Fair Finance Thailand เปิดผลประเมินนโยบายธนาคารไทยปีที่ 8

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

  • ผลประเมินชี้ภาคธนาคารไทยพัฒนาต่อเนื่องสอดรับมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก
  • วงเสวนาเรียกร้องภาคการเงินเร่งผนวกความเสี่ยงมลพิษอุตสาหกรรมและคุณภาพอากาศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การกลั่นกรองสินเชื่อ

แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand - FFT, "แนวร่วมฯ") แถลงผลประเมินนโยบายธนาคารไทย ปีที่ 8 ชี้ภาคธนาคารไทยมีพัฒนาการในการยกระดับนโยบายด้านความยั่งยืนให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล แม้มาตรฐานแนวปฏิบัติของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมนานาชาติ (Fair Finance Guide International - FFGI) ที่ใช้ประเมินจะเข้มงวดขึ้น แต่คะแนนเฉลี่ยรวมของกลุ่มธนาคารยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

Fair Finance Thailand เปิดผลประเมินนโยบายธนาคารไทยปีที่ 8

ขณะเดียวกัน ในวงเสวนาได้เรียกร้องให้ธนาคารเร่งผนวกความเสี่ยงจากมลพิษอุตสาหกรรมและฝุ่น PM2.5 เข้าสู่กระบวนการพิจารณาสินเชื่อและการเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ใหม่ในอนาคต

ผลประเมินปี 2568: บทพิสูจน์การปรับตัวภายใต้บรรทัดฐานสากล

สำหรับการประเมินในปี 2568 แนวร่วมฯ ใช้เกณฑ์การประเมินฉบับปรับปรุงใหม่ FFGI 2025 ที่ยกระดับความเข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคธนาคารไทยยังคงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพในการปรับตัว โดยคะแนนเฉลี่ยรวมของทั้ง 11 ธนาคารที่ถูกประเมิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 28.36% ในปี 2567 เป็น 28.84% ในปี 2568 โดยมีธนาคาร 8 จาก 11 แห่งที่มีคะแนนเพิ่มขึ้น

  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์: ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ด้วยคะแนน 40.75% ตามด้วย ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ที่ 38.95% และ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ที่ 38.47%
  • กลุ่มธนาคารเฉพาะกิจ: ธนาคารออมสิน (GSB) ยังคงรักษาสถานะผู้นำในหมวดนี้ด้วยคะแนน 27.90%

อิชยา เส้งมี และ เสฏฐนันท์ คันศร ตัวแทนคณะวิจัยแนวร่วมฯ และผู้นำเสนอผลการประเมิน ระบุว่าช่องว่างของการแข่งขันระหว่างธนาคารกลุ่มผู้นำเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากธนาคารหลายแห่งมีความตื่นตัวในการปรับปรุงและเปิดเผยนโยบายด้านความยั่งยืนให้สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินมากขึ้น

อ่านรายงานผลการประเมินฉบับเต็มได้ที่: https://fairfinancethailand.org/bank-guide/bank-assessment/?isPositive=True

ไฮไลต์วงเสวนา: พ.ร.บ. อากาศสะอาด-PRTR บทบาทของธนาคารไทย

วงเสวนาหัวข้อ "การเงินที่รับผิดชอบต่อมลพิษ: พรบ. อากาศสะอาด-PRTR กับนโยบายธนาคารไทย" เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ธนาคารต้องมีส่วนร่วมจัดการปัญหามลพิษทางอากาศจากภาคอุตสาหกรรม โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าธนาคารจำเป็นต้องยกระดับการตัดสินใจปล่อยสินเชื่อและการลงทุน รวมถึงการเปิดเผยข้อมูล ผ่านการประเมินความเสี่ยงด้านมลพิษอากาศอย่างเป็นระบบ ภายใต้บริบทของ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ ร่าง พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register - PRTR)

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ. PRTR คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มความโปร่งใสของภาคธนาคาร "กฎหมาย PRTR คือเครื่องมือสำคัญในการสร้างความโปร่งใสทางการเงิน เมื่อมีการบังคับใช้ เราจะมีฐานข้อมูลกลางที่เปิดเผยการปล่อยสารพิษสู่สาธารณะ ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารและบริษัทประกันภัยสามารถประเมินพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงของลูกค้าได้ ข้อมูลเหล่านี้จะเปลี่ยนการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ จากการคาดการณ์ไปสู่การประเมินความเสี่ยงบนฐานข้อเท็จจริง"

รศ.ดร. คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ อธิบายถึงบทบาทของ พ.ร.บ. ทั้งสองฉบับที่มีวัตถุประสงค์คือการสร้างระบบนิเวศใหม่ โดยธนาคารต้องมีส่วนร่วมรับผิดหากให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อมลพิษ พร้อมทั้งเสริมว่า "ธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะผู้กำกับดูแลหลักต้องเป็นคนสร้างระบบนี้ก่อน และส่งต่อเป็นข้อบังคับให้ทุกธนาคารต้องปฏิบัติตาม"

กาญจนา สวยสม ผู้อำนวยการส่วนมลพิษจากอุตสาหกรรม กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่ากฎหมายฉบับใหม่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและธนาคารในการปิดช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย "กฎหมายสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมักทำงานแยกส่วน ทำให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้ พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ พ.ร.บ. PRTR จะช่วยปิดช่องว่างเหล่านี้ แต่ภาคการเงินเองก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะพันธมิตรผ่านกลไก 'แรงจูงใจและบทลงโทษ' ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเงื่อนไขสินเชื่อที่เข้มงวดกับผู้ก่อมลพิษ หรือการลดดอกเบี้ยเพื่อหนุนการลงทุนสีเขียว เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมที่ยั่งยืน"


ข่าวมาตรฐานสากล+ความยั่งยืนวันนี้

PMC กางแผนปี 69 รุกตลาดนวัตกรรมสติ๊กเกอร์โลก ตั้งเป้าขยายกำลังผลิต 185 ล้านตร.ม. พร้อมโชว์มาตรฐาน ESG ระดับสากล

PMC ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพและความยั่งยืน ชูแผนอัปเกรดกำลังการผลิตสู่ 185 ล้านตารางเมตรต่อปี พร้อมรุกตลาด Specialty Product และนวัตกรรมรักษ์โลกเต็มสูบ เพื่อยกระดับแบรนด์ไทยสู่มาตรฐานสากล นายเอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรียลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PMC ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สติ๊กเกอร์เปล่า (Sticker) หรือฉลากกาว (Self-Adhesive Label) ชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2569 PMC ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การสร้างการเติบ

การขับเคลื่อน THAILAND GREEN PLAN 2030 ขอ... Thailand Green Coach พลังสำคัญยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากล — การขับเคลื่อน THAILAND GREEN PLAN 2030 ของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ...

ORN ประกาศความสำเร็จ ขึ้นแท่น EDGE Champi... ORN ขึ้นแท่น EDGE Champion รายแรกภาคเหนือ จับมือ KBANK - IFC ยกระดับอสังหาฯ ไทยสู่มาตรฐานสากล — ORN ประกาศความสำเร็จ ขึ้นแท่น EDGE Champion รายแรกของภาคเห...

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและก... Thailand Good Travel ชู 41 แหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการต้นแบบ สู่มาตรฐานสากล — กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงาน พิธีมอบตราสัญลักษณ์มา...

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายบัณฑิต ... กลุ่มบริษัทบางจากเสริมแกร่งการจัดการก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ Net Zero ตามมาตรฐานสากล — เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดก...