Safeguardkids ผนึกกำลัง 3 กระทรวงด้านความมั่นคง ชวนสังคมติดสัญญาณเตือนภัย "เจอ แจ้ง ไม่เพิกเฉย" สกัดวิกฤตปัญหา "ละเมิดทางเพศออนไลน์เด็กไทย" ลุกลาม
การค้ามนุษย์และแสวงหาประโยชน์ทางเพศผ่านระบบออนไลน์ในเด็กและเยาวชนในประเทศไทย ยังคงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อการจัดการปัญหา เนื่องด้วยตัวเลขของเหยื่อที่ถูกละเมิดนั้นเพิ่มขึ้นในทุกปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา โดยชายไทยขึ้นแท่นอันดับ 1 ในการละเมิดเด็กและเยาวชนของตนเอง ขณะที่เด็กผู้หญิงยังคงเป้าหลักในการถูกละเมิดทางเพศ แม้จะมีมาตรการป้องกัน การจัดการ รวมถึงความช่วยเหลืออย่างเข้มข้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ รัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ให้บริการด้านต่าง ๆ รวมถึงผู้ปกครองแล้วก็ตาม
มูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก (Safeguardkids Foundation) องค์กรไม่แสวงหากำไร หนึ่งในหน่วยงานพิทักษ์และต่อต้านการล่วงละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในประเทศไทย ภายใต้ มูลนิธิเด็กโลก (World Childhood Foundation) ใน สมเด็จพระราชินีซิลเวีย เรนาเทอ ซอมแมร์ลัธ แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเป็นอีกหนึ่งพลังภาคี ช่วยภาครัฐและภาคประชาสังคมขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2556
อย่างไรก็ดี มูลนิธิ Safeguardkids ได้รวบรวมสถิติคดีค้ามนุษย์เด็กและการแสวงประโยชน์ทางเพศผ่านระบบออนไลน์ในประเทศไทยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา (2559 - ตุลาคม 2566) โดยอ้างอิงฐานข้อมูลจากชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต (Thailand Internet Crimes Against Children - TICAC Task Force) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบเด็กและเยาวชนไทยถูกทำร้ายจากการละเมิดผ่านช่องทางออนไลน์จนเป็นคดีความเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยระหว่างปี 2559 - 2564 พบเด็กและเยาวชนไทยถูกละเมิดไม่เกิน 100 คดีต่อปี ต่ำสุดในปี 2559 จำนวน 20 คดี แต่การถูกล่วงละเมิดทั้งการค้ามนุษย์ ล่วงละเมิดทางเพศ ถูกครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กและเยาวชน และนำข้อมูลอนาจารของเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ กลับเพิ่มมากขึ้นแบบก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2565 โดยพบเด็กและเยาวชนไทยถูกล่วงละเมิดสูงสุดในปีดังกล่าวถึง 476 คดี เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ราว 24 เท่า และหากคำนวณจากปี 2559 มีเด็กและเยาวชนไทยถูกล่วงละเมิดจนถึงเดือนตุลาคม 2566 เป็นคดีความแล้วทั้งสิ้น 1,192 คดี
หากแบ่งตามลักษณะการถูกละเมิด พบว่าตลอดระยะเวลา 8 ปี การครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กและเยาวชนมีจำนวนคดีความมากที่สุดรวม 593 คดี อันดับ 2 การถูกล่วงละเมิดทางเพศ 374 คดี อันดับ 3 การค้ามนุษย์ 210 คดี และอันดับสุดท้ายการนำข้อมูลอนาจารของเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์มี 15 คดี จากสถิติยังพบด้วยว่าเริ่มมีคดีความประเภทสุดท้ายนี้ในปี 2563
ด้าน สถิติผู้กระทำความผิดฐานแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กทางออนไลน์ จากฐานข้อมูลชุดเดียวกันตั้งแต่ปี 2559 - ตุลาคม 2566 พบผู้กระทำผิดมากถึง 1,404 คน แบ่งเป็นผู้กระทำผิดเพศชาย 1,221 คดี (86.97%) และผู้กระทำผิดเพศหญิง 183 คดี (13.03%) โดยในปีที่ 2565 พบผู้กระทำผิดมากที่สุดจำนวน 525 คดี ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 56 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่พบผู้กระทำผิดน้อยที่สุด 25 คดี โดยผู้กระทำผิดเป็นเพศชายทั้งหมด และเมื่อแบ่งตามสัญชาติพบว่าคนไทยล่วงละเมิดเด็กและเยาวชนในประเทศของตนเองสูงเป็นอันดับ 1 จำนวน 1,309 คดี รองลงมาคืออเมริกัน 17 คดี อังกฤษ 8 คดี และออสเตรเลีย 8 คดี และสัญชาติอื่น ๆ รวม 53 คดี
8 ปีที่ผ่านมา มีเด็กและเยาวชนไทยกลายเป็นเหยื่อและได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 985 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กผู้หญิง 695 คน (70.56%) และเด็กผู้ชาย 290 คน (29.44%) โดยถูกละเมิดสูงสุดในปี 2565 จำนวน 432 คน เป็นเด็กผู้หญิง 280 คน เด็กผู้ชาย 152 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่ถูกละเมิดรวมน้อยที่สุด 14 คน ถึง 31 เท่า และหากแบ่งตามช่วงอายุของเด็กที่ถูกละเมิด พบว่ากลุ่มที่ถูกล่วงละเมิดมากที่สุดคือช่วงอายุ 8 - 14 ปี มีเด็กตกเป็นเหยื่อมากถึง 473 คน รองลงมาคือกลุ่มอายุ 15-17 ปี และอายุมากกว่า 18 ปี ส่วนกลุ่มอายุต่ำกว่า 8 ปี ถูกละเมิดน้อยที่สุด
จากข้อมูลเชิงสถิติที่เข้าขั้นวิกฤตในขั้นต้น และเพื่อให้การดำเนินงานพิทักษ์และต่อต้านการล่วงละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กไทยกลับมามีปราการที่เข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง เป็นที่มาของการเสด็จเยือนประเทศไทยของ สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน ผู้ก่อตั้ง World Childhood Foundationเพื่อเป็นองค์ปาฐกในการประชุมสุดยอดการคุ้มครองเด็ก Child Protection Summit 2024 ที่จะมีพิธีลงนามความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และมูลนิธิ Safeguard Kids ในการผนึกกำลังปกป้อง คุ้มครอง และเยียวยาเด็กและเยาวชนไม่ให้ถูกล่วงละเมิด พร้อมด้วยเวทีเสวนาที่จะมาอัปเดตสถานการณ์การล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในประเทศไทย และกรณีการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและเยาวชนไทยที่ควรระวัง ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ที่จะถึงนี้ ณ องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ
คุณชเล วุทธานันท์ ประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิ Safeguardkids กล่าวถึงวัตถุประสงค์ การจัดงานประชุมสุดยอดการคุ้มครองเด็ก Child Protection Summit 2024 ในครั้งนี้ว่า เพื่อให้การดำเนินงานด้านการคุ้มครองเด็กและเยาวชนไทยให้ปลอดภัยจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศเดินหน้า หลังจากหยุดชะงักในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และสร้างความตระหนักให้แก่สังคมไทยต่อประเด็นดังกล่าว หลังสถิติคดีค้ามนุษย์ในเด็กและการแสวงประโยชน์ทางเพศผ่านระบบออนไลน์ในประเทศไทยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างน่าวิตก ซึ่งสวนทางกับการจัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2566 (Trafficking in Persons Report: 2023 TIP Report) ที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จัดให้ประเทศไทยอยู่ในระดับเทียร์ 2 (Tier 2) เช่นเดียวกับปี 2565 สะท้อนถึงพัฒนาการสำคัญที่รัฐบาลไทยและภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมกันดำเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยถูกปรับสถานะดีขึ้นจากเทียร์ 2 ที่ต้องถูกจับตามอง (Tier 2 Watch List) ในปี 2564
"ทางมูลนิธิฯ ต้องการจุดประเด็นนี้ให้เกิดแรงกระเพื่อมใหญ่ในสังคมอีกครั้ง เพื่อให้คนไทยได้ร่วมกันขบคิดอย่างจริงจังว่าทำไมประเทศไทยที่ถูกจัดอันดับอยู่ในเทียร์ 2 แล้ว แต่เด็กและเยาวชนกลับถูกล่วงละเมิดทางเพศมากขึ้น โดยผู้กระทำผิดก็เป็นผู้ใหญ่ในประเทศเสียส่วนใหญ่ ส่วนผู้กระทำผิดจากต่างประเทศก็มีไม่น้อยเช่นกัน นั่นเพราะประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐฯ และยุโรปมีกฎหมายค่อนข้างเข้มงวด ผู้กระทำความผิดส่วนหนึ่งจึงหันมากระทำผิดต่อเด็กและเยาวชนในประเทศยากจน หรือในประเทศที่กฎหมายคุ้มครองเด็กไม่แข็งแรงพอ ส่งผลให้วงจรการทำผิดแบบวิตถารต่อเด็กไม่จบสิ้น ขณะที่ผู้คนทั่วไปเข้าใจว่าสาเหตุของปัญหามาจากความยากจน แต่แท้จริงแล้วมาจากความวิปริตทางจิตใจของผู้กระทำผิด" ประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิ Safeguardkids อธิบายเพิ่ม
คุณชเลกล่าวต่ออีกว่า การรณรงค์ในประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถึงเวลาที่ต้องร่วมมือกันติดสัญญาณเตือนภัยให้กับประเทศ หากพบเห็นความไม่ปกติเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ ผู้พบเห็นต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที หรือให้ความช่วยเหลือไม่เพิกเฉยปล่อยผ่าน โดยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมอีกต่อไป เพราะถ้าไม่จัดการปัญหานี้ไทยอาจถูกลดละดับเทียร์ ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศในหลายมิติ เช่น การถูกกีดกันทางการค้า การถูกปฏิเสธจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก การเสียภาษีส่งออกมากกว่า เป็นต้น ที่สำคัญคือตัวเด็กและเยาวชนที่เปรียบได้กับอนาคตของชาติ หากยังปล่อยให้อนาคตของชาติต้องเผชิญกับความไม่ปลอดภัยในชีวิตคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ โดยนโยบายและแนวทางการดำเนินงานเพื่อหยุดยั้งการละเมิดทางเพศในเด็ก การเสริมสร้างกฎหมายที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องเด็ก และการป้องปรามผู้กระทำผิดให้เกรงกลัวต่อโทษทัณฑ์ พร้อมผลักดันให้สังคมปฏิเสธการดำรงอยู่ของปัญหานี้จะเป็นรูปธรรมมากขึ้นหลังจากเซ็น MOU ซึ่งครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน อาทิ ซีพี และ MQDC เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังด้วย
มูลนิธิ Safeguardkids ใช้หัวใจและความทุ่มเทในการดำเนินงานในหลายโครงการจนผลิดอกออกผลไม่น้อย อาทิ ในปี 2558 ได้ร่วมผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองสื่อลามกเด็กและความผิดของผู้ครอบครอง ด้วยความร่วมมือจากท่าน พ.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์
การดำเนินภารกิจที่ผ่านมาของทางมูลนิธิฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน และ World Childhood Foundation องค์กรไม่แสวงหากำไรระดับนานาชาติในการช่วยเหลือปกป้องเด็กและสตรีทั่วโลกจากความรุนแรง โดยพระองค์พระราชทานความรู้ นวัตกรรมต่าง ๆ และทุนทรัพย์ในการดำเนินงาน ซึ่งมูลนิธิSafeguardkids เป็น 1 ใน 15 องค์กรในประเทศไทยที่ได้รับทุนสนับสนุนปีละ 10 ล้านบาท ทั้งนี้พระองค์พระราชทานทุนสนับสนุนให้กับองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 183,055,663.80 บาท.
ชวนเหล่าครอบครัวเชลตี้ขนฟู บุกเดอะ ปาร์ค พร้อมปล่อยจอยในงาน The Shelties Soiree
VetSynova Targets Over 700 Million Baht in Revenue by 2026, Driving Six Key Strategies and Launching the "Family Bonding Time" Campaign
Gen Z ไทย เปลี่ยนเทรนด์เดทแรก จากการสร้างความประทับใจ สู่การเป็นตัวของตัวเอง และ "Low-Key Lover" กำลังกลายเป็นเทรนด์มาแรงของปี 2569
Sunset to City Lights a Rooftop Journey at Centara Grand at CentralWorld
VetSynova ตั้งเป้ารายได้ปี 69 ทะลุ 700 ลบ. โตเกือบ 70% ชู 6 กลยุทธ์ เปิดแคมเปญ "Family Bonding Time"
สัมผัสค่ำคืนเหนือระดับกับความพรีเมียมบนสุดยอดรูฟท็อปใจกลางเมืองกรุงฯ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์
นาโนเทค สวทช. จับมือ วศ. ดันมาตรฐานด้านนวัตกรรม "ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ" นำร่อง "ChemSense" สนองความต้องการตลาด ด้านคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อม
วว. พัฒนาปุ๋ยอัดแท่งละลายช้า เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร
โค้งสำคัญ "พรีเมียร์ลีก" บิ๊กแมตซ์ "ไบร์ทตัน-ลิเวอร์พูล" ดาร์บี้แห่งศักดิ์ศรี "นิวคาสเซิ่ล-ซันเดอร์แลนด์"