CRDลุยงานเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน หลังรับสร้างระบบผลิตก๊าซ CBG พร้อมประกาศงบไตรมาส 1/61 กำไรเพิ่ม – รายได้ 290.86 ล้านบาท

14 May 2018
บมจ.เชียงใหม่ริมดอย เดินหน้าลุยงานด้านเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานเพิ่ม หลังเซ็นสัญญารับงานสร้างต้นแบบระบบผลิตก๊าซไบโอมีเทน หรือ CBG ที่ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมเตรียมร่วมมือ 4 พันธมิตรยื่นซองประมูลก่อสร้างระบบหมักก๊าซชีวภาพจากขยะในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท คาดได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ ชี้มองเห็นโอกาสในการเพิ่มช่องทางหารายได้ ด้านผลงานไตรมาส 1 ปี 2561 กำไร 8.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.01% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากต้นทุนการก่อสร้างลด ส่วนรายได้ 290.86 ล้านบาท ลดลง 10.95% เหตุหมดสัญญางานบริการจัดเก็บและกำจัดขยะมูลฝอย ผู้บริหารแจงมี Backlog ตุนไว้กว่า 849 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 2 งานเอกชนรอเซ็นสัญญาอีกเพียบ มั่นใจปีนี้งานภาคเอกชนสัดส่วนขยับขึ้นเป็น 60% ตามแผน พร้อมเดินหน้าประมูลงานรัฐต่อ หวังรายได้เข้าเป้า 1,600 ล้านบาท
CRDลุยงานเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน หลังรับสร้างระบบผลิตก๊าซ CBG พร้อมประกาศงบไตรมาส 1/61 กำไรเพิ่ม – รายได้ 290.86 ล้านบาท

นายธีรพัฒน์ จิรพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่ริมดอย จำกัด (มหาชน) หรือ CRD ผู้ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างทั่วไปประเภทต่างๆ และการรับเหมาก่อสร้างงานระบบสาธารณูปโภค เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการเซ็นสัญญางานสร้างต้นแบบระบบผลิตก๊าซไบโอมีเทน (CBG) พร้อมติดตั้ง ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มูลค่างาน 52.68 ล้านบาท เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างการร่วมกับพันธมิตร 4 รายที่มีความเชี่ยวชาญในหลายสาขาเพื่อเข้าร่วมยื่นประมูลการก่อสร้างระบบหมักก๊าซชีวภาพจากขยะในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ประจำปี 2561 ว่า บริษัทมีรายได้รวมที่ 290.86 ล้านบาท ลดลง 10.95% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2560 ที่มีรายได้ 326.61 ล้านบาทเนื่องจากโครงการรับเหมาขนาดใหญ่ทยอยจบโครงการลง รวมถึงงานให้บริการจัดเก็บและกำจัดขยะมูลฝอยที่สิ้นสุดลงเมื่อไตรมาส 3/2560 ขณะที่รายได้ดังกล่าวแบ่งเป็นรายได้จากโครงการต่อเนื่อง 275.98 ล้านบาท และรายได้จากโครงการใหม่ 14.88 ล้านบาท ที่เหลือเป็นรายได้อื่น 2.53 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจากดอกเบี้ยเงินฝากที่เพิ่มขึ้น

ส่วนกำไรสุทธิในไตรมาสนี้อยู่ที่ 8.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.01% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7.74 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทสามารถควบคุมต้นทุนโครงการได้ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมเท่ากับ 2.74% เช่นเดียวกับกำไรขั้นต้นที่อยู่ที่ 26.40 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้รวมจากการดำเนินงาน เท่ากับ 9.08% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน

"รายได้ในไตรมาส 1 ที่ลดลง เนื่องจากบริษัทไม่มีรายได้จากงานให้บริการจัดเก็บและกำจัดขยะมูลฝอยเหมือนไตรมาส 1 ปีก่อน เพราะหมดสัญญา แต่หากพิจารณาในส่วนของกำไรสุทธิมีการเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยที่ผ่านมาบริษัทพยายามหารายได้จากความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ เช่น โครงการเทคโนโลยีบริหารจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจรมูลค่า 72.6 ล้านบาท จากสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ที่แล้วเสร็จ มาจนถึงการสร้างต้นแบบระบบผลิตก๊าซไบโอมีเทน(CBG)พร้อมติดตั้งที่เพิ่งได้รับมา ซึ่งเชื่อว่ามีส่วนมาช่วยชดเชยโครงการที่สิ้นสุดสัญญา รวมถึงโครงการเกี่ยวกับการจัดการขยะเป็นพลังงานที่อยู่ระหว่างยื่นซองประมูลที่จะช่วยสนับสนุนให้บริษัทเพิ่มช่องทางการหารายได้ที่มากขึ้นอย่างแน่นอน" นายธีรพัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2 บริษัทมีงานเอกชนอยู่ระหว่างการรอเซ็นสัญญา ขั้นตอนการเจรจา และเสนอราคาก่อสร้างอีกหลายโครงการนอกเหนือจากงานที่เซ็นสัญญาไปก่อนหน้านี้ อาทิ งานก่อสร้างอาคาร 2 ชั้น ของบริษัท ครัวการบินกรุงเทพเชียงใหม่ จำกัด. และงานเสาเข็มโรงเรียนนานาชาติ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานที่ยังไม่ส่งมอบทั้งภาครัฐบาล และเอกชนในมือ (Backlog) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561 อยู่ที่ 849.14 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่าในภาพรวมของปีนี้จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยคาดหวังจะมีรายได้ประมาณ 1,600 ล้านบาท เช่นเดียวกับสัดส่วนรายได้ที่จะมาจากงานเอกชนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 60%ตามเป้าหมาย จากปีก่อนที่ 15% ต่อเนื่อง จากอานิสงส์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ปรับตัวมากกว่าปีที่ผ่านมา ประกอบกับเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว เช่นเดียวกับงานราชการที่ดำเนินการเข้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับบริษัทในระยะยาว ขณะเดียวกัน บริษัทจะไม่หยุดแสวงหาโอกาสใหม่ๆในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อหาแนวทางการทำงาน และศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อบริษัทและลูกค้าให้มากที่สุด