อุตฯ – คมนาคม ผนึกกำลังเสริมแกร่งภาคการผลิตไทย เตรียมดึงโมเดลโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตญี่ปุ่น ตั้งเป้าดันแบรนด์อิมเมจ “เมดอินไทยแลนด์” เทียบชั้น “เมดอินเจแปน” - newswit.com
นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานด้านหนึ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือการส่งเสริมภาคการผลิตไปสู่ 4.0 ซึ่งมุ่งผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยแนวทางดังกล่าวนอกจากจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมแล้ว ยังเป็นกลไกที่มีส่วนในการพัฒนาประเทศไทยให้มีความเท่าเทียมกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ และสำหรับปัจจัยสำคัญที่ภาคการผลิตต้องให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจในปีถัดไปนั้นประกอบด้วย การพัฒนาศักยภาพแรงงาน เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา การส่งเสริมการตลาดควบคู่การผลิต การมีแผนงานและระบบเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการความเสี่ยง การคิดค้น และนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการผลิต การติดตามสถานการณ์การค้าและอุตสาหกรรมในระดับมหภาค
- การนำระบบเทคโนโลยีและดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้คนเมือง ระดับหัวเมือง และส่วนอื่นๆ เช่นนักท่องเที่ยว ได้รับข้อมูลข่าวสารสำหรับการเดินทางที่เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังจะต้องมีการแบ่งปันข้อมูล (บิ๊กดาต้า) เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน การสร้างผลประโยชน์ร่วมกันในรูปแบบเศรษฐกิจแบ่งปันหรือ Sharing Economy และยกระดับให้การเดินทางมีความสมบูณณ์แบบมากขึ้น
- ระบบขนส่งที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเป็นสิ่งที่หลายๆประเทศทั่วโลกกำลังดำเนินนโยบายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถยนต์ไฟฟ้า การขนส่งระบบราง การใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการเติบโตที่ยั่งยืน
- การมีระบบคมนาคมที่มีความทนทานต่อสภาวะต่างๆ เช่น อุทกภัย แผ่นดินไหว หรือภัยธรรมชาติต่างๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมักก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง โดยในการพัฒนาด้านดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการสร้างความต่อเนื่องให้กับกิจกรรมการเดินทาง การขนส่ง และที่เกี่ยวข้องในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยถือว่ายังมีจุดด้อยในเรื่องนี้
- การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านคมนาคม โดยเฉพาะที่มีทักษะด้านวิศวกรรม และทักษะด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี เพื่อลดการพึ่งพาบุคลากรกลุ่มดังกล่าวจากต่างประเทศ โดยภาครัฐและภาคเอกชนยังจำเป็นจะต้องมีการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณสมบัติในด้านคมนาคมขั้นสูง เช่น วิศวกรระบบราง ช่างเทคนิค วิศวกรด้านระบบอุโมงค์ใต้ดิน วิศวกรด้านการวิเคราะห์ระบบ ฯลฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมไทยให้ดียิ่งขึ้น
- การมีระบบขนส่งขนาดรองที่เหมาะสมกับเมือง เช่น รถบัส โมโนเรล ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิต เช่น ที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน สถานศึกษา สถานพยาบาล และบริการสาธารณะอื่นๆ เพื่อให้การใช้ชีวิตง่ายยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม JMA เชื่อมั่นว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม และในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานของไทยแข็งแกร่งได้เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกในเรื่องความสมบูรณ์แบบของระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค โดยยังจะช่วยให้รู้วิธีการจัดการกับการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ระบบขนส่ง ถนน อุโมงค์ สะพาน รถไฟ ฯลฯ ที่ญี่ปุ่นมีการใช้งานมากว่า 50 ปีแต่ยังมีความคงทนและฟื้นฟูได้รวดเร็ว และสามารถรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ประสบครั้งแล้วครั้งเล่า นอกจากนี้ ยังจะมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี อาทิ เซ็นเซอร์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ IoT ฯลฯ มาร่วมจัดแสดงและให้ความรู้ การประชุมสัมมนา ตลอด 3 วันการจัดงาน และจะมีการบรรยายและการนำเสนอกรณีศึกษาต่างๆ ที่จะช่วยผลักดันให้ทุกภาคส่วนปรับตัวให้เข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อให้ทันต่อการแข่งขันในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก
สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เอ็กซโปซิส จำกัด โทรศัพท์ 02 – 5590856 อีเมล์ [email protected]