เครือข่ายปกป้องสิทธิสิ่งแวดล้อมของชุมชนเรียกร้องผู้นำอาเซียน ยุติการค้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

          ในขณะที่การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 34 ซึ่งมีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพภายใต้แนวคิด "ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน" (Advancing Partnership for Sustainability) กำลังจะเริ่มขึ้น กลุ่มปกป้องสิทธิสิ่งแวดล้อมของชุมชนจากมาเลเซีย ฟิลิปปินส์และไทยรวมพลังเรียกร้องให้บรรดาผู้นำอาเซียนกำหนดนโยบายระดับภูมิภาคที่ชัดเจนและก้าวหน้าในการห้ามการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนของขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ทะลักเข้าสู่ภูมิภาค และควบคุมการผลิตและการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่เป็นรูปธรรม
          ข้อเรียกร้องมีขึ้นในการแถลงข่าวที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศและกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำเสนองานวิจัยและข้อเสนอเชิงนโยบายว่าด้วยวิกฤตการนำเข้าของเสียที่ประเทศไทยและประเทศต่างๆ ในอาเซียนกำลังเผชิญอยู่ ทั้งสององค์กรระบุว่า น่าตกใจที่ต้องหยิบยกให้เห็นถึงความล้มเหลวของประชาคมอาเซียนที่ไม่นำประเด็นการค้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในวาระด่วนของการประชุมสุดยอดครั้งนี้
          เลอา เกเรโร ผู้อำนวยการประจำประเทศฟิลิปปินส์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า
"น่าเศร้าที่ภูมิภาคอาเซียนยังคงเป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนย้ายกากของเสียของประเทศต่างๆ มากำจัดทิ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมาตรการห้ามนำเข้าขยะพลาสติกของจีนเมื่อปี พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา การค้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายในนามของการ "รีไซเคิล" หรือ "การใช้ประโยชน์"ของวัสดุที่เป็นวัตถุดิบ แต่กากของเสียที่นำเข้ามาส่วนใหญ่มีปลายทางที่หลุมฝังกลบหรือถูกนำไปเผาในพื้นที่ที่ผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ"
          ในเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย 'ต่อกรการค้าขยะพลาสติกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้' [1] กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หยิบยกให้เห็นว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ ณ จุดผลิกผัน เมื่อพิจารณาถึงความเชี่ยมโยงของการค้ากากของเสีย หลายประเทศในอาเซียนทะยอยออกมาตรการห้ามนำเข้าและมีคำสั่งให้ส่งกากของเสียกลับไปยังประเทศต้นทาง
          ขณะเดียวกัน รายงานการศึกษาการนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ระหว่างปี 2557-2561(มิ.ย. 62) [2] โดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุถึงการนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์มายังประเทศไทยมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 และส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชุมชนดั้งเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตจังหวัดที่เข้าถึงได้ง่ายจากท่าเรือน้ำลึก
          เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ อธิบายว่า "เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผิน ผู้นำรัฐบาลอาจเห็นนี่คือโอกาสของการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายคือความเสียหายต่อสุขภาพ น้ำสะอาดและผืนดินที่ใช้ในการดำรงชีวิต เหล่านี้เป็นราคาที่ไม่อาจประเมินได้ หากผู้นำอาเซียนยอมรับถึงความรับผิดชอบในการพัฒนาความมั่นคงที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียวตามพันธกิจของอาเซียนที่มีต่อระเบียบวาระ พ.ศ. 2573(Agenda 2030) โดยที่ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" นั่นหมายถึงว่า การนำเข้ากากของเสีย(ขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์) เข้ามาในภูมิภาคในนามของการพัฒนาก็ควรจะต้องยุติลงทันที"
          นอกจากนี้ กรีนพีซเดินหน้ารณรงค์ออนไลน์ "อาเซียนไม่ใช่ถังขยะโลก" [3] เพื่อเปิดให้สาธาณะชนร่วมเรียกร้องต่อผู้นำอาเซียนกอบกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกตามข้อเสนอต่อไปนี้
