เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด Belt and Road Summit ครั้งที่ 10 ณ Hong Kong Convention & Exhibition Center (HKCEC) เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ภายใต้แนวคิด "ร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลง - สร้างอนาคตร่วมกัน: Collaborate for Change - Shape a Shared Future" โดยงานประชุมฯ ครั้งนี้ ได้รวบรวมเจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้นำธุรกิจจาก 18 ประเทศและภูมิภาคที่อยู่ในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ซึ่งภายในงานมีการอภิปรายเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสในด้านการลงทุน การเงิน นวัตกรรมและเทคโนโลยี อุตสาหกรรมและบริการ และโครงสร้างพื้นฐาน
ทั้งนี้ เลขาธิการ สกพอ. ได้ร่วมบรรยายพิเศษ Signature Belt and Road Projects Session ในหัวข้อ "EECiti: Smart & Sustainable "LIVE-WORK-PLAY" City" โดยนำเสนอถึงศักยภาพและความพร้อมของโครงการเมืองใหม่ EEC Capital City (EECiti) รวมทั้งแนวทางการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ทั้งในด้านการจัดหาผู้ร่วมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางในรูปแบบ Public Private Partnership (PPP) และด้านการจัดหาผู้ร่วมทุนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการประมาณปี 2569 โดย สกพอ. มีความตั้งใจที่จะใช้บทบาทของฮ่องกงในการระดมทุนจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก และอยู่ระหว่างหารือกับ Hong Kong Trade Development Council (HKTDC) เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการเปิดประมูลโครงการที่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยการบรรยายฯ ครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมากจากนักลงทุนฮ่องกงและต่างชาติ อาทิ ด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ด้านพลังงานสะอาด ด้านระบบริการเมืองอัจฉริยะ และด้านการศึกษา เป็นต้น โดย สกพอ. จะนำข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากนักลงทุนภายในงาน นำไปประกอบการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของนักลงทุน (Market Sounding) ตามขั้นตอนประกาศ EEC Project List และขออนุมัติหลักการร่วมทุน โดยหากนักลงทุนสนใจในพื้นที่โครงการ EECiti สามารถประสานงานเพื่อขอข้อมูลรายละเอียดจาก สกพอ. ได้ต่อไป
เจโทร-บีโอไอ-สกพอ. ผนึกกำลังขับเคลื่อนสังคมที่ยั่งยืนและยกระดับการลงทุนและอุตสาหกรรมในงาน Thailand-Japan Sustainable Business Forum 2026
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ยกกระดาน ช่วยลูกค้าแบ่งเบาภาระสินเชื่อ
SME D Bank ขานรับนโยบาย ธปท. ปรับลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.15% ช่วยเอสเอ็มอีลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง หนุนฟื้นเศรษฐกิจ
ธอส. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อบรรเทาภาระผ่อนบ้าน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์
ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ควบคู่บรรเทาภาระทางการเงินของลูกค้า
กรุงศรี ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินให้กับลูกค้า และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย มีผลวันที่ 4 มีนาคม 2569
ธนาคารกสิกรไทยเดินหน้าดูแลลูกค้า ลดดอกเบี้ยเงินกู้ หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว มีผล 2 มี.ค. 2569
ธอส. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทสูงสุด 0.25% ต่อปี ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ หนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป