'บมจ.ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือ SFT' หนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน โชว์ผลงานสุดแกร่งท่ามกลางปัจจัยลบจาก Covid-19 ทำกำไรสุทธินิวไฮ เติบโตสูงถึง 61.11% จากฐานลูกค้าเดิม และลูกค้ารายใหม่เพิ่มยอดออเดอร์การผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป เพิ่มเพื่อทำตลาดในประเทศและส่งออก หนุนอัตราการใช้เครื่องจักรเฉลี่ยอยู่ที่ 76.11% ส่งผลดีการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตโดยรวมที่มีประสิทธิภาพ ด้านผู้บริหาร SFT มองทั้งปีเติบโต 15-20% ตามแผน หลังเตรียมเดินเครื่องจักรใหม่ ด้วยกำลังการผลิตเพิ่มอีก 25 ล้านเมตรภายในเดือน มิ.ย.นี้ หวังช่วยตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
นายซุง ชง ทอย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT หนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2564 (มกราคม-มีนาคม) บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการผลักดันการเติบโตได้ดีมาก โดยกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ สามารถทำสถิตินิวไฮได้อีกครั้งนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ โดยขยายตัวได้สูงถึง 61.11% หรือมีกำไรสุทธิ 28.42 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 17.64 ล้านบาท หรือมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 15.01% ซึ่งเป็นผลมาจากขีดความสามารถด้านการผลิตที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยมีอัตราการเดินเครื่องจักรเฉลี่ยอยู่ที่ 76.11% รวมถึงความสำเร็จจากการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปของลูกค้าเดิมและกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น
ด้วยปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานในไตรมาสนี้ทำได้ 184.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.14% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนทำได้ 161.92 ล้านบาท โดยระบบการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปแบบกราเวียร์ยังคงทำสัดส่วนรายได้หลักให้แก่ SFT คิดเป็น 92 % ของรายได้ และระบบการพิมพ์แบบดิจิตอลมีสัดส่วนอยู่ที่ 5%
"ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปีนี้ สามารถเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งบริษัทฯ แม้มีปัจจัยลบจาก Covid-19 ซึ่งเป็นการตอกย้ำขีดความสามารถการแข่งขันในธุรกิจของ SFT ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมการพิมพ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียนที่มีการให้บริการแบบครบวงจรได้เป็นอย่างดี และเราจะไม่หยุดยั้งพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้มีความแข็งแกร่ง เพื่อให้ SFT นำฉลากฟิล์มหดรัดรูปเข้าไปช่วยสร้างภาพลักษณ์และมูลค่าให้แก่แบรนด์สินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อผลักดันการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน" นายซุง ชง ทอย กล่าว
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SFT กล่าวต่อไปว่า ส่วนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ มั่นใจว่า SFT จะผลักดันการเติบได้ตามเป้าหมาย 15-20% ได้ตามแผน โดยประเมินว่าความต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปในลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าของใช้ภายในบ้านยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง หลังลูกค้าในกลุ่มดังกล่าวเร่งส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ ได้แก่ ตลาดสหรัฐ ยุโรปและจีน ที่กำลังซื้อของผู้บริโภคและเศรษฐกิจกลับมาขยายตัว จึงเป็นโอกาสของ SFT นำขีดความสามารถด้านการผลิตฉลากที่มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 25 ล้านเมตร หลังเริ่มเดินเครื่องจักรเชิงพาณิชย์ได้ในภายในเดือนมิถุนายนนี้ เข้าไปตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มดังกล่าว และสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้
SCB Julius Baer เปิดหลักสูตร "Wealth Planning Series" ชูธรรมาภิบาลและการยกระดับ Family Office สู่มาตรฐานใหม่ รับมือความท้าทายบริหารความมั่งคั่งข้ามรุ่นของครอบครัวไทย
สกสว. เตรียมเปิดตัวศูนย์กลางผู้เชี่ยวชาญฯ ยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ
พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดแผนธุรกิจ 'บริหารอาคาร' ปี 69 มุ่งขยายฐานลูกค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมขีดความสามารถการแข่งขันให้อาคาร
A5 เข้าร่วม JUMP+ ยกระดับศักยภาพองค์กร ขยายธุรกิจหลัก-ต่อยอดธุรกิจใหม่ ปักหมุดรายได้เติบโต 30% ในปี 71
BWG คัมแบ็ก! บอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผลครั้งแรกในรอบ 6 ปี สะท้อน Turnaround ชัดเจน ฐานะการเงินแกร่ง หนุนสร้างความเชื่อมั่นผู้ถือหุ้น
Ai-First University: UTCC จับมือ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ยกระดับความมั่นคงแห่งชาติด้วย AI
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดคอร์สใหม่ "บริหารจัดการเครื่องหมายการค้าอย่างมืออาชีพ" แนะกลยุทธ์ปั้นแบรนด์ปัง! พร้อมติดปีกธุรกิจไทยลุยตลาดโลก ด่วน!! จำกัดเพียง 50 ท่าน รับสมัครถึงวันที่ 15 เม.ย. นี้เท่านั้น
เบเยอร์ แบรนด์สีรายเดียวในไทย! ร่วมสัมมนาโครงการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ Net Zero ระยะที่ 2 ตอกย้ำผู้นำสีรักษ์โลก
เบเยอร์ตอกย้ำผู้นำด้านนวัตกรรมสีเพื่อสิ่งแวดล้อม รับมอบเครื่องหมาย CFR และ CFP พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม