ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเห็นความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ผ่านนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และภายปี 2568 ประเทศไทยยังมีแผนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำภาษีคาร์บอนมาใช้ต่อจากประเทศสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงยังส่งผลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่ดัชนีความร้อนพุ่งสูงถึง 52 องศาเซลเซียส และระดับฝุ่น PM 2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนนับล้านคน สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในการประชุม COP29 ประเทศไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่ดำเนินงานภายในประเทศ
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนับเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างหนึ่ง ผลการวิจัยของ Morgan Stanley ระบุว่า 92%[1] ของบริษัทเอกชนคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อโมเดลธุรกิจภายในปี 2593 ความเสี่ยงนี้ได้เข้ามาซ้ำเติมความท้าทายเดิมที่ธุรกิจเผชิญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการแข่งขัน และหากไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ธนาคารโลกประเมินว่าประเทศไทยอาจสูญเสียผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 553 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[2] (หรือประมาณ 19.2 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2593
แล้วภาคธุรกิจจะบรรเทาความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร?
ให้ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติขององค์กร
การผนวกความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์องค์กร จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่น ลดความเสี่ยง และเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว เมื่อนำแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนมาใช้ ธุรกิจจะสามารถปรับตัวได้ทันต่อกฎระเบียบใหม่ๆ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
การขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในองค์กร เพื่อสร้างความรับผิดชอบ พัฒนาการดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร โดยเฉพาะธุรกิจที่ดำเนินงานในหลายตลาด การเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับยุทธศาสตร์ โซลูชัน และแผนงานให้ตอบโจทย์กับความต้องการในแต่ละตลาดได้ดียิ่งขึ้น
การให้ความสำคัญกับบุคลากรควรเป็นองค์ประกอบหลักของความยั่งยืน บทความล่าสุดของ Deloitte[3] ชี้ให้เห็นว่า จุดแข็งขององค์กรในปัจจุบันอยู่ที่กลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ผู้รับเหมา ลูกค้าองค์กร ลูกค้าทั่วไป หรือชุมชน เมื่อผู้คนเหล่านี้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จะเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนให้องค์กรประสบความสำเร็จในทุกด้าน ทั้งด้านนวัตกรรม การเพิ่มรายได้ การพัฒนาประสิทธิภาพ การสร้างคุณค่าให้แบรนด์ การเพิ่มผลิตผล การรักษาบุคลากร และความสามารถในการปรับตัวขององค์กร
การให้ความสำคัญกับบุคลากรในยุทธศาสตร์ความยั่งยืน ครอบคลุมหลายด้านด้วยกัน ทั้งการดูแลสุขภาพกายใจของพนักงาน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างและเคารพความแตกต่าง การสนับสนุนให้พนักงานได้เติบโตในสายอาชีพ การปฏิบัติต่อพนักงานด้วยความเป็นธรรมตามหลักจริยธรรมด้านแรงงาน ตลอดจนการสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนที่องค์กรนั้นตั้งอยู่
การสร้างวัฒนธรรมความยั่งยืนที่เข้มแข็งภายในองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญ และต้องควบคู่ไปกับการลงมือทำอย่างจริงจังและมุ่งมั่น เมื่อทั้งผู้นำและพนักงาน 'ทำตามสิ่งที่พูด' อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ กระตุ้นการมีส่วนร่วม และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบให้กับองค์กรในทุกระดับ ท้ายที่สุดแล้ว ยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อนำไปปฏิบัติจริงและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้
เริ่มลงมือทำจริง
ความยั่งยืนถือเป็นหัวใจในการดำเนินธุรกิจของ DKSH เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์หลักองค์กร ควบคู่ไปกับพันธกิจในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยมีเป้าหมายสำคัญทั้ง 4 ด้าน คือ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร (Flourishing people) การสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Making value chain more sustainable) การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ (Achieving climate neutrality) และการสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน (Creating positive local impact) ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ทั้ง 4 หน่วยธุรกิจของ DKSH เติบโตอย่างยั่งยืนและดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม
เราตระหนักดีว่าการดำเนินงานทางธุรกิจของเรามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและทรัพยากรธรรมชาติ DKSH จึงตั้งเป้าที่จะทำให้การดำเนินงานทั่วโลกเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ (climate-neutral) ภายในปี 2573 สำหรับประเทศไทย DKSH ได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่ศูนย์กระจายสินค้าหลักทั้ง 4 แห่ง พร้อมทั้งนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มาใช้ในการขนส่งสินค้า ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 45,000 ตันต่อปี และประหยัดค่าพลังงานได้ 5.4 ล้านบาทต่อปี
การดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศของประเทศไทย เราหวังว่าจะได้เห็นองค์กรภาคธุรกิจอื่น ๆ ในไทยนำแนวทางนี้ไปปรับใช้ เพื่อร่วมสร้างธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของประเทศไปด้วยกัน
นอกเหนือจากเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ภาคธุรกิจต้องจัดการกับความท้าทายทางสังคมด้วยการสนับสนุนชุมชนที่ด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบาง ผ่านการมีส่วนร่วมในโครงการต่าง ๆ อย่างเช่นความร่วมมือระหว่าง DKSH กับ Right to Play ในการช่วยเหลือเด็กกว่า 35,000 คน ด้วยการให้ความรู้ พัฒนาทักษะชีวิต รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเด็กและครอบครัวหลายพันคนที่อาศัยในแคมป์ก่อสร้างผ่านมูลนิธิเครือข่ายพัฒนาบ้านเด็ก โครงการช่วยเหลือทางสังคมเหล่านี้ทำให้ DKSH ได้สัมผัสถึงพลังการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบเชิงบวกที่โครงการเหล่านี้มอบให้แก่ทั้งองค์กรและสังคม
ท้ายที่สุดแล้ว การมีความรับผิดชอบและระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การติดตามความคืบหน้าและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราปรับการดำเนินงานได้ตรงจุดตามข้อมูลที่มี นำไปสู่การพัฒนาที่ต่อเนื่องและความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น
ที่ DKSH เราได้นำเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัยในการติดตามตัวชี้วัดสำคัญต่าง ๆ พร้อมทั้งจัดทำรายงานความยั่งยืนประจำปีที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ เรายังได้จัดตั้งคณะกรรมการความยั่งยืนขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อกำกับดูแลให้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับยุทธศาสตร์องค์กร
DKSH มุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าระยะยาวด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการที่เราได้รับรางวัล EcoVadis Gold Medal สองปีซ้อน และการเข้าร่วมเป็นสมาชิก UN Global Compact และถึงแม้ว่าการดำเนินพันธกิจด้านความยั่งยืนของ DKSH จะก้าวหน้าไปได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ การสร้างความยั่งยืนเป็นหนทางอันยาวไกลที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ชุมชน และพันธมิตรในอุตสาหกรรม ความร่วมมือเหล่านี้ล้วนเป็นกุญแจสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้ในวงกว้าง
การตระหนักถึงบทบาทสำคัญของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน และการเร่งสร้างความร่วมมือเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการผนวกความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กร ไม่เพียงสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่องค์กรเท่านั้น แต่ยังมอบแรงผลักดันที่ช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
[1] Companies See Sustainability as Integral to Long-Term Value Creation
[2] Towards a Green and Resilient Thailand
[3] When people thrive, business thrives: The case for human sustainability
ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า คว้ารางวัล Employee Experience Awards อีกครั้ง โชว์ฟอร์มเด่นด้านสร้างการเติบโตให้พนักงาน และทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยีดิจิทัลสู่การบริหารทรัพยากรบุคคล
กทม. ติดตามสถานการณ์-เตรียมความพร้อมเฝ้าระวังการแพร่ระบาดโควิด 19 อย่างใกล้ชิด
TOA ฉลองความสำเร็จศึกบาสระดับโลก 'NBA Rising Stars Invitational' ดึง DeAndre Jordan ร่วมสร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกในไทย ส่งทีมแชมป์เยาวชนไทยลุยแมตช์ใหญ่ที่สิงคโปร์
ASEAN Common Carbon Framework (กรอบความร่วมมือด้านตลาดคาร์บอนอาเซียน) ร่วมยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค สู่การพัฒนาตลาดคาร์บอน ในภาคปฏิบัติ
tantan เปิดยุค "Date Better" ชวนคนโสดไทยสร้างคอนเนกชันที่จริงใจ ผ่านคอมมูนิตี้และประสบการณ์เดตที่เข้าใจกันมากขึ้น
SIENNA SPIRO Live in Singapore ครั้งแรกในเอเชียของศิลปินสาวจากอังกฤษที่น่าจับตามองแห่งปี JustmineNika บินลัดฟ้ากระทบไหล่ใกล้ชิด ติดตามคอนเทนต์สุดพิเศษเร็ว ๆ นี้
มิดัส พีอาร์ สร้างชื่อให้ประเทศไทย คว้า 2 รางวัลใหญ่จากเวทีระดับภูมิภาค PRCA APAC Awards 2026
กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ คว้ารางวัล 4 เวทีใหญ่ระดับโกลบอล จากแคมเปญสมัครบัตรกดเงินสด อนุมัติไว เข้าใจคนรอ
Gorilla Technology ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ในงาน GITEX AI Asia 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์พร้อมผลักดันไทยเป็นฐานการขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้