กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เร่งผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีความรู้ความเข้าใจในด้านระบบบัญชีและการเงิน โดยเฉพาะการทำบัญชีเดียว พร้อมชี้ประสิทธิภาพทางธุรกิจ 4 ข้อที่ได้จากการทำบัญชีเดียว ได้แก่ 1. ความสามารถในการวิเคราะห์ธุรกิจ 2.โอกาสในการขอสินเชื่อจากสถาบันทางการเงิน 3.การลดหย่อนภาษี 4.การลดความเสี่ยงต่อการประเมินภาษีย้อนหลัง นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการ "เสริมแกร่ง SMEs รอบรู้การเงิน" ซึ่งมุ่งสร้างองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 15 จังหวัดในการจัดทำระบบบัญชีเดียว เพื่อลดความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจและเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเปลี่ยนมาใช้ระบบบัญชีชุดเดียวไม่น้อยกว่า 300 กิจการ และคาดว่าจะสามารถมีรายได้เข้าสู่ระบบประมาณ 600 ล้านบาท พร้อมส่งผลให้รัฐบาลลมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น
นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นอกจากการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรู้จักและเข้าถึงกระบวนการทำธุรกิจด้วยวิธีใหม่ๆแล้ว ปัจจุบัน กสอ.ยังมุ่งผลักดันให้ผู้ประกอบการได้มีความรู้ความเข้าใจในด้านระบบบัญชีและการเงิน เนื่องจากขณะนี้ยังมีเอสเอ็มอีจำนวนมากที่ยังขาดทักษะทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะต้องเร่งกระตุ้นและสร้างความตระหนักให้ได้เห็นประโยชน์ในการปรับปรุงระบบบัญชีและการเงินของกิจการ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้ด้วยประสิทธิภาพอันสูงสุด โดยหนึ่งในมาตรการที่ขณะนี้กำลังเร่งผลักดันอย่างจริงจังก็คือ การสนับสนุนให้เอสเอ็มอีจัดทำบัญชีเดียว จากเดิมที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะมีหลายบัญชี ซึ่งจากการที่ธุรกิจมีหลายบัญชีจะส่งผลเสียในระยะยาว
นายกอบชัย กล่าวต่อว่า การจัดทำบัญชีเดียวนับว่าเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ เพราะการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและตรงกับข้อเท็จจริงของธุรกิจ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการทำธุรกรรมการเงินให้กับกิจการ ส่งผลให้การทำธุรกรรมและการบริหารเงินของผู้ประกอบการเป็นไปอย่างรวดเร็ว คล่องตัว และเกิดประสิทธิภาพ และทำให้เกิดความเสี่ยงน้อยลง รวมทั้งภาครัฐสามารถให้ความช่วยเหลือกับผู้ประกอบการได้ตรงจุด และตรงต่อความต้องการของผู้ประกอบการ เพราะมองเห็นภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงและชัดเจน นอกจากนี้ ในภาพรวมยังพบอีกว่าเอสเอ็มอีที่มีการใช้ระบบัญชีเดียวส่วนใหญ่ยังสามารถบริหารธุรกิจได้มีประสิทธิภาพ 4 ด้านประกอบด้วย
- ความสามารถในการวิเคราะห์ธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการจะไม่เกิดความสับสนว่าบัญชีเล่มไหนคือเล่มจริง และทำให้เห็นสภาพความเป็นจริงของสภาพคล่องทางธุรกิจว่าสินค้าหรือบริการประเภทใดที่สามารถทำกำไรให้กับตนได้เป็นอย่างดีพร้อมนำไปวางแผนการบริหารจัดการได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดระยะเวลาในการตกแต่งบัญชี เพื่อเข้าสู่กระบวนการทางธุรกิจอื่นๆที่สำคัญกว่าได้อีกด้วย
- โอกาสในการขอสินเชื่อกับธนาคาร ซึ่งการมีบัญชีเดียวจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และสะท้อนสถานะทางการเงินของธุรกิจอย่างแท้จริง ทำให้มีโอกาสในการขอสินเชื่อได้มากขึ้น เพราะเมื่อธนาคารได้เห็นข้อมูลของธุรกิจที่ถูกต้องและเป็นจริง ธนาคารก็จะสามารถพิจารณาสินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจได้ และในอนาคตธนาคารจะพิจารณาสินเชื่อจากบัญชีของธุรกิจที่ใช้ยื่นกับกรมสรรพากรเท่านั้น
- การลดหย่อนภาษี ค่าใช้จ่ายบางรายการที่ปรากฏบนบัญชีเดียว เช่น การลงทุนด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรมพนักงาน ค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการ กิจกรรมเหล่านี้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดด้านกำไรสุทธิบางประการที่หากตรวจสอบแล้วว่าเกิดจากบัญชีชุดเดียว กรมสรรพากรยังมีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกด้วย
- ไม่มีความเสี่ยงต่อการประเมินภาษีย้อนหลัง เนื่องจากบัญชีมีการให้ข้อมูลที่เป็นจริง ทำให้เกิดความโปร่งใสในด้านตัวเลขที่เป็นผลการค้าและกำไร ซึ่งแต่ละธุรกิจก็จะไม่ต้องเข้าสู่การประเมิน ตรวจสอบ ไต่สวน หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้องใดๆ เนื่องจากไม่มีการส่อถึงการหลบเลี่ยงภาษี
นายกอบชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้มาตรการพิเศษของรัฐบาลในการขับเคลื่อน SMEs สู่ยุค 4.0 ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดทำโครงการ "เสริมแกร่ง SMEsรอบรู้การเงิน" ขึ้น โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่สร้างองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการทำธุรกิจ โดยเน้นการจัดทำระบบบัญชีเดียว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจ และเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป ธนาคารพาณิชย์จะพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ โดยพิจารณาจากหลักฐานบัญชีเล่มที่ใช้ยื่นต่อกรมสรรพากรเท่านั้น
โดยโครงการดังกล่าว กำหนดจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศแนะนำโครงการทั้งหมด 15 ครั้ง ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรสาคร สงขลา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี ระยอง พระนครศรีอยุธยา สระบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น และเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการจะมีไม่น้อยกว่า 3,500ราย พร้อมเกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญ เปลี่ยนมาใช้ระบบบัญชีชุดเดียวและนำไปปฏิบัติใช้ในองค์กรได้จำนวนไม่น้อยกว่า 300 กิจการ นอกจากนี้ยังคาดว่าจะสามารถมีรายได้เข้าสู่ระบบประมาณ 600 ล้านบาท และส่งผลให้รัฐบาลมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น และเงินภาษีเหล่านั้นจะนำกลับมาพัฒนาประเทศได้ต่อไป
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ (กม.) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2202 4521,0 2202 4489 หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th
"ดีพร้อม" หนุน SMEs ไทย สร้างแต้มต่อใหม่ผ่านบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก
"ดีพร้อม สมาร์ท มูฟ" ซอฟต์แวร์ใหม่ช่วย SMEs ไทย บริหารโลจิสติกส์ ปิดปัญหาต้นทุน ช่วยบริหารขนส่งด้วยนวัตกรรมเอไอ พร้อมเปิดทาง ผปก. สู่ยุคสมาร์ทดิจิทัล ดาวน์โหลดใช้ฟรี ก.ย. นี้
มิติใหม่ของ Sky Experience!! "ดีพร้อม x ไทยแอร์เอเชีย"เชื่อมครัวชุมชนสู่ประสบการณ์ความอร่อยบนเครื่อง ติดอาวุธผู้ประกอบการในแคมเปญ "ครัวดินสู่ฟ้า"
ดีพร้อม ชู 'ครีเอทีฟ สแน็ค' ดันอุตฯ ขนมขบเคี้ยวไทยโตตามเทรนด์บริโภค หนุนแปลงร่างวัตถุดิบเกษตรรับดีมานด์ขนมเพื่อสุขภาพ
ดีพร้อม..ชวนชม E-Catalog ผลลัพธ์ โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และต่อยอดมูลค่าหัตกรรมผ้าทอไทยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ (DIPROM Thai Weave, Trendy Vibe)
ดีพร้อม โชว์ผลสำเร็จ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนด้านสิ่งทอ-แฟชั่นไลฟ์สไตล์ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ตอบโจทย์ตลาดยุค 5.0
DIPROM ปลุกพลัง "Thai Weave, Trendy Vibe" หนุนผู้ประกอบการพัฒนาผ้าศิลปาชีพสู่แฟชั่นสร้างสรรค์
ดีพร้อม ชวนสนับสนุนดีไซเนอร์ไทย ชมแฟชั่นโชว์ผ้าทอไทยดีไซน์เก๋
"กระทรวงอุตฯ" เดินหน้าหนุนซอฟต์พาวเวอร์ไทยกลุ่มอาหาร ปั้น 20,000 เชฟมืออาชีพ ปลุกตลาดอาหารสร้างสรรค์ - พรีเมียม