          - ประเทศสมาชิกอาเซียนทำงานร่วมกันเพื่อบังคับใช้การห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ในระดับภูมิภาค รวมถึงกากของเสียที่นำเข้ามาในนามของการ "รีไซเคิล" โดยรับรองว่าประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดจะให้สัตยาบันในข้อแก้ไขการห้ามส่งออกของเสียอันตรายภายใต้อนุสัญญาบาเซล (Basel Ban Amendment) เพื่อป้องกันการเล็ดลอดข้ามพรมแดนของกากของเสียอันตราย[4]
          - สร้างนโยบายระดับภูมิภาคแบบองค์รวมที่มุ่งสู่การลดการผลิตผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างมีนัยสำคัญและเอื้อให้เกิดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำและระบบทางเลือกในการจัดส่งและกระจายสินค้า
          - ผลักดันกรอบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีความยั่งยืนและเป็นธรรมบนพื้นฐานของแนวทางขยะเหลือศูนย์ (zero waste)ที่ปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึ่งพาแบบแผนการถลุงใช้ทรัพยากร การผลิต การบริโภคและการเกิดของเสียอย่างไร้ขีดจำกัด
          "นี่คือความท้าทายร่วมกันของอาเซียน สมาชิกอาเซียนทุกประเทศต้องออกแถลงการณ์ร่วมกันอย่างเร่งด่วนเพื่อยุติการนำเข้าขยะพลาสติกเข้ามาในภูมิภาค และวางระบบเพื่อสนับสนุนโลกที่ยั่งยืน ปราศจากพลาสติกใช้ครั้งเดียวทั้ง" เฮง เคียะ ชุน - ผู้ประสานงานรณรงค์ กรีนพีซ มาเลเซียย้ำ
          หมายเหตุ :
          [1] รายงาน "ต่อกรการค้าขยะพลาสติกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อประเทศสมาชิกอาเซียน" สามารถดาวน์โหลดที่ www.greenpeace.or.th/report/southeast-asias-struggles-against-the-plastic-waste-trade.pdf
          [2] รายงาน"รายงานการศึกษาการนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ระหว่างปี 2557-2561(มิ.ย. 62)" สามารถดาวน์โหลดที่http://www.earththailand.org/en/document/76
          [3] ร่วมลงชื่อรณรงค์ "อาเซียนไม่ใช่ถังขยะโลก" https://act.greenpeace.org/page/44108/petition/1
          [4] เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา ประเทศภาคีอนุสัญญาบาเซลลงมติรับรองการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรวมกากของเสียพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิล ที่ผสมปนกันและปนเปื้อนเข้าไปในรายการภายใต้อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน โดยกำหนดให้ประเทศที่ส่งออกขยะพลาสติกต้องได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากประเทศปลายทาง และต้องมีกระบวนการกำจัดกากของเสียที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ภายใต้การรับรองโดย 187 ประเทศภาคี ข้อแก้ไขดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อีก 1 ปีข้างหน้า ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานไตรภาคีที่เรียกว่า "ความร่วมมือว่าด้วยขยะพลาสติก" อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงกดดันของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าขยะพลาสติก ภาคประชาสังคมนั้นมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและติดตามการทำงานของคณะทำงานและประเทศภาคีสมาชิก ตลอดจนผลประโยชน์ภาคเอกชนที่มีความซับซ้อนให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อบังคับ
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ :
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ อีเมล: [email protected] โทร. +66816117473


ข่าวขยะอิเล็กทรอนิกส์+การประชุมสุดยอดวันนี้

โฮมโปร ตัวจริงที่ทำ Circular Economy ครบวงจร ยกระดับสู่ "มาตรฐานใหม่การใช้ชีวิต" ที่กำลัง 'เปลี่ยน' พฤติกรรมคนไทยสู่การใช้ชีวิตยั่งยืน

โฮมโปร ผนึก เอสซีจี และพันธมิตรแบรนด์กว่า 300 แบรนด์ จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 25,621 ตัน พร้อมส่งมอบสินค้ารักษ์โลกกว่า 8.5 ล้านชิ้นสู่ผู้บริโภค ตอกย้ำเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 445,899 ตันต่อปี แต่มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี สะท้อนถึงความท้าทายสำคัญของช่องว่างระบบการจัดการของเสีย ที่ภาคธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้านสามารถเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหาได้โดยตรง "โฮมโปร" ในฐานะผู้นำธุรกิจ Home Solution