“วิตามิน” ไม่ใช่ “ยา” ความคล้ายที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด ไบโอฟาร์ม แนะใช้ให้ถูกวิธีเพื่อสุขภาพที่ดีและปลอดภัย

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

ร่างกายของคนเรา มีสารต่าง ๆ ประกอบอยู่ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน น้ำตาล วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ การได้รับ “วิตามิน” ที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะวิตามินสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต แตกต่างกับ “ยา” ซึ่งหากใช้ติดต่อกันเป็นประจำ อาจส่งผลเสียต่อตับและไตได้ บทความฉบับนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ วิตามิน และ ยา จากทีมเภสัชกรไบโอฟาร์มมาฝากกัน

“วิตามิน” ไม่ใช่ “ยา” ความคล้ายที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด ไบโอฟาร์ม แนะใช้ให้ถูกวิธีเพื่อสุขภาพที่ดีและปลอดภัย

ความแตกต่างของ “วิตามิน” กับ “ยา”

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ยา กับ วิตามิน เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยา คือสิ่งที่ร่างกายไม่มี ร่างกายเราไม่สามารถผลิตยาเองได้ ดังนั้น ยาจึงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในภาวะร่างกายปกติ ในทางกลับกัน ยามีไว้ใช้รักษาอาการผิดปกติของร่างกายที่มีอาการรุนแรง เช่น อาการปวดหัว ต้องได้รับยาพาราเซตามอลที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ซึ่งยามีการออกฤทธิ์ที่เร็ว สามารถระงับอาการต่าง ๆ ได้ แตกต่างจากการรับประทานอาหารเสริมที่จะเข้าไปช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกาย

หลักการใช้ยาที่ถูกต้อง

เมื่อเรารับประทานยาจนหายป่วยแล้ว ต้องหยุดใช้ยา หากหายแล้วยังรับประทานยาต่อไปเรื่อยๆอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพราะยาส่วนใหญ่ผลิตจากสารเคมี หากใช้เป็นประจำและเกินความจำเป็น ท้ายที่สุดอาจเกิดการสะสมในร่างกาย และส่งผลเสียต่อตับและไตได้

“วิตามิน” สิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้

วิตามิน คือ สารที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว และเป็นสิ่งจำเป็นที่ร่างกายขาดไม่ได้ หากขาดวิตามินแล้ว ร่างกายจะแสดงความผิดปกติออกมาให้เห็นทันที และเมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติต่างๆเกิดขึ้น สามารถตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของการขาดวิตามินได้ และรับประทานวิตามินเสริมเข้าไป

วิตามินแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 7 บี 9 บี 12 และวิตามินซี โดยวิตามินชนิดนี้จะสามารถอยู่ในร่างกายได้ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการดูดซึมไปใช้งานก็จะถูกขับออกทางไต โดยการปัสสาวะนั่นเอง ดังนั้น วิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ จะมีโอกาสสะสมในร่างกายน้อยมาก จึงไม่ค่อยมีผลข้างเคียง วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งจะละลายได้ในไขมันเพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้ หากได้รับวิตามินเหล่านี้มากเกินไป อาจเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ ผูที่รับประทานวิตามินชนิดนี้จึงควรมีช่วงที่หยุดรับประทานบ้าง เพื่อไม้ให้เกิดการสะสมในร่างกายมากจนเกินไป 

วิตามินเป็นอาหารเสริม ไม่ใช่อาหารหลัก

แม้ว่าการได้รับวิตามินอย่างเพียงพอและเหมาะสมจะสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกายได้ ช่วยเสริมในส่วนที่ร่างกายขาดได้ หากเลือกรับประทานอย่างเหมาะสม แต่การรับประทานวิตามินก็ไม่สามารถมอบสารอาหารอันหลากหลายได้เหมือนอาหารจานหลัก  
สำหรับวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายและควรได้รับทุกวัน ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินบี ซึ่งเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ หลังจากดูดซึมไปใช้งานแล้วจะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ ไม่สะสมในร่างกาย จึงสามารถรับประทานเป็นประจำทุกวันได้อย่างปลอดภัย
ถึงแม้ว่าวิตามินจะไม่สามารถทดแทนอาหารจานหลักได้ แต่วิตามินและแร่ธาตุเสริม 1 เม็ด มักจะอัดแน่นด้วยปริมาณแร่ธาตุและสารอาหารที่คนปกติอาจไม่สามารถรับได้จากการรับประทานอาหารเพียง 1 มื้อหรือ 1 วันเพื่อให้ได้สารอาหารเหล่านั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น ต้องกินฟักทอง 1 ผลเพื่อให้ได้เบตาแคโรทีน 2 มิลลิกรัม เท่ากับการรับประทานเบตาแคโรทีน 1 เม็ด ซึ่งคนปกติอาจไม่สามารถรับประทานฟักทองได้ถึง 1 ผล

