เรียบเรียงโดย สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่เงินลงทุนของบริษัทไทยไปต่างประเทศ (Thai direct investment) มีมูลค่ามากกว่าเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย (Foreign direct investment) นำมาสู่คำถามว่า เศรษฐกิจไทยได้อะไรจากการออกไปลงทุนในต่างประเทศของบริษัทไทย มูลค่าเงินลงทุนในประเทศจะลดลงหรือไม่
ในมุมมองทางวิชาการ ผลงานวิจัยโดย รศ.ดร. ภวิดา ปานะนนท์ ชี้ให้เห็นว่า จากการศึกษาข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย "การลงทุนในต่างประเทศไม่ได้ส่งผลให้การลงทุนในประเทศลดลง และยังมีส่วนช่วยให้เกิดการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นในอีก 1 ปีหลังจากที่เกิดการลงทุนในต่างประเทศ" โดยกลไกที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศได้รับประโยชน์จากการลงทุนในต่างประเทศโดยตรงได้แก่ 1) การเปิดตลาดในต่างประเทศส่งผลให้การผลิตของ supply chain ในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย (vertical upgrading) 2) การลงทุนในต่างประเทศส่งผลให้เกิดกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มกับหน่วยงานในประเทศ (horizontal upgrading) การลงทุนในต่างประเทศจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะเศรษฐกิจระดับฐานรากก็ต่อเมื่อภาครัฐและภาคเอกชนมีความเข้าใจตรงกันโดยรัฐควรสนับสนุนให้เกิดการส่งผ่านผลประโยชน์จากการลงทุนในต่างประเทศของบริษัทขนาดใหญ่ให้มาถึงบริษัทขนาดกลางและเล็กในประเทศที่อยู่ใน supply chain เดียวกันให้สามารถพัฒนาไปพร้อมกับบริษัทขนาดใหญ่ กลไกนี้จะส่งผลดีมากกว่าการสนับสนุนเงินทุนแบบให้เปล่าเพื่อการลงทุนในต่างประเทศแก่บริษัทขนาดกลางและเล็ก
แนวคิดนี้สอดคล้องกับความเห็นของภาคเอกชนโดยคุณสุรงค์ บูลกุล เห็นว่าประเทศไทยมีขนาดเล็กเกินไปสำหรับบริษัทขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องขยายธุรกิจไปต่างประเทศซึ่งต้องเผชิญความเสี่ยงหลายประการ อาทิ ความเสี่ยงด้าน know how สำหรับการประกอบธุรกิจในต่างประเทศ ขาดกลยุทธ์การลงทุนในต่างประเทศ ความเสี่ยงด้าน know who สำหรับการหาพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ ตลอดจนกฎ กติกา วิถีในการทำธุรกิจในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันอย่างมาก ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องยากสำหรับบริษัทขนาดกลางและเล็ก ดังนั้นบริษัทขนาดกลางและเล็กจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันสำหรับการไปลงทุนในต่างประเทศโดยจะต้องมีพันธมิตรเป็นบริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้นำในการลงทุนในต่างประเทศ นอกจากนี้ควรกำหนดยุทธศาสตร์การลงทุนในต่างประเทศในระดับกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมและในระดับประเทศ หากอุตสาหกรรมใดที่มีศักยภาพในการลงทุนในต่างประเทศและจะทำให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ supply chain ที่อยู่ในประเทศ อุตสาหกรรมนั้นควรได้รับการสนับสนุนให้ลงทุนในต่างประเทศ
แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีขนาดเล็กเกินไปสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทจึงขยายธุรกิจไปต่างประเทศ และอาจส่งผลให้การลงทุนในประเทศลดลง แต่หากทำให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจในการลงทุน ภาคเอกชนจะเพิ่มการลงทุนในประเทศ แนวคิดดังกล่าวเป็นมุมมองของภาครัฐโดย ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร ที่สนับสนุนให้ภาคเอกชนลงทุนทั้งในและต่างประเทศโดยรัฐมีบทบาทในการสนับสนุนการลงทุนในประเทศด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการลงทุน เช่นการพัฒนา Eastern Economic Corridor ที่จะเชื่อมไทยเข้ากับภูมิภาค ในส่วนการลงทุนในต่างประเทศไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แต่บริษัทจำนวนมากที่ลงทุนในต่างประเทศยังลงทุนใน low value supply chain เช่น การผลิต การหาวัตถุดิบ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับการจับปลาเล็ก (catch small fishes) หากภาครัฐจะส่งเสริมควรส่งเสริมให้ลงทุนด้วยกลยุทธ์ catch big fishes โดยลงทุนใน high value supply chain เช่น การวิจัยและพัฒนา การสร้างแบรนด์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการยกระดับบริษัทผู้ลงทุนเอง และผลดีต่อเศรษฐกิจในประเทศโดยการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากประสบการณ์ในต่างประเทศ
ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เศรษฐกิจไทยน่าสนใจสำหรับการลงทุนควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในต่างประเทศในรูปแบบที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในประเทศผ่านความเชื่อมโยงภายใน supply chain หรือในกลุ่มอุตสาหกรรมจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันในทุกระดับ
"KJL" กางแผนปี 69 ตั้งเป้ารายได้แตะ 1.3 พันลบ. เสริมเครือข่ายขายทั่วประเทศ รุกอุตสาหกรรม Data Center และ พลังงานสะอาด
ONEE โชว์ศักยภาพงาน Oppday เผยผลประกอบการปี 68 รายได้พุ่งทะลุ 7,316 ล้านบาท กำไร 448 ล้านบาท
ORN ขานรับโครงการ JUMP+ ยกระดับมาตรฐานองค์กร
SMO โชว์ศักยภาพในงาน Opportunity Day Year End 2025 กางแผนขยายกำลังผลิต ดันศักยภาพเติบโตระยะยาว
L&E นำเสนอผลประกอบการปี 2568 เปิดแผนธุรกิจปี 69 ตั้งเป้าโต 15-20% ตุน Backlog กว่า 1.3 พันลบ.
"MEDEZE" โชว์ผลงานใน Opportunity Day Year End 2025 มุ่งสร้าง New S-Curve จาก ATMPs
กรุงไทยเดินหน้าขยายโอกาสลงทุนต่างประเทศเตรียมเปิดขาย 12 DR ตัวใหม่ อ้างอิงหุ้นจีน A-Shares และหุ้นเมกะเทรนด์ชั้นนำ ดีเดย์ 11 มี.ค.นี้
ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น (QUICK) นำเสนอข้อมูลบริษัทต่อ ก.ล.ต. และ ตลท. เดินหน้า IPO 32 ล้านหุ้น ในตลาด mai ชูธง Digital Transformation Partner ครบวงจร
ทีทีบี เดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 วงเงิน 9,614 ล้านบาท และเตรียมขออนุมัติจาก AGM เพื่อขยายโครงการซื้อหุ้นคืน โดยเพิ่มเพดานวงเงินรวมขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท และทำต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571