หลังจากที่โลกมีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2564 การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอาจเริ่มกลับชะลอตัวลงในปี 2565 การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจรอบใหม่ต่อรัสเซีย ทำให้เกิดการคาดเดาถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบมาแล้วอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสามารถสบายใจได้จากปัจจัยพื้นฐานของเอเชียที่เป็นไปในแนวบวกและยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงานและการเงินของเอเชียยังสามารถทำผลงานได้เหนือกว่าภูมิภาคอื่นของโลก คุณยุทธชัย เตยะราชกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จะมาแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนที่นักลงทุนสามารถใช้เพื่อบริหารพอร์ตและคว้าโอกาสการลงทุนที่เหมาะสม
ลงทุนในหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ในพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย
ในปี 2565 เราคาดว่าหน่วยงานกลางด้านการเงินในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่งจะเริ่มดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น และถอนสภาพคล่องทางการเงินออกจากตลาดการเงินทั่วโลก ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยทั้งระยะสั้นและระยะยาวสูงขึ้น ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อตราสารหนี้ทั่วโลก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ถูกใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานของโลก ในการกำหนดราคาตราสารหนี้และเงินกู้ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีโอกาสสำหรับนักลงทุนที่จะลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากเราคาดว่ากำไรของบริษัทต่างๆ จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6.6 ในปี 2565
อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นส่งผลเชิงบวกต่อหุ้น และเชิงลบต่อตราสารหนี้ ดังนั้น นักลงทุนควรพิจารณาจัดสรรเพิ่มสัดส่วนในการลงทุนในหุ้นเพิ่มและลดตราสารหนี้ในพอร์ต เพื่อให้พอร์ตมีความหลากหลายเตรียมพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนในอนาคต
เลือกตราสารหนี้ที่มีคุณภาพสูง และเกี่ยวข้องกับความยั่งยืน เพื่อรายได้ที่สม่ำเสมอ
สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ เราคิดว่าตราสารหนี้คุณภาพสูงที่มีการจัดอันดับ BBB เป็นอย่างน้อย และออกโดยบริษัทที่มีพื้นฐานที่ดี มีอัตราการกู้ยืมต่ำ และมีแหล่งรายได้จากหลากหลายช่องทางเป็นตัวเลือกที่ดี บริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีสถานะกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง มีความสามารถในการชำระคืนที่ดีและให้รายได้ที่มั่นคงสำหรับนักลงทุน เรายังมองว่าตราสารหนี้ระยะสั้นในเอเชีย Asian Investment Grade (IG) ที่ให้ผลตอบแทนร้อยละ 2 ถึงร้อยละ 2.5 มีความน่าสนใจ เนื่องจากมีความสมดุลระหว่างความผันผวนที่ต่ำ และผลตอบแทนที่น่าสนใจ
เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน จึงเป็นที่ต้องการมากขึ้น เนื่องจากมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับการลงทุนในตราสารหนี้แบบดั้งเดิม ความต้องการของนักลงทุนอย่างที่มีอย่างต่อเนื่องทำให้สามารถรักษาราคาให้มีเสถียรภาพแม้ว่าตราสารหนี้แบบดั้งเดิมจะประสบกับความผันผวน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระวังบริษัทที่นำเสนอเกี่ยวกับนโยบายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เกินความเป็นจริง หรือที่เรียกว่า "การฟอกเขียว"
ลงทุนเพื่อรับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างในระยะยาว และภูมิภาคที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวเพื่อโอกาสในการเติบโต
แม้ว่าเศรษฐกิจโลกอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนในระยะสั้น เช่น การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ หรือความตึงเครียด ความขัดแย้งทางการเมือง นักลงทุนยังสามารถมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในโครงสร้างระยะยาวที่มีเสถียรภาพในการเติบโต เราขอแนะนำสามเมกะเทรนด์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในปัจจุบันและเป็นพลังขับเคลื่อนโลกแห่งอนาคต
เครื่องมือแห่งอนาคต - เครื่องมือแห่งอนาคตประกอบด้วยการพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเทคโนโลยีที่เร่งการเติบโตของธุรกิจและขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนสามารถพิจารณาลงทุนในเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน ตลอดจนบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการนำระบบ AI มาใช้
การบริโภคแห่งอนาคต - การเปลี่ยนแปลงทางประชากรนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลต่อรูปแบบการใช้จ่ายของคนในรุ่นต่างๆ ปริมาณชนชั้นกลางที่มีความมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาจะนำไปสู่ความต้องการสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน บางประเทศกำลังเผชิญกับประชากรสูงอายุ ซึ่งหมายความว่าจะมีการใช้จ่ายสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของคนในรุ่นต่างๆ องค์กรจะต้องปรับกลยุทธ์และลำดับความสำคัญใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นมิลเลนเนียลและเจเนอเรชัน Z ซึ่งเป็นคนยุคดิจิทัลที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม นักลงทุนสามารถพิจารณาลงทุนในธุรกิจที่เข้าถึงดิจิทัลอย่างยั่งยืน เพื่อได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคนี้
ผู้นำเศรษฐกิจในอนาคต - การแข่งขันเชิงกลยุทธ์ระหว่างผู้นำเศรษฐกิจที่ทรงอำนาจของศตวรรษนี้ - สหรัฐอเมริกาและจีน - มักจะใช้อิทธิพลเหนือกรอบการกำกับดูแล นโยบายเศรษฐกิจ และการปรับเปลี่ยนตลาดของประเทศอื่นๆ ตลาดการเงินที่มีขนาดใหญ่ของทั้งในสหรัฐอเมริกาและจีน จะสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนในการแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนในทั้ง 2 ประเทศ
เป็นเรื่องธรรมดาที่นักลงทุนจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากกว่าหนึ่งครั้งในเส้นทางการลงทุน แต่นักลงทุนจะต้องตระหนักถึงความเสี่ยงของตนเองและรักษาพอร์ตการลงทุนให้มีความหลากหลายเพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ด้วยหลักการ Risk-First ของธนาคารยูโอบี สามารถช่วยให้เส้นทางการลงทุนของคุณราบรื่นขึ้น โดยจะแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมเพื่อให้พอร์ตการลงทุนมีหลากหลายและสอดคล้องกับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละราย ก่อนตัดสินใจลงทุนใด ๆ ผู้ลงทุนควรตรวจสอบให้แน่ใจเสมอว่าเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะลงทุนและได้พิจารณาปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วน
ส่องเทรนด์การลงทุน: วิกฤตยูเครนและผลกระทบต่อการลงทุน
ส่องเทรนด์การลงทุน: ลงทุนในความยั่งยืน เมกะเทรนด์แห่งโลกการลงทุน
ยูโอบี รวมพลผู้ประกอบการร้านอาหาร เจาะลึกกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ เสริมแกร่งธุรกิจและการเงินแบบครบวงจร
ยูโอบี และ กสิกรไทย สนับสนุนสินเชื่อสีเขียวแก่ Levanta Renewables เข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 34 โครงการ ในประเทศไทย
ยูโอบี ฟินแล็บ นำ SMEs ไทยสู่อนาคตธุรกิจยั่งยืนผ่านโครงการ SIP 2025
งานวิ่งประจำปี UOB Heartbeat Run ระดมทุนสูงสุด 5.3 ล้านบาท สร้างโอกาสการเรียนรู้ดิจิทัลให้เด็กไทยในพื้นที่ห่างไกล
ยูโอบีเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอาเซียน ประจำปี 2568