและครัวเรือนทั่วโลก โดยแผงพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดที่บริษัทใช้ได้รับการรับประกันประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 25 ปีจาก Kyocera นอกจากนี้ บริษัทยังเลือกใช้เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ที่ผลิตโดย SMA Solar Technology AG (SMA) สำหรับโครงการทั้งหมดโดยมีการรับประกันนาน 20 ปี ซึ่ง SMA จำหน่ายเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้ากว่า 35 กิกะวัตต์ไปทั่วโลกตั้งแต่ปี 2524
ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดของบริษัทเปิดดำเนินงานแล้ว โดยโรงไฟฟ้าแห่งแรกเปิดดำเนินงานมากว่า 5 ปี ในขณะที่แห่งสุดท้ายเริ่มดำเนินงานในเดือนมิถุนายน 2557 ซึ่งโรงไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัทมีผลการดำเนินการที่ดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้โดยการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Project Feasibility Study) โดยในช่วงปี 2553 - 2557 บริษัทสามารถจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบจำนวน 717 ล้านหน่วย ซึ่งสูงกว่าประมาณการสำหรับกรณีใช้ความน่าจะเป็นที่ 50% สำหรับพลังงานไฟฟ้าที่คาดว่าจะผลิตได้ --- P50 อยู่ 5.1% และสูงกว่าคาดการณ์ 12.3% กรณีใช้ความน่าจะเป็นที่ 90% --- P90 ผลการดำเนินงานของบริษัทที่ดีกว่าเป้าหมายเป็นผลจากความเข้มของรังสีดวงอาทิตย์และประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทมีรายได้รวม 3,713 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงการดำเนินงานเต็มปีของทั้ง 36 โครงการ โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 บริษัทมีเงินกู้รวม 16,322 ล้านบาท ลดลงจากระดับสูงสุดที่ 18,014 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2557 ซึ่งสอดคล้องกับตารางการชำระหนี้ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 บริษัทมีอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนในระดับ 65.8% อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดจากภาระหนี้สินในระดับสูงนี้ถูกบรรเทาบางส่วนจากกระแสเงินสดจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่แน่นอนและคาดการณ์ได้ โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) ที่สูงเนื่องจากได้รับ Adder และมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ต่ำ สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานถึง 79.7% และบริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย อยู่ 3,009 ล้านบาท สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2558
สำหรับกรณีฐานของทริสเรทติ้งนั้นใช้ความน่าจะเป็นที่ 90% สำหรับพลังงานไฟฟ้าที่คาดว่าจะผลิตได้ (P90) และประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 77.5% ซึ่งคาดว่าบริษัทจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 340-350 ล้านหน่วยต่อปี และคาดว่าบริษัทจะมี EBITDA ประมาณ 3,400-3,500 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2558-2563 และตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไปคาดว่า EBITDA จะค่อย ๆ ลดลงเนื่องจากการทยอยหมดอายุของ Adder และคาดว่าอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 60%-65% ภายในปี 2559
บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG)
อันดับเครดิตองค์กร: A-
อันดับเครดิตตราสารหนี้:
SPCG196A: หุ้นกู้มีผู้ค้ำประกันชนิดทยอยชำระคืนเงินต้น 4,000 ล้านบาท ไถ่ถอนภายในปี 2562 A-
หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 13,000 ล้านบาท ไถ่ถอนภายในปี 2566 A
แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable
SGC เปิดขายหุ้นกู้มีประกัน ดอกเบี้ย 7.20% ช่วง 19 - 21 พ.ค.นี้ รองรับสินเชื่อ Lock Phone โตก้าวกระโดด
ORI คาดว่าจะเสนอขายหุ้นกู้ล็อตแรก ปี 2569 จำนวน 2 ชุดชูอัตราดอกเบี้ย [4.90 - 5.35]% ผ่าน 10 สถาบันการเงิน ลุยโอนคอนโดฯใหม่เพิ่มอีก 9 โครงการ มี Backlog แล้วกว่า 70%
เสนาเสนอขายหุ้นกู้ 2 ชุดใหม่ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.90% และ 5.80% เปิดจองซื้อวันที่ 3 - 5 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ผ่าน 16 สถาบันการเงินชั้นนำ
สิงห์ เอสเตท (S) ประสบความสำเร็จ ปิดการขายหุ้นกู้มูลค่า 1,500 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
ACE ปลื้ม คว้าเรตติ้งหุ้นยั่งยืน ระดับสูงสุด "AAA" สองปีติดต่อกัน
SUPER สตรอง! ทริสฯ คงเครดิตองค์กรระดับ "BBB" ตอกย้ำคุณภาพพอร์ตโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 1.4 GW หนุนกระแสเงินสดมั่นคง เดินหน้าขยายการลงทุน ดันอนาคตเติบโตยั่งยืน
ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร ของ WHA Group ที่ "A-" แนวโน้ม "Stable" สะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
บางจากฯ ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง คงระดับเครดิต A+ จากทริส เรทติ้ง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร บางจาก ศรีราชา "A+" ต่อเนื่องปีที่ 2 ตอกย้ำศักยภาพองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมพลังงานไทย