ลืมภาพจำเนื้อไทยแบบเดิม! เอ็นไอเอ "พาชม" การใช้นวัตกรรมเปลี่ยนโคเนื้อ 4 ท้องถิ่นไทย สู่แบรนด์พรีเมียมครองใจคนรักเนื้อ

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

พร้อม "พาชิม" รสชาติใหม่ของเนื้อไทยสไตล์อินเตอร์ ที่เตรียมท้าชนตลาดโลกใน "Thailand Beef Fest 2026"

ลืมภาพจำเนื้อไทยแบบเดิม! เอ็นไอเอ "พาชม" การใช้นวัตกรรมเปลี่ยนโคเนื้อ 4 ท้องถิ่นไทย สู่แบรนด์พรีเมียมครองใจคนรักเนื้อ
  • รู้จักกับ "โคดำลำตะคอง - สุรินทร์วากิว สลักได - โคขุนหนองสูง - โคขุนกำแพงแสน" ต้นแบบซอฟต์พาวเวอร์แห่งอาหารไทย ที่กำลังพาโลคอลแบรนด์ก้าวสู่เวทีโลก

ถ้าพูดถึง "เนื้อโคพรีเมียม" ภาพจำของกลุ่มคนรักเนื้อจำนวนมากคงนึกถึงเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวากิวจากญี่ปุ่น แองกัสจากออสเตรเลีย หรือไพรม์คัตจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ที่สร้างชื่อเสียงและมูลค่าเพิ่มได้ในระดับโลก ขณะที่ในประเทศไทยใครจะคาดคิดว่าวันนี้ "เนื้อโคไทย" ก็กำลังก้าวขึ้นสู่แบรนด์พรีเมียมด้วยเช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันมีเนื้อจากหลายท้องถิ่นกำลังพาสชั้นจากการเป็นเพียงวัตถุดิบประกอบอาหาร สู่การเป็นเนื้อพรีเมียมที่สามารถเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารเดียวกับเนื้อระดับโลก

สำหรับใครที่อยากรู้ว่าสมการความอร่อยแบบพรีเมียมครั้งใหม่ของ "เนื้อไทย" เป็นแบบไหน เปลี่ยนจากภาพจำเดิมของเนื้อวัวไทยที่หลายคนรู้สึกว่าเหนียวและมีกลิ่นเฉพาะตัวที่แรงไปอย่างไรนั้น วันนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จะพาทุกคนไปเปิดความว้าวกับ 4 แบรนด์เนื้อไทยที่มีทั้งเรื่องราวและนวัตกรรม มานำเสนอให้บรรดาคนรักเนื้อได้เปิดประสบการณ์ใหม่ พร้อมสัมผัสความเปลี่ยนแปลงของเนื้อไทยพรีเมียมที่ไม่ได้อร่อยแค่บนจาน

From Volume to Value เมื่อนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มรสชาติ

ตลาดเนื้อพรีเมียมในประเทศไทยกำลังเติบโตและน่าจับตามอง แม้คนไทยอาจจะยังบริโภคเนื้อวัวไม่ได้สูงเท่าชาติตะวันตก แต่พฤติกรรมการกินนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากการกินเพื่อความอร่อยและอิ่มท้อง เข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อแลกกับประสบการณ์ ความเฉพาะตัวของแบรนด์ ซึ่งกลุ่มคนรักเนื้อในปัจจุบันจึงไม่ได้มองหาแค่เนื้อแดงที่รสชาติอร่อย แต่ยังมองหาไขมันแทรกลายสวย (Marbling Score) รสสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้น และที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นคือการมองหาเรื่องราว และแหล่งกำเนิดที่ปลอดภัย

และนี่คือจุดที่ NIA ได้เข้ามาเปลี่ยนระบบคิดของทั้งอุตสาหกรรม จากโมเดลเดิมที่เน้นปริมาณเป็นหลัก (Volume-Based) ไปสู่โมเดลที่เน้นมูลค่าและคุณค่าที่สร้างได้ (Value-Based) ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่อุตสาหกรรมไวน์ กาแฟ ชา และช็อกโกแลตระดับโลกทำมาก่อนแล้ว โดยทิศทางการพัฒนาโคเนื้อไทยสู่ระดับพรีเมียมอยู่ที่การใช้นวัตกรรมเชิงลึกหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับภูมิอากาศไทย การใช้ข้อมูลและ IoT ในการจัดการฟาร์ม การควบคุมคุณภาพเนื้อด้วยกระบวนการบ่มเชิงวิทยาศาสตร์ การลดคาร์บอนและของเสียในกระบวนการผลิต รวมถึงการพัฒนาเนื้อโคที่มีเรื่องราวและอัตลักษณ์เฉพาะที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เนื้อไทยมีความพิเศษที่แตกต่างจากเนื้อนำเข้า ทั้งในแง่ของรสชาติที่ตรงกับความชอบของคนไทยที่ "ชอบเนื้อติดมัน แต่ไม่เลี่ยน" ความสดใหม่จากการผลิตในประเทศ และความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัยที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

4 ขุนพลเนื้อไทย กับรสชาติแห่งถิ่นกำเนิด

ในโลกของไวน์ หรือ กาแฟ จะมีคำว่า Terroir (แตร์รัวร์) เพื่ออธิบายรสชาติที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของแหล่งที่มา ทั้งดิน น้ำ ลม และอากาศของแหล่งปลูก ในโลกของเนื้อวัวก็เช่นกัน โดยวัวที่เติบโตต่างที่ กินอาหารต่างกัน ย่อมให้รสชาติที่ต่างกัน และนี่คือ 4 แบรนด์เนื้อไทย พรีเมียมที่ NIA ภูมิใจนำเสนอ ซึ่งแต่ละแบรนด์ล้วนมี "คาแรคเตอร์" ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การใช้ 'นวัตกรรม' เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนวิถีการทำปศุสัตว์แบบแม่นยำ เพื่อสร้างสรรค์รสชาติระดับโลก และเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า เนื้อไทยมีดีพอที่จะก้าวไปยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ และอยากให้ทุกคนได้เปิดประสบการณ์ทางรสชาติครั้งใหม่ด้วยตนเอง

เริ่มกันที่ "โคดำลำตะคอง" จากจังหวัดนครราชสีมา ดินแดนที่เปรียบเสมือนประตูสู่อีสาน ณ ความสูง 300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลของอำเภอสีคิ้ว คือที่ตั้งของแหล่งผลิตเนื้อคุณภาพที่ผสานวิทยาศาสตร์เข้ากับธรรมชาติอย่างลงตัว ความพิเศษของที่นี่คือการใช้นวัตกรรม การปรับปรุงพันธุ์ขั้นสูงแบบ "Triple Cross Breed" หรือการผสมข้าม 3 สายพันธุ์ เพื่อดึงจุดเด่นที่ดีที่สุดมารวมกัน ได้แก่ สายพันธุ์วากิว ที่ให้ลายไขมันแทรกสวยงาม สายพันธุ์แองกัส ที่ให้โครงสร้างเนื้อที่สมบูรณ์และรสเนื้อเข้มข้น และสายพันธุ์โคพื้นเมือง ที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศเมืองไทย ผสานกับการจัดการอาหารโดยใช้วัตถุดิบจากภาคเกษตรในพื้นที่มาคำนวณโภชนาการอย่างแม่นยำ เมื่อมองด้วยตาเปล่า เนื้อชนิดนี้จะมีสีแดงสดตัดกับไขมันแทรกที่กระจายตัวเป็นเส้นฝอย ๆ อย่างสม่ำเสมอ ไม่หนาทึบจนขาวโพลน แต่เป็นลายหินอ่อนที่ดูสวยงาม รสสัมผัสที่ได้คือความสมดุลที่สามารถตอบโจทย์ของคนรักเนื้อได้อย่างตรงจุด คือ "นุ่มแต่ไม่เลี่ยน" วินาทีแรกที่เคี้ยว จะได้สัมผัสความนุ่มหยุ่นสู้ฟันจากพันธุกรรมแองกัส ตามมาด้วยความฉ่ำของไขมันวากิวที่ละลายออกมาเคลือบลิ้น เป็นรสชาติที่กลมกล่อม เคี้ยวเพลินได้เรื่อยๆ นอกจากนี้ ยังมีการใช้นวัตกรรม Food Waste Management แปรรูปเนื้อส่วนเกินเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เป็นแกงพะแนงเนื้อพร้อมทานที่รสชาติดีจนสามารถส่งออกไปสร้างชื่อเสียงไกลถึงต่างแดนได้

ถัดมาคือ "สุรินทร์วากิว สลักได" อัญมณีแห่งอีสานใต้ สินค้า GI (Geographical Indication) ของจังหวัดสุรินทร์ โดยเกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของเกษตรกรในตำบลสลักไดที่รวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชน และช่วยเปลี่ยนวิกฤตราคาเนื้อโคตกต่ำให้กลายเป็นโอกาสทอง ซึ่งสุรินทร์วากิวโดดเด่นด้วยการพัฒนาสายพันธุ์วากิวลูกผสมที่มีสัดส่วนพันธุกรรมวากิวสูงกว่าร้อยละ 50 แต่หัวใจของความอร่อย อยู่ที่ "นวัตกรรมอาหารสัตว์ (Feed Innovation)" โดยมีการนำของดีประจำจังหวัดอย่างฟางข้าวหอมมะลิสุรินทร์ รำข้าว ปลายข้าว และธัญพืชคุณภาพสูง มาพัฒนาเป็นอาหารข้นสูตรพิเศษ ผสานกับการใช้จุลินทรีย์เพื่อช่วยระบบการย่อยของวัว ส่งผลให้เนื้อมีลายหินอ่อนที่มีสีชมพูระเรื่อ และไขมันแทรกละเอียดเป็นเกล็ดหิมะ กระจายตัวหนาแน่นทั่วทั้งชิ้น อีกทั้งยังมีจุดเด่นที่สุดที่ทำให้ใครหลายคนหลงรักคือ "กลิ่น" ไขมันที่มีความหอมหวานเฉพาะตัว คล้ายกลิ่นข้าวคั่วอ่อน ๆ หรือถั่ว เมื่อนำเข้าปาก เนื้อแทบจะละลายทันทีโดยไม่ต้องออกแรงเคี้ยว ทั้งยังทิ้งความหอมมันอบอวลอยู่ในกระพุ้งแก้ม เป็นรสชาติที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของทุ่งกุลาร้องไห้ได้อย่างชัดเจน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำ Yakiniku, Shabu-Shabu หรือเมนูที่ต้องการสัมผัสความนุ่มนวลเป็นพิเศษ

เดินทางต่อไปยังริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่จังหวัดมุกดาหาร ถิ่นกำเนิดของ "โคขุนหนองสูง" แบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของสหกรณ์การเกษตรหนองสูง และนวัตกรรมการผลิตมาตรฐานสากล ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และตลาดส่งออกที่ต้องการความชัดเจนในรสชาติ เน้นการพัฒนาสายพันธุ์ โดยเฉพาะลูกผสมชาร์โรเล่ส์ ลูกผสมแองกัส และลูกผสมวากิว ทำให้เกิดเนื้อที่มีความโดดเด่น เป็นเนื้อแดงคุณภาพสูง มีไขมันแทรกในกล้ามเนื้อที่เส้นเล็กละเอียดกว่า แต่สิ่งที่ทำให้หนองสูงก้าวไปอีกขั้นคือ ผลิตภัณฑ์โคขุนหนองสูง ซึ่งนอกจากเนื้อโคแช่แข็งแล้ว ยังมีเนื้อเสียบไม้, เนื้อแดดเดียว, ไส้กรอกอีสาน, ไส้กรอกรมควัน, เนื้อบด, น้ำดีคุณภาพ, น้ำจิ้มสำเร็จรูป และน้ำหมักเนื้อ โดยกระบวนการผลิตมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ และกระบวนการชำแหละที่ได้รับมาตรฐานฮาลาล เนื้อที่ได้จะมีสีแดงทับทิมเข้มตัดกับไขมันขอบสีขาวสะอาด เป็นความสวยงามแบบคลาสสิกที่เห็นแล้วรู้เลยว่าเนื้อแน่นและสดมาก ส่วนรสชาตินั้นเอาใจสาย Hardcore Carnivore ที่รักกลิ่นเนื้อแท้ ๆ เพราะมีความเข้มข้น จัดจ้าน ไม่จืดชืด และด้วยโครงสร้างกล้ามเนื้อ ที่แข็งแรง ทำให้เราจะได้สัมผัสเนื้อที่เต็มปากเต็มคำ ยิ่งเคี้ยวยิ่งหวาน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำสเต๊กชิ้นหนา ที่ต้องการรสเนื้ออันทรงพลัง