วิตามิน เกราะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ

สารอนุมูลอิสระ เปรียบเสมือนยาพิษ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เช่น นอนดึก นอนไม่พอ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือ เจอกับมลภาวะ เช่น ฝุ่น PM 2.5   ซึ่งความน่ากลัวของอนุมูลอิสระคือ แม้จะไม่ทำให้เกิดโรคในทันที แต่ทำให้ร่างกายเกิดความเสื่อม ทำลายเม็ดเลือด ทำลายอวัยวะต่างๆ และนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพในระยะยาว ท้ายที่สุดแล้วการเสริมวิตามินและเกลือแร่ จะเป็นเกราะป้องกันอนุมูลอิสระชั้นดีให้กับร่างกาย แต่สิ่งที่ควรทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทำลายสุขภาพ ก็จะทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง          

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับไบโอฟาร์มทาง Line Official : @biopharm ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพได้ที่ www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm


ข่าวสุขภาพที่ดี+ไบโอฟาร์มวันนี้

ไทยเตรียมปรับ "มาตรฐานความหวานใหม่" หารือแบรนด์ดัง ชูแคมเปญ "หวานปกติ = หวาน 50%" ลดเสี่ยง NCDs คาดเริ่ม ก.พ.69 นี้

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้านสุขภาพของคนไทย ผ่านการขับเคลื่อนนโยบาย ด้านโภชนาการระดับประเทศ โดยเตรียมการปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด "หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%" เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ลดการบริโภคน้ำตาลเกินความจำเป็น ลดความเสี่ยงภาวะน้ำหนักเกินและโรค NCDs และส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนไทยอย่างยั่งยืน แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ กรมอนามัยจึงเดินหน้าขับ

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธ... สบส. ปั้น 2 แกนนำสุขภาพสู่นักสื่อสารสุขภาพมืออาชีพ ปกป้องชุมชนจากพฤติกรรมเสี่ยงและข่าวปลอม — กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้ายกระด...

ช่วงต้นปีหายใจไม่ทั่วท้องเพราะหันไปทางไหน... ชวนทานอาหารต้านฝุ่น PM2.5 บำรุงปอด สุขภาพแข็งแรง ที่เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 — ช่วงต้นปีหายใจไม่ทั่วท้องเพราะหันไปทางไหนก็เจอแต่ฝุ่น รู้หรือไม่ว่า อันต...

เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสุขภาพที่ดี ชวนครอบครัว... เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสุขภาพที่ดี ชวนครอบครัวทำ "ทาร์ตโยเกิร์ตเมล็ดทานตะวันอบ" จากแบรนด์เฮอริเทจ — เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสุขภาพที่ดี ชวนครอบครัวทำ "ทาร์ตโยเกิร์ตเ...

โรงพยาบาลรามคำแหงขอเชิญคุณแม่ตั้งครรภ์ อา... ขอเชิญคุณแม่ตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 7-9 เดือน เข้าร่วมอบรม "ครรภ์คุณภาพ 2026 Healthy Moms and Babies" — โรงพยาบาลรามคำแหงขอเชิญคุณแม่ตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 7-9 เ...

เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ วันที่ 1 มกราค... เทศกาลตำโมจิต้อนรับปีใหม่ สไตล์ญี่ปุ่น ณ โรงแรมนิกโก้ กรุงเทพฯ ทองหล่อ — เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ วันที่ 1 มกราคม 2569 โรงแรมนิกโก้ กรุงเทพฯ ได้จัดงาน เ...