มัณฑะเลย์ : เมืองดาวรุ่ง...มาแรงของเมียนมา

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

          โดย ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)

          เมืองสำคัญในเมียนมา นอกจากกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงปัจจุบัน และย่างกุ้ง อดีตเมืองหลวงที่ยังคงความสำคัญในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศแล้ว "มัณฑะเลย์" ก็เป็นอีกเมืองสำคัญที่มีศักยภาพไม่เป็นรองใครและเป็นหนึ่งในเมืองยุทธศาสตร์สำคัญภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมาปี 2553-2573 โดยมีฐานะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และการคมนาคมขนส่งทางตอนกลางและบนของเมียนมา อีกทั้งยังเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญอันดับ 2 รองจากเมืองย่างกุ้ง และที่สำคัญ มัณฑะเลย์กำลังก้าวขึ้นเป็น Super Gateway ที่เชื่อมไปยังจีนและอินเดีย ซึ่งเมื่อประกอบกับศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง ธุรกิจโลจิสติกส์ ตลอดจนการเป็นฐานการผลิตสินค้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ไม้ สิ่งทอ และสินค้าเกษตรแปรรูป ส่งผลให้ปัจจุบันการลงทุนจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้าสู่มัณฑะเลย์อย่างไม่ขาดสาย จึงเป็นที่คาดได้ว่ามัณฑะเลย์จะมีบทบาทโดดเด่นขึ้นเป็นลำดับในฐานะกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมียนมาให้เติบโตอย่างยั่งยืนนับจากนี้เป็นต้นไป
          นอกจากศักยภาพทางเศรษฐกิจของมัณฑะเลย์ที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นและมีส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจเมียนมาขยายตัวได้ในระดับ 7-8% แล้ว มัณฑะเลย์ยังมีความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการลงทุน โดยเฉพาะการมีโครงข่ายคมนาคมทางบกและทางน้ำเชื่อมสู่เมืองย่างกุ้ง รวมทั้งเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 สนามบินหลักของเมียนมา นอกจากนี้ ภายใต้แผนพัฒนาเครือข่ายคมนาคมแห่งชาติของเมียนมา ยังมีโครงการยกระดับเส้นทางรถไฟสายมัณฑะเลย์-เนปิดอว์-ย่างกุ้ง ซึ่งจะทำให้การเดินทางด้วยรถไฟระหว่างเมืองมัณฑะเลย์และเมืองย่างกุ้งลดเวลาลงจาก 16 ชั่วโมงในปัจจุบัน เหลือเพียง 8 ชั่วโมงเมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2566 รวมถึงยังมีอีกหลายโครงการที่เชื่อมเมืองมัณฑะเลย์สู่เมืองสำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะเมืองชายแดนที่เป็นประตูการค้าสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น เมืองมัณฑะเลย์ยังมีศักยภาพในด้านการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เชื่อมไปยังตลาดขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดียที่มีประชากรรวมกันราว 2,600 ล้านคน หรือเกือบ 40% ของประชากรทั้งโลก ซึ่งศักยภาพดังกล่าวทำให้เมืองมัณฑะเลย์กำลังได้รับการจับตามองในฐานะ Super Gateway ที่เชื่อมไปยังจีนและอินเดียภายใต้ยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมของทั้งจีนและอินเดีย กล่าวคือ นโยบาย One Belt, One Road ของจีนวางยุทธศาสตร์ให้เมียนมาเป็นประตูออกสู่มหาสมุทรอินเดียให้แก่มณฑลตอนในของจีน โดยเชื่อมโยงจากนครคุนหมิง เมืองหลวงของมณฑลยูนนาน ไปยังเมืองมูเซ เมืองชายแดนในรัฐฉานของเมียนมา ก่อนเข้าสู่เมืองมัณฑะเลย์และไปสิ้นสุดที่ท่าเรือน้ำลึกเจ้าผิวในรัฐยะไข่เพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ขณะที่อินเดียมีเส้นทาง IMT (India-Myanmar-Thailand) Trilateral Highway เชื่อมอินเดีย-เมียนมา-ไทย ตามนโยบายรุกตะวันออก (Act East) โดยเชื่อมโยงจากเมืองมอเร่ เมืองชายแดนในรัฐมณีปุระของอินเดีย เชื่อมไปยังเมืองทะมูเมืองชายแดนในเขตมัณฑะเลย์ของเมียนมา ลงมาทางใต้ผ่านเมืองมัณฑะเลย์ กรุงเนปิดอว์ และเมืองย่างกุ้ง ก่อนเข้าสู่ไทยที่จังหวัดตาก ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าเมืองมัณฑะเลย์เป็นจุดตัดสำคัญของทั้งสองเส้นทางหลักดังกล่าว ทำให้เมืองมัณฑะเลย์กำลังถูกจับตามองในฐานะศูนย์กลางการค้าการลงทุนสำคัญในการเชื่อมโยงกับจีนและอินเดียที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ อันจะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยหลายประการผ่าน 1) เส้นทางการค้าใหม่ (New Trade Route) เพื่อเจาะตลาดจีนและอินเดีย 2) ฐานการผลิตแห่งใหม่ (New Production Base) เพื่อป้อนสินค้าสู่ตลาดจีนและอินเดีย และ 3) แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ (New Tourist Destination) เพื่อขยายการลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร
          ปัจจุบันนักลงทุนท้องถิ่นและนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงนักลงทุนไทยเริ่มเข้าไปขยายการลงทุนในเมืองมัณฑะเลย์แล้ว โดยเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมมัณฑะเลย์ (Mandalay Industrial Zone) ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองมัณฑะเลย์ มีโครงการลงทุนมากกว่า 1,200 โครงการ อาทิ ธุรกิจเกษตรแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ไม้ ถลุงเหล็ก อาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในธุรกิจผลิตอาหารสัตว์และธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตร นอกจากนี้ การลงทุนในมัณฑะเลย์ยังมีแต้มต่อจากการมีต้นทุนโดยเฉพาะค่าเช่าที่ดินและค่าสาธารณูปโภคที่ต่ำกว่าเมืองย่างกุ้ง ประกอบกับการแข่งขันยังไม่รุนแรงนัก นักลงทุนไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเข้าไปขยายการค้าการลงทุนในช่วงที่เมืองมัณฑะเลย์กำลังเติบโต พร้อมทั้งใช้จุดแข็งของเมืองมัณฑะเลย์ในการเป็น Super Gateway เชื่อมโยงการค้าการลงทุนไปยังตลาดขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย

          สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนประชาสัมพันธ์ สำนักบริหาร EXIM BANK สำนักงานใหญ่
          โทร. 0 2271 3700, 0 2278 0047, 0 2617 2111 ต่อ 1141-6
 
 

ข่าวธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย+ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าวันนี้

ไอแบงก์ จับมือ EXIM สวทช. และ วว. เปิดโครงการ "HALAL BRIDGE Program 2026" ต่อยอดยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมฮาลาลไทยสู่ตลาดโลก

นางนุจรี ภักดีเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมในพิธีเปิดโครงการ "HALAL BRIDGE Program 2026" พร้อมด้วย นางสาวประเสริฐจิต ศรีนิลทา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ดร.รัชนีวรรณ กุลจันทร์ ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยมี ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP)

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาค... EXIM BANK ออกมาตรการอัดฉีดสินเชื่อหมุนเวียน หนุนผู้ส่งออกไทยฝ่าวิกฤต — นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EX...

นายจอมทรัพย์ โลจายะ ( ที่ 2 จากขวา )ประธา... SUPER ร่วมแสดงความยินดี EXIM Bank ครบรอบ 32 ปี ตอกย้ำพันธมิตรพลังงาน-การเงิน — นายจอมทรัพย์ โลจายะ ( ที่ 2 จากขวา )ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซุปเปอร์...

ฟิทช์ประกาศให้อันดับเครดิตพันธบัตรสกุลเงินบาท ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยที่ 'AAA(tha)'

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศให้อันดับเครดิตแก่พันธบัตรประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยหรือ EXIM ('AAA(tha)'/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ที่ 'AAA(tha)...

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไท... EXIM BANK เปิดตัว "หลักสูตร EXIM 2X รุ่นที่ 1 ปี 2568" ปั้น SMEs ไทยสู่เวทีการค้าโลก — ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดตัว "หลั...