ปิดท้ายด้วยตำนานพี่ใหญ่แห่งวงการเนื้อไทยอย่าง "โคขุนกำแพงแสน" ที่เป็นสินค้า GI ของจังหวัดนครปฐม โมเดลความสำเร็จที่วิชาการมาบรรจบกับภาคปฏิบัติอย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือแบรนด์แรก ๆ ของไทยที่มีการสังเคราะห์ "สายพันธุ์กำแพงแสน (Kamphaeng Saen Breed)" ขึ้นมาเอง โดยมีสัดส่วนเลือดชาร์โรเล่ส์ร้อยละ 50 บราห์มันร้อยละ 25 และพื้นเมืองร้อยละ 25 ซึ่งถูกวิจัยมาแล้วว่าเป็นสูตรพันธุกรรมที่ให้คุณภาพเนื้อดีที่สุดในสภาพอากาศเมืองร้อน โดยนวัตกรรมสำคัญของโคขุนกำแพงแสนคือ "เทคโนโลยีการบ่มเนื้อ" ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำการวิจัยมายาวนานจนค้นพบระยะเวลาและอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการดึงรสอูมามิออกมา เอกลักษณ์ของโคขุนกำแพงแสนจึงเป็นชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ ฟอร์มสวย สีแดงเข้มอมน้ำตาลนิด ๆ จากการบ่ม ลายไขมันมีความละเอียดแทรกซึมแบบกำลังดี ส่วนรสสัมผัสนั้นคือนิยามของคำว่า "นุ่มนวล" อย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีความพิเศษอยู่ที่กลิ่นหอมบ่มลึก ซึ่งเป็นรสชาติที่กลมกล่อม สม่ำเสมอ จนได้รับความไว้ใจจากร้านอาหารชั้นนำมากมาย

ชม - ชอป - ชิม ลิ้มรสเนื้อไทยที่งาน Thailand Beef Fest 2026

การเดินทางของเนื้อไทยไม่ได้จบแค่ที่หน้าฟาร์ม แต่ NIA และพันธมิตรมองไกลถึง "ปลายน้ำ" นั่นคือการสร้างระบบนิเวศการตลาดของเนื้อไทยในงาน "Thailand Beef Fest" เพื่อสร้างเวทีระดับประเทศให้เนื้อไทยพรีเมียมได้โชว์ตัวจริง เทียบชั้นกับเนื้อระดับโลกจากสหรัฐ ญี่ปุ่น บราซิล และออสเตรเลียที่เข้าร่วมงานด้วย งานนี้จะเปลี่ยนจากงานแสดงสินค้าธรรมดาสู่การเป็น "แพลตฟอร์มเศรษฐกิจเนื้อ" ที่เชื่อม
ผู้เลี้ยง ผู้แปรรูป เชฟ ร้านอาหาร ผู้จัดจำหน่าย นักลงทุน และคนรักเนื้อเข้าไว้ในระบบเดียวกัน หากคุณเป็นหนึ่งใน Beef Lover ที่อยากสัมผัสกับอนาคตของเนื้อไทยพรีเมียมด้วยตัวเอง อยากลิ้มลองเนื้อทั้ง 4 แบรนด์ และอยากเข้าใจว่านวัตกรรมสามารถเปลี่ยนเนื้อท้องถิ่นให้กลายเป็นเนื้อระดับโลกได้อย่างไร งาน "Thailand Beef Fest 2026" คือคำตอบ

มหกรรมเนื้อไทยครั้งยิ่งใหญ่นี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 - 22.00 น. ณ ตลาดนัดเลียบด่วน-แดนเนรมิต กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีม "Thai Innovative Beef, Global Taste" ที่จะพาคุณไปสัมผัสทุกมิติของเนื้อพรีเมียม ทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ โดยแบ่งเป็น

  • International Pavilion - โอกาสที่จะได้เห็นเนื้อระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย มาจัดแสดงพร้อมกันในที่เดียว ด้วยความร่วมมือจากสถานทูตทั้ง 4 ประเทศ ที่จะร่วมแลกเปลี่ยนมาตรฐานและทิศทางของอุตสาหกรรมโคเนื้อในระดับสากล
  • Thailand Pavilion - จุดหมายสำคัญสำหรับคนที่อยากชิมและซื้อเนื้อพรีเมียมไทยทั้ง 4 แบรนด์ พบกับโคดำลำตะคอง สุรินทร์วากิว สลักได โคขุนหนองสูง มุกดาหาร และโคขุนกำแพงแสน รวมถึงเกษตรกรจากนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และมุกดาหาร ที่พร้อมให้คุณได้สัมผัสและซื้อกลับบ้าน
  • Buyer & Distributor Booth - เป็นส่วนของผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง CPF, CP Axtra, ThaiBev และ Central Food Wholesale จะมาเจรจาธุรกิจ ที่จะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมเนื้อไทยให้เติบโตมากยิ่งขึ้น
  • Beef Restaurant Zone - โซนที่จะทำให้คุณกลืนน้ำลาย เมื่อร้านเนื้อชื่อดังอย่าง ก๋วยเตี๋ยวเทพนคร, Kitchen's Nott by ลูกโต้งชลวัว, เนื้อเทวดา น้าเน็ก, เนื้อแคมป์ไฟ และเนื้อเรื่อง มาร่วมออกบูธ จำหน่ายเมนูซิกเนเจอร์ที่ทำจากเนื้อพรีเมียม

นอกจากจะได้ชิมเนื้ออร่อยแล้ว การมาเที่ยวงาน "Thailand Beef Fest 2026" จะช่วยให้เราสามารถเพิ่มเติมความรู้เรื่องเนื้อ และการทำอาหารจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การเสวนา "ทำความรู้จัก 5 แบรนด์เนื้อวัวพรีเมียมของประเทศไทย" ที่จะทำให้เราได้ฟังเรื่องราวจากเจ้าของแบรนด์โดยตรงว่าพวกเขาสร้างแบรนด์ขึ้นมาได้อย่างไร มีอุปสรรคอะไรบ้าง และอนาคตจะไปในทิศทางไหน และการเสวนา "มาตรฐานการจัดเกรดเนื้อในระดับสากล" เพื่อช่วยให้เหล่าผู้ประกอบการและคนรักเนื้อเข้าใจระบบการจัดเกรดเนื้อที่ใช้ในไทยและต่างประเทศ วิธีการเลือกซื้อเนื้อควรมองอะไรบ้าง พร้อมทั้งกิจกรรมเวิร์กช็อปเทคนิคการปรุงเนื้อแบบมืออาชีพ เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ เคล็ดลับการทำเนื้อให้อร่อยจากเชฟมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการย่าง ปิ้ง หรือทำสเต็ก และเวิร์กช็อปเทคนิคการแบ่งเนื้อและการตัดเนื้อ ที่จะทำให้เราได้รู้จักเนื้อแต่ละส่วนว่าเหมาะกับการทำอาหารแบบไหน อีกทั้งยังมี กิจกรรม Cooking Show โดยเชฟชื่อดังจะมาร่วมสาธิตการทำอาหารจากเนื้อวัวพรีเมียม พร้อมเผยเคล็ดลับที่ใคร ๆ ก็สามารถนำไปใช้ที่บ้านได้

การขยับตัวของวงการเนื้อไทยในครั้งนี้ บอกเล่าเรื่องราวที่ใหญ่กว่าแค่เมนูอาหาร แต่คือความภาคภูมิใจ นวัตกรรม และโอกาสใหม่ๆ ของประเทศไทย และสำหรับคนรักเนื้อทุกท่าน นี่คือโอกาสที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ได้สัมผัสอนาคตของเนื้อไทย และได้พิสูจน์ด้วยตัวเองว่า 'เนื้อไทย' อร่อยได้ระดับโลก และพร้อมเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดเนื้อพรีเมียมโลกมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ที่นำรายได้กลับสู่เกษตรกรไทย และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทุกคน


ข่าวสหรัฐอเมริกา+ออสเตรเลียวันนี้

บรรยากาศสุดประทับใจจากรอบ Preliminary - Japan Music And Talent Competition 2026 - Winter Season

เวที Japan Music And Talent Competition 2026 Winter Season ได้เปิดม่านรอบคัดเลือกของปี 2026 อย่างยิ่งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง โดยมีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 700 คน ทั้งออนไซต์และออนไลน์ มาจากหลากหลายประเทศอาทิ เช่น ไทย จีน สเปน เมียนมาร์ ออสเตรเลีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และรัสเซีย เดินทางมาร่วมแสดงความสามารถทางดนตรีและความสามารถพิเศษในรูปแบบต่าง ๆ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงละครอักษรา คิงพาวเวอร์ ตลอดการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันได้ถ่ายทอดพลัง

"ปภัสร์ อิทธิโรจนกุล" ผู้บริหารคนรุ่นใหม่... PIMO-ไพโม่ ส่งซิกโค้งสุดท้ายปี 68 ธุรกิจโตต่อเนื่อง — "ปภัสร์ อิทธิโรจนกุล" ผู้บริหารคนรุ่นใหม่จาก บมจ.ไพโอเนียร์ มอเตอร์ (PIMO-ไพโม่) ผู้ผลิตและซัพพลายเ...

นายวีระพงค์ ลือสกุล รองประธานบริษัท พร้อม... MR.POOL จัดทัพเทคโนโลยีอุปกรณ์สระว่ายน้ำ ร่วมงานสถาปนิก 68 — นายวีระพงค์ ลือสกุล รองประธานบริษัท พร้อมด้วย นางสาวรุ่งทิพย์ มีแม่นวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บร...