นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีแนวโน้มเกิดบ่อยครั้งและภัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์มีรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน หลายประเทศทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อบรรเทาปัญหาด้านภัยพิบัติ โดยเฉพาะการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย ซึ่งการประเมินความต้องการของผู้ประสบภัยหลังเกิดสาธารณภัย เป็นการประมาณการความเสียหายทางกายภาพและสาธารณูปโภคที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยขนาดใหญ่ ความสูญเสียด้านเศรษฐกิจ ชุมชน และอื่นๆ นับเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนากระบวนการฟื้นฟูหลังเกิดสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปผลโครงการ "การประเมินความต้องการหลังเกิดภัยพิบัติด้านการดำรงชีพกรณีอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนำร่องของประเทศไทย" ในวันที่ 18 กันยายน 2560 ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยได้คัดเลือกจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดนำร่องในการดำเนินโครงการ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้ประสานงานด้านการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัยระดับกระทรวงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนจากกรมประมง กรมปศุสัตว์ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 40 คน เข้าร่วมประชุมฯ ในรูปแบบการแบ่งกลุ่มอภิปรายผลการประเมินความต้องการหลังเกิดภัยพิบัติด้านการดำรงชีพ แบ่งเป็น กลุ่มข้าวและพืชสวน กลุ่มพืชไร่ กลุ่มประมง กลุ่มปศุสัตว์ รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบของ Supply chain ผลกระทบของกลุ่มเปราะบางในภาคแรงงาน และผลกระทบทางด้านอุตสาหกรรม จากผู้เชี่ยวชาญขององค์การสหประชาชาติและผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินความต้องการหลังเกิดภัยพิบัติด้านการดำรงชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร รวมถึงใช้เป็นแนวทางในการจัดทำกรอบการฟื้นฟู เพื่อการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัยอย่างยั่งยืน นำไปสู่การปฏิบัติตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติในประเด็นที่มีความเชื่อมโยงกับภาคส่วนต่างๆ อีกทั้งยังเป็นการขับเคลื่อนแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับการฟื้นฟูหลังเกิดสาธารณภัย และผลักดันกลไกการจัดการสาธารณภัยของประเทศให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของกรอบการดำเนินงานเซนได เพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (พ.ศ. 2558 - 2573) ที่มุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยและการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน เพื่อลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจากสาธารณภัย นำไปสู่การสร้างประเทศไทยให้รู้รับ ปรับตัว และฟื้นกลับจากภัยพิบัติอย่างรวดเร็วและยั่งยืน
กทม. ยกระดับแผนปฏิบัติการป้องกันรับมือฝุ่น PM2.5 เข้มตรวจแหล่งกำเนิดฝุ่น ลดผลกระทบสุขภาพประชาชน
SME D Bank ออกมาตรการด่วนช่วยเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบพายุ "บัวลอย" 'พักชำระหนี้-เติมทุนฉุกเฉิน' ลดภาระทางการเงิน ฟื้นฟูธุรกิจกลับมาเดินหน้าเร็ววัน
NT หนุนพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยแห่งชาติ "T-Alert" ยกระดับความปลอดภัยประชาชนทั่วประเทศ
เฝ้าระวังน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง และระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา
SAM ห่วงใยลูกหนี้ ออกมาตรการเร่งด่วนครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งผู้ประสบสาธารณภัยพายุ "วิภา" พักเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 3 เดือน ส่วนผู้เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล จัดดอกเบี้ยต่ำ 3-5% ผ่อนยาว 10 ปี เพื่อส่งมอบโอกาสเพื่อคนไทยเริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงนามบันทึกความเข้าใจ ยกระดับ MOU ร่วมให้ความรู้
NT พร้อมแจ้งเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast หลังการทดสอบประสบผลสำเร็จ ได้รับข้อความแจ้งเตือนภัยรวดเร็ว แม่นยำ
ชาวเชียงใหม่ อยุธยา อุดรฯ นครศรีฯ และกรุงเทพฯ เตรียมตัวให้พร้อม!
NT ร่วม ปภ. ทดสอบระบบ Cell Broadcast ในพื้นที่ครั้งแรก แจ้งผลมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ครอบคลุม เสริมความพร้อมระบบเตือนภัยแห่งชาติ