บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด หรือ SCGC เป็นลบจากมีเสถียรภาพ และคงอันดับเครดิตภายในประเทศ ระยะยาว(National Long-Term Rating) ที่ 'A+(tha)' ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของโครงการหุ้นกู้ระยะกลาง (Medium-Term Note Program หรือ MTN) ของ SCGC ซึ่งเป็นโครงการหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ มูลค่ารวมไม่เกินหนึ่งแสนล้านบาท ที่ระดับ 'A+(tha)'
การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ SCGC เป็นไปตามการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทแม่ ซึ่งได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เป็นลบ จากมีเสถียรภาพ และการประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) ของ SCC ที่ 'A+(tha)' โดยอันดับเครดิตของ SCGC อยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตของบริษัทแม่ที่มีสถานะทางเครดิตที่แข็งแกร่งกว่า ตามหลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของฟิทช์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทย่อย (Parent and Subsidiary Rating Linkage Criteria) แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ สะท้อนถึงความท้าทายที่ SCC ต้องเผชิญในการลดอัตราส่วนหนี้สินในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า
ฟิทช์พิจารณาให้สถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ของ SCGC อยู่ที่ 'a-(tha)' ซึ่งถูกจำกัดจากอัตราส่วนหนี้สิน ของบริษัทฯ ที่ฟิทช์คาดว่าจะสูงขึ้นในปี 2565-2566 จากแผนการลงทุนขนาดใหญ่ โดยปัจจัยดังกล่าวได้ถูกชดเชยด้วยสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในฐานะหนึ่งในผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งมีฐานลูกค้าอยู่ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม
ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต
ความไม่แน่นอนในการลดลงของอัตราส่วนหนี้สินของ SCC - ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (Net Debt/ EBITDA) ของ SCC จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.5-5.0 เท่า ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากแผนการใช้จ่ายลงทุนขนาดใหญ่ งบประมาณรวมทั้งสิ้น 8.5 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนสำหรับโครงการก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีในโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนาม ที่จะเริ่มสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2566 ภาวะเงินเฟ้อสูงสร้างความไม่แน่นอนให้กับระยะเวลาที่บริษัทฯ จะสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินให้ลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม การฟื้นตัวของธุรกิจหรือกระแสเงินสดที่ได้รับจากโครงการ LSP ที่ต่ำกว่าที่คาด รวมถึงค่าใช้จ่ายลงทุนที่สูงกว่าที่คาดหากไม่มีการเพิ่มทุน อาจส่งผลกระทบทางลบต่ออันดับเครดิตได้
ความสัมพันธ์เชิงกฎหมายในระดับปานกลาง - ฟิทช์พิจารณาแรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากความสัมพันธ์เชิงกฎหมายจาก SCC ต่อ SCGC อยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจาก SCC ได้ให้การค้ำประกันในลักษณะไม่มีเงื่อนไข และไม่สามารถยกเลิกได้แก่วงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินจำนวน 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับโครงการก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีในโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนามของ SCGP ซึ่งฟิทช์คาดว่าจำนวนหนี้ที่ได้รับการค้ำประกันดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นตามการเบิกใช้วงเงินตามความคืบหน้าของการก่อสร้างโรงงานจนถึงปี 2566 ที่เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50 ของหนี้ทั้งหมดของ SCGC และลดลงตามการผ่อนชำระมาอยู่ในระดับร้อยละ 20-50 ในปีต่อๆ ไป
ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ในระดับสูง - ฟิทช์พิจารณาแรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่จาก SCC ต่อ SCGC อยู่ในระดับสูง เนื่องจาก สัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ SCGC ต่อ EBITDA รวมของ SCC อยู่ในระดับที่สูงประมาณร้อยละ 40-50 กลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์เป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้าง EBITDA มากที่สุดในสามกลุ่มธุรกิจหลักของกลุ่ม โดยกลุ่มธุรกิจอื่นของกลุ่มได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (ร้อยละ 25-35 ของ EBITDA ของ SCC) และธุรกิจแพคเกจจิ้ง (ร้อยละ 20-30 ของ EBITDA ของ SCC) นอกจากนี้ ในปัจจุบัน สินทรัพย์ถาวรของ SCGC ยังมีสัดส่วนสูงที่สุดในสินทรัพย์ถาวรรวมของกลุ่ม และสัดส่วนดังกล่าวน่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการลงทุนในโครงการ LSP
ความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงานในระดับปานกลาง - ฟิทช์พิจารณาว่าแรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากโครงสร้างการบริหารและการใช้แบรนด์สินค้าร่วมกัน (Management and Brand Overlap) จาก SCC ต่อ SCGC อยู่ในระดับสูง โดย SCC มีบทบาทในการกำหนดและประสานการบริหารในบริษัทย่อยหลักๆ รวมถึง SCGC ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่ม และมีการใช้แบรนด์ของกลุ่มร่วมกันในนาม "SCG" ในทุกกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง, เคมิคอลส์, และธุรกิจแพคเกจ อย่างไรก็ตาม ฟิทช์พิจารณาว่าความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงาน (Operational Synergies) ระหว่าง SCC และ SCGC อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากธุรกิจหลักในกลุ่มของ SCC เป็นธุรกิจที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ประโยชน์ในด้านการลดต้นทุนการดำเนินงานที่บริษัทแม่ได้รับจากบริษัทย่อยมีไม่มากนัก ซึ่งเป็นปัจจัยลดทอนความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงานโดยรวม
แผนการ IPO ไม่มีผลต่อความสัมพันธ์กับบริษัทแม่ - SCC ได้มีการยื่นคำขอเพิ่มทุนผ่านการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก SCGC ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อเดือนเมษายน 2565 โดยวางแผนว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2565 ฟิทช์ไม่คาดว่าความสัมพันธ์ระหว่าง SCC และ SCGC จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญหากการ IPO ดำเนินการแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม เงินที่จะได้รับจากการ IPO อาจเป็นปัจจัยบวกต่อสถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC และสถานะทางการเงินของ SCC หากมีการนำเงินดังกล่าวไปใช้สำหรับชำระคืนหนี้ และทำให้อัตราส่วนหนี้สินของ SCGC ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ไม่ได้รวมเงินที่อาจจะได้รับจากการการเพิ่มทุนเข้ามาในประมาณการ เนื่องจากการดำเนินการตามแผนดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดทุนที่มีความไม่แน่นอน
สถานะเครดิตโดยลำพังถูกจำกัดจากอัตราส่วนหนี้สินที่สูง - ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO net leverage) ของ SCGC จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 7.0 เท่า ณ สิ้นปี 2565 (ณ สิ้นเดือนมีนาคม ปี 2565 อยู่ที่ 5.1 เท่า, ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่ 3.8 เท่า) จากค่าใช้จ่ายลงทุนที่สูงในขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์เคมิคอลส์ยังคงอ่อนแอ แผนค่าใช้จ่ายลงทุนในโครงการ LSP คงเหลือประมาณ 5.0 หมื่นล้านบาทสำหรับการลงทุนในปี 2565-2566 ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินดังกล่าวจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 5.0 เท่า ณ สิ้นปี 2566 เมื่อโครงการ LSP เริ่มเปิดดำเนินการ และ SCGC ไม่มีแผนการลงทุนขนาดใหญ่
กำไรที่ลดลง - ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและข้อจำกัดในการขนส่งสินค้าข้ามประเทศต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ SCGC น่าจะรุนแรงกว่าที่ฟิทช์เคยคาด ฟิทช์คาดว่า EBITDA ของ SCGC จะลดลงประมาณร้อยละ 40 มาอยู่ในระดับ 2.0 หมื่นล้านบาท ในปี 2565 (ปี 2564 อยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท) และมีอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้ (EBITDA Margin) ที่ประมาณร้อยละ 7 (ไตรมาส 1 ปี 2565 อยู่ที่ร้อยละ 4.6, ปี 2564 อยู่ที่ร้อยละ 14.1)
ฟิทช์คาดว่าภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะฟื้นตัวขึ้นจากความต้องการซื้อสินค้าที่มากขึ้นและข้อจำกัดในการขนส่งสินค้าที่ผ่อนคลายลงในปี 2566 ประกอบกับกำไรส่วนเพิ่มที่ได้รับจากโครงการ LSP จะสนับสนุนให้ EBITDA ของ SCGC เติบโตในอัตราร้อยละประมาณ 50 มาอยู่ที่ระดับ 3.0 หมื่นล้านบาท ในปี 2566
สถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่ง - สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC ได้รับการสนับสนุนจากสถานะความเป็นผู้นำตลาดทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย SCGC มีกำลังการผลิตใหญ่เป็นอันดับสองในกลุ่มสินค้าโพลีโอเลฟินส์และใหญ่ที่สุดในกลุ่มสินค้าพีวีซี (คำนวณตามสัดส่วนการถือหุ้น) ในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน ฟิทช์คาดว่าสถานะทางการตลาดของ SCGC จะแข็งแกร่งขึ้นในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า จากโครงการ LSP ซึ่งเป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตโพลีโอเลฟินส์ให้กับบริษัทฯ ประมาณร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้ SCGC มีสถานะเป็นผู้ผลิตโพลีโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนเมื่อโครงการแล้วเสร็จตามคาดในปี 2566
การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป
SCGC ได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวในระดับเดียวกับอันดับเครดิตของบริษัทแม่ สะท้อนถึงแรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากบริษัทแม่จากความสัมพันธ์เชิงกฎหมาย (Legal Incentive) ในระดับปานกลาง, ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Incentive) ในระดับสูง และความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงาน (Operational Incentive) ในระดับปานกลาง ในขณะที่สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC ที่ a-(tha) สะท้อนถึงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในอาเซียนในธุรกิจโพลีโอเลฟินส์และพีวีซี สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC ถูกจำกัดจากการที่บริษัทอยู่ในช่วงขยายการลงทุน ซึ่งทำให้มีแรงกดดันต่ออัตราส่วนหนี้สินของบริษัทฯ ในช่วงสองปีข้างหน้า
ฟิทช์พิจารณาเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่าง SCC กับ SCGC อยู่ในระดับสูงกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง SCC กับบริษัทย่อยอีกบริษัทหนึ่ง ได้แก่ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP, 'A+(tha)', แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ, สถานะเครดิตโดยลำพัง a(tha)) เนื่องจาก SCGC มีความสัมพันธ์ในเชิงกฎหมายกับบริษัทแม่อยู่ในระดับสูงกว่า จากการที่บริษัทแม่มีการค้ำประกันหนี้ของ SCGC ประมาณร้อยละ 50 ของหนี้สินทั้งหมดของ SCGC ในขณะที่บริษัทแม่ไม่มีการค้ำประกันหนี้ใดของ SCGP นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ในเชิงกลยุทธ์ของ SCGC ที่มีต่อบริษัทแม่อยู่ในระดับสูงกว่าเช่นกัน จากสัดส่วน EBITDA ของ SCGC ต่อ EBITDA รวมของกลุ่มและสัดส่วนการลงทุนของ SCGC ต่อการลงทุนรวมของกลุ่มที่อยู่ระดับที่สูงกว่าสัดส่วนดังกล่าวของ SCGP เป็นอย่างมาก
สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC อยู่ในระดับต่ำกว่าสถานะเครดิตโดยลำพังของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC, 'AA+(tha)', แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ, สถานะเครดิตโดยลำพัง aa-(tha)) ซึ่งเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันที่ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดย PTTGC มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีกว่า รวมทั้งมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า SCGC
สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC อยู่ในระดับเดียวกันกับสถานะเครดิตโดยลำพังของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP, 'A+(tha)', แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ, สถานะเครดิตโดยลำพัง a-(tha)) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีกระบวนการกลั่นน้ำมันที่มีความคอมเพล็กซ์มากที่สุดในประเทศไทย ทั้งสองบริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับเดียวกันในธุรกิจของตนเอง SCGC มีความสามารถในการสร้าง EBITDA ที่สูงกว่า เนื่องจาก TOP ต้องเผชิญกับความผันผวนของธุรกิจโรงกลั่นที่มีอัตรากำไรที่ต่ำกว่า ทั้ง SCGC และ TOP ต่างอยู่ในช่วงที่มีการลงทุนสูง ซึ่งทำให้อัตราส่วนหนี้สินอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม TOP มีความเสี่ยงในการลดอัตราส่วนหนี้สินลงมาในช่วงอนาคตอันใกล้ ซึ่งสะท้อนจากแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ
สมมุติฐานที่สำคัญ
สมมุติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ
- รายได้เติบโตในอัตราร้อยละ 20 ในปี 2565 (สามเดือนแรกของปี 2565 อัตราการเติบโตร้อยละ 34 และปี 2564 อัตราการเติบโตร้อยละ 62) เป็นผลมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาขายสินค้า การเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายสินค้า และอัตราการเติบโตสูงขึ้นเป็นร้อยละ 15 ในปี 2566 เมื่อโครงการ LSP เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์
- EBITDA Margin อยู่ที่ระดับต่ำที่ประมาณร้อยละ 6-7 ในปี 2565 (สามเดือนแรกของปี 2565 อยู่ที่ร้อยละ 4.6 และปี 2564 อยู่ที่ร้อยละ 14.1) จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบที่อ่อนแอ
- ค่าใช้จ่ายลงทุน ประมาณ 6.3 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2565-2566
ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต
ปัจจัยบวก:
- แนวโน้มอันดับเครดิตอาจกลับมามีเสถียรภาพหากแนวโน้มอันดับเครดิตของ SCC กลับมามีเสถียรภาพ โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่าง SCGC และ SCC ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ปัจจัยลบ:
- การปรับลดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ SCC
- ความสัมพันธ์ระหว่าง SCGC และ SCC ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับอันดับเครดิตของ SCC ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคตได้แสดงในรายงานอันดับเครดิตของฟิทช์ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 ดังนี้
ปัจจัยบวก:
- แนวโน้มอันดับเครดิตอาจกลับมามีเสถียรภาพได้หาก Net Debt/EBITDA ของ SCC ปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับประมาณ 3.5 เท่า ได้ภายในปี 2566 โดยอาจเกิดจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สูงกว่าที่คาด หรือกระแสเงินสดจากการเพิ่มทุน
ปัจจัยลบ:
- Net Debt/ EBITDA อยู่ในระดับสูงกว่า 3.5 เท่า อย่างต่อเนื่อง
สภาพคล่อง
สภาพคล่องที่เพียงพอ: SCGC มีหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2566 จำนวน 8.0 หมื่นล้านบาท ร้อยละ 55 ของจำนวนนี้เป็นเงินกู้ยืมระหว่างกันจากบริษัทแม่ซึ่งมีลักษณะเป็นวงเงินหมุนเวียน สภาพคล่องของ SCGC ได้รับการสนับสนุนจาก SCC ภายใต้ระบบบริหารการเงินแบบรวมศูนย์ที่บริษัทแม่ ในขณะที่แหล่งเงินทุนที่ใช้สำหรับโครงการ LSP ในช่วงสองปีข้างหน้ามาจากวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลายแห่ง นอกจากนี้ สภาพคล่องของ SCGC ยังได้รับการสนับสนุนจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานประมาณ 2.0-3.0 หมื่นล้านบาทต่อปี
ข้อมูลบริษัท
SCGC เป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย SCC และและเป็นบริษัทหลักของกลุ่ม SCC ในการดำเนินธุรกิจเคมิคอลส์ ซึ่งกลุ่ม SCC เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย SCGC เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีขั้นปลายที่ใหญ่ป็นอันดับสองในประเทศไทยและอาเซียน สำหรับกลุ่มสินค้าหลักของบริษัทฯ ได้แก่ โพลีโอเลฟินส์และพีวีซี
อันดับเครดิตที่เกี่ยวโยงกับอันดับเครดิตอื่น
อันดับเครดิตของ SCGC เกี่ยวโยงกับอันดับเครดิตของ SCC
SCGP เตรียมขายหุ้นกู้ อายุ 4 ปี ดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.50 ต่อปี ต่อผู้ลงทุนทั่วไป ระหว่างวันที่ 22 - 24 และ 28 - 30 พฤศจิกายนนี้
SCGP เตรียมขายหุ้นกู้ อายุ 4 ปี ดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.50 ต่อปี ต่อผู้ลงทุนทั่วไป ระหว่างวันที่ 22 - 24 และ 28 - 30 พฤศจิกายนนี้
'ศศินทร์' จับมือ 'SCGC' เดินหน้าจัดแข่งขัน Bangkok Business Challenge 2026 พร้อมปั้นสตาร์ตอัปสู่เวทีโลก ขับเคลื่อน Ecosystem รับยุค AI
จากไอเดียสู่ธุรกิจจริง Bangkok Business Challenge 2026 เวทีจุดประกายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้กล้าท้าทาย สร้างนวัตกรรม และเปลี่ยนโลก
เถ้าแก่น้อย ขับเคลื่อนนำร่องนโยบายความยั่งยืน ผนึกพันธมิตร SCGC และ Dow ชูนวัตกรรมซองสาหร่าย! ใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง คืนชีวิตขยะพลาสติก
GPSC - DSAM ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เสริมความมั่นคงด้านพลังงานและสาธารณูปโภค หนุนเดินเครื่องโรงงานอะเซทิลีนแบล็ก
โอกาสสำคัญสำหรับนิสิต-นักศึกษาทั่วโลกกลับมาอีกครั้ง กับ 'Bangkok Business Challenge 2026' สมัครได้แล้วถึง 15 มีนาคมนี้
นิคม RIL ใน SCGC คว้า Eco-World Class 7 ปีซ้อน จาก กนอ. ขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่การดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทาง ESG