ไทยพีบีเอส จัดเวทีวิจัย AI x Communication ตีโจทย์ใหญ่ปรับตัว-อิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้ชม-กรณีศึกษาในอุตสาหกรรมสื่อ

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

ไทยพีบีเอส จับมือนักวิจัยในแวดวงสื่อสารมวลชน วิจัย "สถานภาพองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในบริบทการสื่อสารของสังคมไทย" เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน 3 หัวข้อ ปรับตัวนำไปใช้ การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ในอุตสาหกรรมสื่อ พฤติกรรมผู้ชม และกรณีศึกษาจริงและการประยุกต์ใช้ AI ต่อวงการสื่อ การศึกษา และการสื่อสารเพื่อสังคม

ไทยพีบีเอส จัดเวทีวิจัย AI x Communication ตีโจทย์ใหญ่ปรับตัว-อิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้ชม-กรณีศึกษาในอุตสาหกรรมสื่อ

องค์การกระจายเสียและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส จัดเวทีแลกเปลี่ยนงานวิจัยหัวข้อ "AI x Communication: เวทีวิจัย เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน" ภายใต้ชุดโครงการวิจัย "สถานภาพองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในบริบทการสื่อสารของสังคมไทย" ซึ่งสนับสนุนโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส ที่มี รศ. ดร. เสริมศิริ นิลดำ คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ร่วมกับนักวิจัยในแวดวงนักสื่อสารมวลชน เทคโนโลยี หลายภาคส่วน โดยมี นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านบริหาร เป็นประธานเปิดกิจกรรม เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 ไทยพีบีเอส จัดเวทีวิจัย AI x Communication ตีโจทย์ใหญ่ปรับตัว-อิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้ชม-กรณีศึกษาในอุตสาหกรรมสื่อ

นายพิเศษ กล่าวว่า เวทีนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการสื่อสารในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อวงการสื่อ โดยเฉพาะการผลิตและบริโภคข่าวสาร รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบทบาทของนักข่าว นักวิจัย นักวิชาการ และสื่อสารมวลชนในปัจจุบัน ซึ่งการวิจัยภายใต้เวทีนี้ครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. Policy and Organizational Adaptation to AI: การยอมรับนำไปใช้ และการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ในอุตสาหกรรมการสื่อข่าว 2. Audience Engagement and AI Influence: แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของผู้ชมและอิทธิพลของ AI 3. Case Studies & Real-world Application กรณีศึกษาจริงและการประยุกต์ใช้ AI ในวงการสื่อ การศึกษา และการสื่อสารเพื่อสังคม

สำหรับการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ในยุค AI มีบทบาทต่อสื่อและการสื่อสารสาธารณะ ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นักวิจัยอิสระ และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ โดยหวังว่าการแลกเปลี่ยนนี้จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ด้าน AI เพื่อประโยชน์ของการสื่อสารสาธารณะต่อไป

ผศ.ดร. เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้วิจัยในหัวข้อ "การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการผลิตสื่อขององค์กรข่าวไทย" กล่าวว่า AI มีผลกระทบในทุกวงการ รวมถึงสื่อ เป็นที่มาของการทำวิจัย โดยในการวิจัยนี้เป็นการรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับ AI ในวงการข่าว ทั้งหมด 85 ชิ้น และมีการสัมภาษณ์ใน 3 องค์กรสื่อ ซึ่งข้อมูลจากการสัมภาษณ์เบื้องต้นพบว่า การใช้ AI เกิดจากปัจเจกไม่ใช่นโยบายขององค์กร ยังไม่มีมาตรฐานในการใช้งาน เช่น ใช้ AI ถอดเทป หรือการพิมพ์ด้วยเสียง AI เป็นเพียงผู้ช่วยไม่ใช้ผู้สร้าง ทักษะทางการเขียนเป็นทักษะของนักข่าว และเริ่มมีการร่างมาตรฐานแนวทางปฏิบัติ เป็นเกณฑ์กลาง ถือว่าปรับตัวได้เร็ว แต่ยังคงมีความกังวลด้านจริยธรรมในการใช้งาน จึงเห็นตรงกันว่า AI เป็นดาบสองคม ที่มีประโยชน์และโทษ ดังนั้น ต้องมีระบบนิเวศการใช้ AI อย่างถูกต้อง

ผศ.ดร.พิทักษ์ศักดิ์ ทิศาภาคย์ School of Global Studies (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้วิจัยเรื่องการกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในงานสื่อสารมวลชน กล่าวว่า กรอบการวิจัยเพื่อศึกษาแนวทางและรูปแบบในต่างประเทศมีการกำกับดูแลอย่างไร โดยมีแนวคิดเป็น 3 ระดับ 1. การกำกับดูแลตนเอง 2. กำกับดูแลร่วมกัน 3. กำกับดูแลโดยรัฐ โดยเลือกกรณีศึกษาจาก 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ แคนนาดา สหภาพยุโรป ซึ่งจุดร่วมที่เจอร่วมกัน เช่น ความรับผิดชอบในการใช้ AI การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น

ผศ.ระวีวรรณ ทรัพย์อินทร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอหัวข้อ "ปัญญาประดิษฐ์กับการสร้างสรรค์สื่อของ Content Creators" โดยกล่าวถึงการประยุกต์ใช้ AI ในวงการสื่อ และความสนใจต่อกลุ่ม Content Creators ซึ่งเป็นกลุ่มที่ AI เริ่มมีบทบาทสำคัญอย่างต่อเนื่อง เหตุผลที่สนใจหัวข้อนี้ เพราะ AI มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และเริ่มมีอิทธิพลในอุตสาหกรรมสื่อ โดยเฉพาะกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อสังคมสูง ข้อมูลจากสถิติ Linktree ระบุว่า ในปีนี้ประเทศไทยมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์จำนวนมากถึง 9,000,000 คนหรือคิดเป็นราว ๆ 12.86% และตลาดคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย มีอัตราการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 25-30%

ในการศึกษา ผศ.ระวีวรรณ ใช้กรอบแนวคิดทางทฤษฎีมาวิเคราะห์ในบริบทของสังคม เพื่อให้เห็นภาพรวม และตอบวัตถุประสงค์ที่วางไว้ พร้อมลงพื้นที่เก็บข้อมูล โดยสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างจากหลากหลายวงการ เช่น สื่อท้องถิ่น รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ด้านไลฟ์สไตล์ เพื่อสะท้อนการใช้งาน AI ที่แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม จากการศึกษานี้ ยังได้นำไปสู่การตั้งคำถามเชิงจริยธรรมและบทบาทของผู้ใช้งาน AI ว่า Content Creators ควรใช้ AI อย่างไรให้เกิดความรับผิดชอบต่อผู้รับสารและต่อสังคมโดยรวม ซึ่งจุดนี้ได้นำไปสู่การวางแนวทางเพื่อพัฒนาในเรื่องดังกล่าว

ด้าน ผศ.ดร.พนารัตน์ ลิ้ม นักวิชาการอิสระ นำเสนอหัวข้อ "การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์กับการเรียนการสอนของครูสู่ผู้เรียนยุค AI" โดยกล่าวว่า AI มีความสำคัญกับทุกวงการ รวมถึงวงการการศึกษา จุดที่ทำให้สนใจศึกษาเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงแค่มิติด้านการเรียนการสอนเท่านั้น แต่เป็นความสนใจในมุมของ AI ว่าหากนำมาใช้ในระบบการศึกษา จะช่วยส่งเสริมทักษะแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียนได้อย่างไร ในปัจจุบันแผนการศึกษามีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ผู้เรียนมี "วิจารณญาณ" และสามารถเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้งและยั่งยืน

การศึกษานี้ในเรื่องนี้ นำไปสู่การสร้างกรอบการวิจัยด้านความรับผิดชอบ เพื่อกำหนดแนวทางว่า AI ควรนำมาใช้ในบริบทของการเรียนการสอนอย่างไรให้เหมาะสมในยุคดิจิทัล

เวทีวิจัย AI x Communication สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของภาคส่วนต่าง ๆ ในการทำความเข้าใจและรับมือกับการใช้งาน AI ในบริบทของนักข่าว นักวิจัย นักวิชาการ และสื่อสารมวลชนในปัจจุบัน ทั้งในเชิงนโยบาย การผลิตเนื้อหา การศึกษา และจริยธรรม โดยไทยพีบีเอสจะเดินหน้าสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ต่อเนื่อง พร้อมเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และออกแบบแนวทางการใช้ AI ที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับการสื่อสารสาธารณะต่อไป

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

? Website : www.thaipbs.or.th

? Application : Thai PBS

? Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin


ข่าวปัญญาประดิษฐ์+แห่งประเทศไทยวันนี้

สจล. ผนึก วช. เปิด "HUB OF TALENT" พัฒนากำลังคน AI - Data Center - Smart Energy ขับเคลื่อนไทยสู่ AI Hub แห่งอาเซียน

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เปิดตัวโครงการ "HUB OF TALENT: AI, DATA CENTER AND SMART ENERGY MANAGEMENT" พร้อมจัด "เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเครือข่าย ครั้งที่ 1" (เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569) ณ สจล. เพื่อวางรากฐานการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy Management) รองรับการเติบโตของ

สมาคมวิชาชีพนักแปลและล่ามแห่งเอเชียตะวันอ... ผู้เชี่ยวชาญ 4 ประเทศร่วมเวที SEAProTI Summit 2026 แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการแปล การล่าม และปัญญาประดิษฐ์ — สมาคมวิชาชีพนักแปลและล่ามแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใ...

สถาบัน Harbour.Space@UTCC มหาวิทยาลัยหอกา... Harbour.Space@UTCC จัด Hackathon "AI for Cybersecurity" ดันเยาวชนไทยสร้างนวัตกรรมรับมือภัยไซเบอร์ — สถาบัน Harbour.Space@UTCC มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมก...

โดย: Alexey Navolokin ผู้จัดการทั่วไป ประ... ปลดล็อกขีดจำกัด SMB: เมื่อ AI กลายเป็น "ตัวเร่งเครื่อง" ธุรกิจที่ทรงพลังที่สุดแห่งยุค — โดย: Alexey Navolokin ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก AM...

ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ ... AI ใช้น้ำมากจริงหรือ? NGO ชวนมองอีกด้านของการใช้น้ำที่อาจถูกมองข้ามในระบบอาหารโลก — ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ...