TISCO ชี้เสถียรภาพรัฐบาลใหม่ปลดล็อกความเชื่อมั่นประเทศ หุ้นมีลุ้น 1,500 จุด - ขณะที่เศรษฐกิจต้องเร่งแก้ให้ตรงจุด

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

TISCO ชี้เสถียรภาพรัฐบาลใหม่เป็นจุดเปลี่ยนความเชื่อมั่นประเทศ หนุนเศรษฐกิจ - ตลาดหุ้นฟื้น "ไพบูลย์" มองดัชนีหุ้นไทยมีลุ้นแตะ 1,500 จุด หากเร่งนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงทั้ง "หนี้สูง - ออมต่ำ - ผลิตภาพต่ำ" พร้อมเดินหน้าสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และใช้ตลาดทุนให้เกิดประโยชน์ ขณะที่ TISCO ESU ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 แม้ฐานยังโตต่ำ 1.6% แต่มี Upside ขยับสู่ 1.8% หาก "คนละครึ่งพลัส 2" เดินหน้าได้ทันท่วงที รัฐบาลใหม่สามารถเร่งนโยบายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ด้านนโยบายระยะยาวอาจใช้เวลาแต่นโยบายต้องตอบโจทย์ - มีแผนชัด - ตัวชี้วัดจับต้องได้ - คนทำงานจริงจัง

TISCO ชี้เสถียรภาพรัฐบาลใหม่ปลดล็อกความเชื่อมั่นประเทศ หุ้นมีลุ้น 1,500 จุด - ขณะที่เศรษฐกิจต้องเร่งแก้ให้ตรงจุด

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (Mr. Paiboon Nalinthrangkurn, Chief Executive Officer and Director, TISCO Securities Company Limited) เปิดเผยว่า จากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีผลการนับคะแนนที่มีความชัดเจนมากขึ้น จากชัยชนะอย่างถล่มทลายของ "พรรคภูมิใจไทย" ที่มี "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน
ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,500 จุดในปีนี้

นายไพบูลย์ มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

"เงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่"

เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายที่ใช้ ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม

อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นข้อจำกัด โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอที่จะจูงใจการลงทุน ในระยะแรกควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สุดท้าย รัฐบาลไม่ควรมองข้าม ผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้าง "แรงส่งทางเศรษฐกิจ" ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

เศรษฐกิจไทยเปราะบางโตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Methas Rattanasorn, Head of Economics, TISCO Economic Strategy Unit) หรือ TISCO ESU กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1.6% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน

นโยบาย "10+" สร้างความหวังยกระดับศักยภาพประเทศ

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งรอบล่าสุด นำมาซึ่งความคาดหวังของนักลงทุนว่า อาจเห็นประเทศยกระดับศักยภาพการเติบโตกลับสู่ระดับ 3% ได้ ผ่านการผลักดันนโยบาย "10+" ที่ครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ปราบทุนเทา แก้ปัญหาทุจริต เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพ ตลอดจนพัฒนาด้านการศึกษา และดูแลปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส

ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% ต่อจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกรอบเพดานที่ 70% มากขึ้น ดังนั้น การยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่นี้ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่เช่นกัน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้รัฐมีกระสุนด้านการคลังนำมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลกได้แสดงท่าทีกังวลผ่านการปรับลดมุมมองต่ออันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นเชิงลบในปีที่ผ่านมา

แม้ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน และอาจขยายตัวได้เพียงแค่ใกล้เคียง 1% เท่านั้น ในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะอย่างท่วมท้น ทำให้เชื่อว่ากระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ และความต่อเนื่องของนโยบาย รวมไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลน่าจะช่วยให้การจัดทำร่างฯ งบประมาณปี 2570 ไม่เกิดความล่าช้ามากอย่างที่กังวล ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบฯ ได้จะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี

คนละครึ่งพลัส 2 ดัน GDP โต 1.8%

นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8%

สำหรับภาพระยะยาว TISCO ESU มองว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจัง หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง


ข่าวเครื่องยนต์+เศรษฐกิจไทยวันนี้

MEDEZE ฉลอง 15 ปี อย่างยิ่งใหญ่ เดินหน้า "Sandbox" รวมพลังการแพทย์ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ "HEALTH Economy"

"เมดีซ กรุ๊ป" ฉลองครบรอบ 15 ปี อย่างยิ่งใหญ่ ตอกย้ำความมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นสูง พร้อมปักธงอนาคตเศรษฐกิจการแพทย์ไทย เดินหน้าโครงการ "Sandbox" รวมพลังการแพทย์สู่ "HEALTH Economy" เครื่องยนต์ใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า บริษัทฯ ฉลองครบรอบ 15 ปี "MEDEZE 15th Anniversary: Future of Thailand HEALTH Economy" นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่น

ทีเส็บ เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ขอ... ทีเส็บประกาศทิศทางใหม่ ปั้นกรุงเทพฯ สู่เวทีนิทรรศการออกแบบระดับโลก — ทีเส็บ เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของไทยสู่บทบาทใหม่ ผ่านยุทธศาสตร์การสร้าง "New...

การจะซื้อรถยนต์มือสองสักคันถือเป็นการตัดส... ซื้อรถมือสองที่ไหนดี ให้ได้รถสภาพนางฟ้า ตรงปก แบบไม่ต้องลุ้น — การจะซื้อรถยนต์มือสองสักคันถือเป็นการตัดสินใจที่สำคัญและต้องใช้ความรอบคอบ เนื่องจากรถแต่ละค...