การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เร่งพัฒนาบุคลากรรองรับนโยบายองค์กรดิจิทัล สร้างนักพัฒนาระบบไฟฟ้าตอบโจทย์ยุค 4.0 ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและขยายการบริการด้านไฟฟ้าให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุ่มงบกว่า 20 ล้านบาท มอบทุนการศึกษาให้บุคลากรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ศึกษาต่อปริญญาโท และ ปริญญาเอก ณ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) โดยเน้น 3 ด้านหลัก คือ พลังงาน (Sustainable Energy Transition), วิทยาศาสตร์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Data Science & AI) และ วิศวกรรมระบบอินเตอร์เน็ต (IoT System Engineering) หวังนำความรู้มาพัฒนาและแก้ปัญหาเรื่องไฟฟ้าให้ประชาชนสามารถใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง ปลอดภัย ทั้งนี้ เป้าหมายในปีหน้า คือ พัฒนาและสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในกลางปี 2564 ซึ่งเป็นเฟสที่ 1 เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและมีความมั่นใจในการใช้มากขึ้น ขณะเดียวกันเตรียมสร้างระบบการแก้ไขไฟฟ้าบ้านขัดข้องด้วยระบบดิจิทัล ให้สะดวก รวดเร็ว และแก้ไขได้ทันที
ทั้งนี้ กฟภ. และสถาบัน AIT เซ็นลงลงนามความร่วมมือสนับสนุนและส่งเสริมด้านการศึกษาร่วมกัน เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2563 โดย นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ ดร.อีเดน วูน อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ซึ่ง กฟภ. สนับสนุนเงินทุนกว่า 20 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อปริญญาโท และปริญญาเอก ระยะเวลา 4 ปี โดยปริญญาโท ไม่เกิน 5 คนต่อปี รวมไม่เกิน 20 คน และปริญญาเอก ไม่เกิน 1 คนต่อปี รวมไม่เกิน 4 คน รวมทั้งหมด 24 คน ขณะที่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย สนับสนุนค่าใช้จ่ายประมาณ 10 ล้านบาท ในความร่วมมือครั้งนี้
นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า ขณะนี้ กฟภ. กำลังเร่งพัฒนาและสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Car ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฟสที่ 1 จะสร้างสถานีชาร์จ แบบ Quick Charge ทุกๆ 100 กิโลเมตร ทุกภาคทั่วประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางไกล และส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2564 และจะขยายโครงการเพิ่มเติมในเฟสต่อๆไป นอกจากนี้ กฟภ. ยังพัฒนาแอพลิเคชั่น Solar Hero เพื่อช่วยให้ประชาชนที่สนใจติดตั้งแผงโซลาเซลล์บนหลังคาบ้าน สามารถคำนวณพื้นที่ ความเหมาะสมของบ้าน ไปจนถึงเงินทุน และจุดคุ้มทุนในการติดตั้ง เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนติดตั้งจริง
“การศึกษาต่อเนื่องในความรู้เฉพาะด้านที่จะมาขับเคลื่อนองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง AI, DATA, พลังงานทดแทน ซึ่ง สถาบัน AIT เชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้ แต่เดิมองค์กรเน้นเรื่องพลังงานอย่างเดียว และขยายมาขับเคลื่อนเรื่องพลังงานทดแทน และเล็งเห็นว่าการส่งบุคลากรไปเรียนเรื่องใหม่ๆเป็นสิ่งจำเป็นในอนาคต โดยเฉพาะการพัฒนาระบบดิจิทัล หากจ้างที่ปรึกษาก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ ไม่เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง ต่างจากคนใน กฟภ. ที่สัมผัสและคุ้นเคย จึงสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด การศึกษาเรียนต่อจึงจะเป็นฐานความรู้ให้บุคลากรนำกลับมาพัฒนาทั้งภายในองค์กรและการบริการให้ประชาชน ดียิ่งขึ้นไปพร้อมๆกัน โดยบุคลากรที่ กฟภ. ส่งไปเรียนต่อที่ AIT ล้วนเป็นหัวกะทิขององค์กร” ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวเสริม
ด้าน ดร.อีเดน วูน อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย กล่าวว่า สถาบัน AIT มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ กฟภ. มาอย่างยาวนาน เป็นหนึ่งในองค์กรใหญ่ของไทยที่ทำงานร่วมกันในด้านการศึกษา วิจัยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้คาดหวังว่าสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียจะได้พัฒนาความรู้และสร้างบุคลากรของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัลต่อไปในอนาคต
AIT ผนึก MIT เปิดเวทีชี้ทิศทางนโนบายสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืนในเอเชีย
บางจากฯ นำร่อง "Carbon Capture" ในโรงกลั่นน้ำมันรายแรกของไทย จับมือบีไอจี ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อยอดความร่วมมือ กับ AIT และ Mitico แปร CO2 จากของเสียเป็นทรัพยากร
ไอแบงก์ต้อนรับแบงก์ชาติจากประเทศบังกลาเทศ ศึกษาดูงาน การเงินอิสลามในประเทศไทย
อมตะ ซิตี้ ฮาลอง ผนึกพันธมิตรพัฒนาคนคุณภาพ หนุนภาคเศรษฐกิจฟู้เถาะ
AIT ส่งทีมวิศวกรเข้าร่วมสำรวจโรงเรียนวิสุทธิกษัตรี เพื่อตรวจสอบโครงสร้าง ความแข็งแรงและความปลอดภัยของอาคารเรียน
การเคหะแห่งชาติลงนาม MOU ร่วมกับ AIT ผลักดัน "ที่อยู่อาศัยสีเขียวอย่างยั่งยืน"
AIT จับมือ กรมประมง วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
เตือนคนรักสุขภาพ! ออกกำลังกายกลางแจ้งระวังฝุ่น PM2.5 และโอโซน ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว