น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะใกล้ถึงกำหนดวันที่สหรัฐฯเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ คว่ำบาตรอิหร่าน (4 พ.ย.) และมีหลายประเทศส่งสัญญาณลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านซึ่งจะส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบโลกตึงตัวมากขึ้น
รวมถึง ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ก.ย.61 และไตรมาส 3/2561 มีการขยายตัวจากอุปสงค์ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยการบริโภคภาคเอกชนยังคงส่งสัญญาณบวกจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งและการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยังขยายตัวได้ดี โดยยังคงคาดการณ์ GDP ไทยปี 61 โต 4.5% แม้ปรับลดส่งออกเหลือโต 8% และคาดการณ์ว่าที่ประชุมครม.สัญจรจะเตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงปลายปี
ส่วนปัจจัยด้านลบที่ยังคงกดดันการลงทุนอยู่ในช่วงนี้ อาทิ ประเด็นความกังวลหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มยูโรโซนกลับมาอีกหลังจากรัฐบาลอิตาลีจัดทำงบประมาณขาดดุลที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้ทั้ง S&P และมูดี้ส์ ต่างประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลี ประกอบกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังไม่จบและส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และ Fund Flow ยังคงไหลออก นักลงทุนต่างชาติมีสถานะขาย YTD ขาย 2.7 แสนล้านบาท
สำหรับปัจจัยที่น่าจับตาในสัปดาห์นี้ ได้แก่ วันที่ 30 ต.ค. อียู เปิดเผย ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ GDP ไตรมาส 3 (ประมาณการเบื้องต้น) ส่วนสหรัฐฯ เปิดเผย ดัชนีราคาบ้านเดือนส.ค. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค., วันที่31 ต.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย, ธนาคารกลางญี่ปุ่นประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ย, อียู เปิดเผย อัตราเงินเฟ้อเบื้องต้นเดือนต.ค. และอัตราว่างงานเดือนก.ย.,สหรัฐฯ เปิดเผย ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนต.ค. และสต็อกน้ำมัน
นอกจากนี้ ยังคงต้องจับตาในช่วงต้นเดือนพ.ย. ธปท.ประกาศหลักเกณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย และในวันที่ 1 พ.ย. จีน เปิดเผย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนต.ค.,ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ประชุมนโยบายการเงิน สหรัฐฯ เปิดเผย จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนต.ค. และดัชนีภาคการผลิตเดือนต.ค., วันที่ 4 พ.ย. กำหนดวันที่สหรัฐฯเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ คว่ำบาตรอิหร่าน วันที่ 6 พ.ย. วันเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา กลางเทอมของสหรัฐฯ และในวันที่ 7-8 พ.ย. กำหนดประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ
ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ผันผวนในกรอบ 1,600-1,650 จุด โดยแนะนำเก็งกำไรในหุ้น "Low Beta, High Dividend" ซึ่งคัดสรรจากหุ้นที่มีค่า Beta ต่ำกว่า 1 และ Dividend Yield มากกว่า 5% ได้แก่ ANAN, PSH, QH, ASK, TISCO, KKP, SPRC, TOP และ TKSรวมถึงหุ้นที่ได้อานิสงส์จากเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องหนุนกลุ่มส่งออก แนะนำ CPF, SVI, XO และ KCE
ด้านแนวทางการลงทุนในทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ปัจจัยจากสงครามการค้าโลกยังคงเป็นตัวหนุนให้มีการโยกเงินมาลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะทองคำ ประกอบกับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทั้งจากประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับซาอุดิอาระเบีย และจากการที่สหรัฐฯบีบให้นานาชาติคว่ำบาตรอิหร่าน ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมของกองทุนทองคำ SPDR กลับมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แต่อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำโดยรวมยังคง มีแรงกดดันของเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มแข็งค่า ทำให้ราคาทองคำในรูปสกุลเงินดอลลาร์ค่อย ๆ แกว่งตัวขึ้น ในขณะที่เงินบาทที่อ่อนค่าอย่างรวดเร็วได้ช่วยหนุนราคาทองคำในประเทศทะยานขึ้นต่อเนื่อง
ดังนั้นประเมินกรอบการลงทุนทองคำในสัปดาห์นี้อยู่ระหว่าง 1,215–1,250 ดอลลาร์ แนะนำให้เน้น swing long ในกรอบดังกล่าว หากราคาทะยานขึ้นเหนือ 1,250 ดอลลาร์ ผู้ที่ถือเล่นรอบระยะกลางควรปิดทำกำไร และหากราคาหลุดลงต่ำกว่า 1,215 ดอลลาร์ แนะนำปรับมาเล่น swing short
SCB FM มองเงินบาทในระยะสั้นอาจเคลื่อนไหว Sideways ส่วนในระยะกลาง มองว่าแรงกดดันด้านแข็งค่าจะยังมีต่อเนื่อง
กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ ระบุ เงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยหลัง กนง. ประกาศลดดอกเบี้ย คาดการณ์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets) ค่าเงินบาทประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2568
ไทยถูกปรับ Credit rating outlook ลงมาเป็นลบ กดดันเงินบาทอ่อนค่า SCB FM มองเงินบาทในกรอบ 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์ ปลายปี
SCB FM มองเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อจากดัชนีเงินดอลลาร์อ่อนค่า แต่การเมืองไทย และภาษีนำเข้าของทรัมป์ อาจทำให้บาทอ่อนค่าในบางช่วง
SCB FM มองเงินบาทแข็งค่าจากปัจจัยต่างประเทศ ในระยะต่อไป คาดว่าอาจแข็งค่าต่อได้ แต่ต้องจับตาการขึ้น Tariffs ที่อาจทำให้อ่อนค่าบางช่วง