"สมุทรสงคราม" จังหวัดที่เล็กที่สุดของประเทศไทย โดดเด่นในฐานะเมืองผลไม้ โดยเฉพาะมะพร้าว ลิ้นจี่ และส้มโอ แต่ยังมีของดีอีกอย่างหนึ่ง คือ "กล้วย" ที่มักถูกมองว่าเป็นเพียงพืชปลูกแซมไว้แก้ขัดในสวนผลไม้ ไม่มีมูลค่า หากขายไม่ได้ก็ตัดทิ้ง แต่สำหรับ นายศุภลักษณ์ บัวโรย ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจ ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม กล้วยเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของการ "สร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้" ให้กับคนในชุมชน โดยพลิกฟื้นคุณค่ากล้วยสมุทรสงครามให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง จนได้กลายเป็นต้นแบบธุรกิจชุมชนที่เติบโตอย่างเข้มแข็งด้วยพลังของ "ข้อมูล" และแนวคิด "ธุรกิจปันกัน" ที่ยั่งยืน
จากจุดเริ่มต้นในปี 2557 ที่เปิดหน้าร้านขายผลไม้อบแห้งในตลาดน้ำอัมพวา นายศุภลักษณ์ก้าวสู่วงการธุรกิจแปรรูปกล้วยที่เชื่อมโยงเกษตรกรและชุมชน โดยจัดตั้ง "วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจ" ที่ดำเนินงานภายใต้แนวคิด "ผู้บริโภค เกษตรกร ชุมชน ต้องเดินไปด้วยกันได้" ซึ่งไม่ได้มองเพียงผลกำไร แต่มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยกล้วยพื้นถิ่น
ส่วนสำคัญที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจแตกต่างจากผู้ประกอบการทั่วไป คือ การ "ประกันราคา" รับซื้อกล้วยน้ำว้าให้เกษตรกรในพื้นที่ เริ่มต้นรับซื้อกล้วยในราคาลูกละ 30 สตางค์ ขยับมาเป็น 50 สตางค์ และปัจจุบันทางกลุ่มรับประกันราคาให้ถึงลูกละ 1 บาท สูงกว่าราคาตลาดทั่วไปที่รับซื้อลูกละ 30 สตางค์ โดยรับซื้อผ่านระบบ 'หัวสวน' ซึ่งเป็นผู้รวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อย ทำให้ระบบการจัดซื้อมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
"การประกันราคาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กลุ่มและเกษตรกรอย่างชัดเจน ปริมาณการรับซื้อกล้วยจากเกษตรกรเพิ่มขึ้นจาก 20,000 ลูกต่อเดือน เป็น 200,000 - 250,000 ลูกต่อเดือน เกษตรกรมีรายได้จากการขายกล้วยทุกวันวันละประมาณ 7,000 บาทต่อรอบการส่ง ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกกล้วยที่มีคุณภาพสม่ำเสมอมากกว่าการขยายสวนปลูก ซึ่งคุณภาพวัตถุดิบที่ดีจะส่งผลให้กลุ่มสามารถผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น จนสามารถรับซื้อกล้วยจากเกษตรกรได้มากขึ้นอีก โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถรับซื้อกล้วยได้ถึง 300,000 ลูกต่อเดือนในปี 2569"
นอกจากนี้ วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจได้กลายเป็นศูนย์กลางของ "การจ้างงาน" ที่เปิดโอกาสแก่ผู้คนอย่างหลากหลาย ทั้งคนว่างงาน ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงคนพิการ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภายใต้กระบวนการทำงานที่ถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบ ทั้งฝ่ายคัดแยก ปอก ตัดแต่ง อบ บรรจุภัณฑ์ ดูแลสต็อกสินค้า รวมไปถึงโรงปุ๋ย โดยจะได้รับค่าจ้างเฉลี่ยวันละ 350 บาท ปรับขึ้นตามความเชี่ยวชาญ และส่งเสริมให้สมาชิกรับซื้อผลิตภัณฑ์ในราคาต่ำกว่าราคาปกติประมาณ 50 บาท เพื่อไปจำหน่ายต่อ โดยนายศุภลักษณ์เล่าว่า การจ้างงานนี้สร้างความมั่นคงทางรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม หลายครอบครัวสามารถตั้งตัวได้ บางคนปลูกบ้านใหม่ หรือซื้อรถเป็นของตนเองได้จากการทำงานที่นี่ ทำให้ชุมชนเห็นถึงคุณค่าและภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง
ไม่เพียงแค่นั้น วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจยังมีเป้าหมายในการ "ส่งมอบสุขภาพที่ดีแก่ผู้บริโภค" ด้วยสินค้าที่ปลอดภัย ยึดหลัก "เราจะผลิตอาหารที่ปลอดภัย เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้น" มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยมองในมุมของผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง ควบคุมมาตรฐานการผลิตให้ดีที่สุดและคงที่อยู่เสมอ เพื่อให้ผู้บริโภคมีสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งต่อกลับมายังเกษตรกร ชุมชนผู้ผลิตให้เติบโตไปพร้อมกันด้วยสุขภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกัน
ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจไม่ได้ขายเพียงกล้วยตากเหมือนแต่ก่อน แต่ได้ยกระดับสู่การผลิตสินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ "ดีปาษณะ" และสินค้าท้องถิ่นคุณภาพแบรนด์ "บ้านกล้วย@อัมพวา" ที่ใช้ประโยชน์จากกล้วยทุกส่วน เพื่อลดปริมาณของเสียในกระบวนการผลิตและแปรรูปกล้วยให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) ตั้งแต่หัวปลีทำซุปหัวปลีและสแน็คหัวปลี กล้วยดิบทำกล้วยผง กล้วยห่ามทำกล้วยอบแว่น กล้วยสุกทำกล้วยเส้น กล้วยสุกจัดทำกล้วยตาก กล้วยงอมทำไซรัปกล้วย ไปจนถึงเปลือกกล้วยและเศษวัสดุเหลือทิ้งมาทำเป็นปุ๋ยคุณภาพสูง แล้วแจกจ่ายคืนให้กับเกษตรกรนำไปบำรุงดิน ลดต้นทุนค่าปุ๋ย และทำให้ได้ผลผลิตกล้วยที่มีคุณภาพกลับมาสู่กลุ่มอีกครั้ง เป็นวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เกื้อกูลกัน
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือ การได้รับ "วัคซีนข้อมูล" จากการเข้าร่วมโครงการ "ธุรกิจปันกัน" ของสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ที่ทำให้ "รู้ปัจจุบันของตัวเอง" ผ่านการเก็บข้อมูลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ การทำบัญชีรายรับรายจ่าย การจดบันทึกต้นทุน การวิเคราะห์กำไรขาดทุน และการแยกกระเป๋าเงินธุรกิจออกจากกระเป๋าเงินครัวเรือนอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ผู้ประกอบการรู้สถานะที่แท้จริงของธุรกิจตัวเอง
นายศุภลักษณ์ เพิ่มเติมว่า การมีข้อมูลช่วยให้บริหารจัดการวัตถุดิบได้อย่างแม่นยำ รู้ว่าช่วงไหนกล้วยจะขาดตลาดและต้องสต็อกวัตถุดิบเมื่อไหร่ หรือแม้แต่การตัดสินใจซื้อกล้วยในราคาแพงช่วงสินค้าขาดแคลนเพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้ และยังช่วยให้ตอบคำถามได้ว่า รายรับที่ได้มา คือ 'กำไร' 'ขาดทุน' หรือแค่ 'ทรงตัว' ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนการผลิต ประเมินความเสี่ยง และกำหนดทิศทางการทำงานได้แน่นอน ไม่ลอยตามกระแสน้ำเหมือนแต่ก่อน
"เป้าหมายหลักของการประกอบธุรกิจชุมชนไม่ใช่ผลกำไรสูงสุด แต่คือการที่ "ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นพร้อมกับธุรกิจที่ไปต่อได้" ซึ่งองค์ความรู้จากธุรกิจปันกันช่วยให้เรามองธุรกิจแบบเกื้อกูล ผู้ประกอบการทุกคน คือ "คู่ค้า" ไม่ใช่ "คู่แข่ง" ทุกคนต้องอยู่รอดไปด้วยกันบนพื้นฐานและเส้นทางที่แตกต่าง โดยมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือ การทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งด้วยของดีในชุมชนเอง" นายศุภลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย
เกษตรเขต 2 ประชุมเชื่อมโยงการดำเนินงานคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ขับเคลื่อนการเกษตร 8 จังหวัด ภาคตะวันตก ครั้งที่ 1/2569
สมุทรสงคราม รวมพลังรักษ์ดิน จัดใหญ่ "วันดินโลก 2568" ชูแนวคิดดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต
กรมทรัพย์สินทางปัญญา บุกตลาด "แจ๋ว แซ่บ เฟ่อร์" เสิร์ฟของดี GI ไทย การันตีคุณภาพความอร่อยที่สายกินห้ามพลาด เริ่มแล้ว วันนี้ - 19 พ.ย. ที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า
สสวท. เดินหน้าพัฒนาศักยภาพครูวิทยาศาสตร์ เปิดอบรมหลักสูตร วิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ (ESS) เน้นบูรณาการ GLOBE สู่ห้องเรียน
PLUS คว้ารางวัลองค์กรบริหารจัดการแรงงานที่ดี ประจำปี 2568 ตอกย้ำวิสัยทัศน์องค์กรชู "คน" เป็นหัวใจของความสำเร็จ
กรมประมง จับมือ STF ขับเคลื่อนความปลอดภัยทางทะเล ผ่านการอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับลูกเรือประมง ยกระดับแรงงานภาคประมงไทยสู่มาตรฐานสากล
PLUS จับมือ BJC Glass เปิดโครงการ "PLUSGlass" สร้างสังคมเติบโตเคียงข้างชุมชน
เวทีการแสดงเพื่อเด็กและเยาวชน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เดือนกันยายน