- โดยนายศศธร ภาสภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟดเอ็กซ์ ประเทศไทย
ห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอาเซียนกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งในด้านฐานการผลิตที่มีการกระจายตัวไปยังตลาดต่าง ๆ และการไหลเวียนทางการค้าในภูมิภาค (Trade flow) ที่มุ่งเน้นความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับภาคธุรกิจ
ภายใต้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่นี้ ความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์จึงอาจไม่สามารถวัดได้จากขนาดของท่าเรือหรือความยาวของรันเวย์อีกต่อไป แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับความรวดเร็ว ความคล่องตัว และความโปร่งใสในการปรับตัวตามพลวัตทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอด
ท่ามกลางความผันผวนนี้ บทบาทของประเทศไทยที่โดดเด่นที่สุดนั้นเกิดจากการขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ที่ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น โดยไทยมีจุดแข็งสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ฐานอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลาย ตลาดการค้าข้ามพรมแดนที่กำลังขยายตัว และตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่
ปัจจัยทั้งสามประการนี้ทำหน้าที่ส่งเสริมกันจนเกิดเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมีบทบาทในการบริหารจัดการเส้นทางการค้า การจัดเก็บและรวบรวมสินค้า และการประสานโครงข่ายระหว่างศูนย์กลางการขนส่งชั้นนำเข้ากับตลาดผู้ผลิตที่เพิ่งเกิดใหม่ ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ โดยเฉพาะในบริบทที่การค้าระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนและเอเชียเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต, อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, เฮลธ์แคร์, เทคโนโลยี และสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG)
มูลค่าการค้าข้ามพรมแดนของประเทศไทยในปี 2567 พุ่งสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งเป้าที่จะแตะระดับ 2 ล้านล้านบาทภายในปี 2570 สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในของห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกระยะไกล (Long-haul exports) แบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการไหลเวียนของสินค้าที่มีการกระจายตัวหลากหลายทิศทาง (Multi-directional flows) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความคล่องตัวในการประสานโครงข่ายการขนส่งทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใต้ความก้าวหน้า ยังมีอุปสรรคที่ฉุดรั้ง
ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation) อย่างมีนัยสำคัญ จากการบังคับใช้ระบบ National Single Window หรือ ระบบเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าควบคุม ที่ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถนำเข้าข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนที่การใช้กระดาษแบบดั้งเดิม ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการจัดการเอกสารและเพิ่มความโปร่งใสให้แก่กระบวนการด้านเอกสารทางการค้า
อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวยังคงมีอุปสรรคในการดำเนินงานหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะกับสินค้าที่ต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหลายหน่วยงาน เช่น อาหาร, สินค้าเพื่อสุขภาพ, ชิ้นส่วนอากาศยาน, เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ การคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยในเอกสารใบอนุญาต, รหัสพิกัดศุลกากร (HS Codes) หรือใบกำกับสินค้า (Invoices) อาจนำมาซึ่งความล่าช้า ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในขณะที่ธุรกิจกำลังเดินหน้าใช้กลยุทธ์ในการกระจายห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค
"การบูรณาการเชิงระบบ" (System-level integration) จึงถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับประเทศไทย นอกเหนือจากการเพิ่มขีดความสามารถทางกายภาพ ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์และผู้ส่งออกต่างก็ต้องการระบบที่สามารถส่งต่อข้อมูลได้อย่างไร้รอยต่อไม่ต่างจากการขนส่งสินค้า หรือสามารถตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของเอกสารต่าง ๆ ได้แบบล่วงหน้า และยังรวมไปถึงการบูรณาการระบบการขนส่งรูปแบบต่าง ๆ ที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านระหว่างรถ เรือ หรือเครื่องบิน สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
ทำไมการบูรณาขนส่งแบบผสมผสานจึงมีความสำคัญ
จากมุมมองของผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ การบูรณาการขนส่งแบบผสมผสาน (Multimodal Integration) ซึ่งหมายถึงการผนวกการขนส่งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ เข้ามาเป็นระบบเดียวแบบครบวงจร กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในปัจจุบัน
โดยการบูรณาการเหล่านี้ จำเป็นต้องมีโซลูชันด้านเทคโนโลยีมาเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน ยกตัวอย่างเช่น ระบบเอกสารการค้าอิเล็กทรอนิกส์ของเฟดเอ็กซ์ (FedEx Electronic Trade Documents), เครื่องมือช่วยจำแนกพิกัดศุลกากร (HS Code) และแพลตฟอร์มการติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ ที่ช่วยให้ผู้ส่งสินค้าสามารถยื่นเอกสารที่ถูกต้องและแม่นยำได้ล่วงหน้า ลดความจำเป็นในการยื่นเอกสารด้วยตัวเอง และช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงได้ก่อนที่ความเสี่ยงเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อการจัดส่งสินค้า
การดำเนินงานของ เฟดเอ็กซ์ ทั่วประเทศไทย ได้นำแนวทางดังกล่าวมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยศูนย์ปฏิบัติการในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor/EEC) ได้มีการบูรณาการระบบคัดแยกสินค้าอัตโนมัติเข้ากับแพลตฟอร์มเอกสารดิจิทัล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการทำพิธีการศุลกากรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมไปถึงทำให้การขนส่งระหว่างอากาศ ทะเล และทางบก เป็นไปอย่างไร้รอยต่อ การบูรณาการครั้งนี้ช่วยลดอุปสรรคและข้อผิดพลาดในขั้นตอนการปฏิบัติงาน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ความเข้มงวดด้านกฎระเบียบและเงื่อนไขด้านเวลาเป็นสิ่งสำคัญ
มากกว่าเป้าหมาย คือการลงมือทำ
การเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ สนามบิน และระเบียงเศรษฐกิจ (Trade Corridors) ยังคงเป็นภารกิจที่มีความสำคัญสำหรับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเหล่านี้จำเป็นต้องพัฒนาควบคู่ไปกับความคล่องตัวเชิงนโยบาย การอำนวยความสะดวกทางการค้าข้ามพรมแดน และการบูรณาการทางดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม
ท่ามกลางบริบทที่ภาคธุรกิจกำลังปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สู่การจัดหาสินค้าจากหลากหลายประเทศ (Multi-country sourcing) พวกเขาต่างหันมาให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความโปร่งใส และขีดความสามารถในการเข้าถึงตลาดที่หลากหลายเป็นหลัก แม้ประเทศไทยจะมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ชัดเจน และมีตลาดแรงงานฝีมือที่มีความพร้อม แต่อีกหนึ่งตัวแปรที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือความสามารถในการยกระดับการบูรณาการขนส่งแบบผสมผสาน ตลอดจนการปรับปรุงกระบวนการให้มีความคล่องตัว ที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามสถานะของการเป็นเพียง "ประเทศทางผ่าน" สู่การเป็น "แพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือในระดับภูมิภาค" ของห่วงโซ่อุปทานในอาเซียนได้หรือไม่
ประเทศไทยกำลังอยู่ในห้วงเวลาสำคัญในการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ในยุคที่อาเซียนกำลังเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน บทบาทความเป็นผู้นำของไทยในวันนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการประสานความเชื่อมโยง ทั้งในด้านรูปแบบการขนส่ง การดำเนินงานข้ามพรมแดน และระเบียบข้อบังคับ ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
ประเทศไทยในตอนนี้ จำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจากหนึ่งในสมาชิกผู้ค้ามาสู่การเป็น "ผู้ออกแบบระบบนิเวศโลจิสติกส์ของภูมิภาค" อันจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถกำหนดพิมพ์เขียวใหม่ของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ที่มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และสอดประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อผ่านการบูรณาการข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างกัน
เจ้าสัว ฟู้ดส์ฯ หรือ CHAO ตอกย้ำความสำเร็จด้านความยั่งยืน คว้าประกาศนียบัตร 'Supplier Sustain Award 2025' ในงาน Makro HoReCa 2025
ASIMAR โชว์กำไรปี 68 กว่า 43 ลบ. รายได้ 937 ลบ. เคาะปันผล 0.12 บาท ขึ้น XD 13 มี.ค.นี้ ลุยประมูลงานใหม่ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 10%
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกด้าน GI บุกแดนอาทิตย์อุทัย ศึกษาโมเดลเกษตรมูลค่าสูงถึงแหล่งปลูกมันหวานญี่ปุ่น ตั้งเป้ายกระดับศักยภาพ GI ไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก
โฮมโปร ตอกย้ำบทบาทผู้นำช่องทางจัดจำหน่าย - Strategic Retail Partnerผนึกไฮเออร์ เสริมพอร์ตเครื่องใช้ไฟฟ้ารับเทรนด์ Health & Hygiene เปิดตัวเครื่องซักผ้า Haier 3 Drums Multi-Wash
โนเบิล" โชว์ผลดำเนินงานปี 2568 กำไรสุทธิเติบโต 37.4% ตุน Backlog เกือบ 2.2 หมื่นล้านบาท รับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
BSRC คว้ารางวัล Thailand Quality Class ชูศักยภาพความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการระดับสากล
เอ็ม บี เค รับการประกาศเกียรติคุณ กิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการลดก๊าซเรือนกระจก สู่สังคมคาร์บอนต่ำ
Flora Food Group ขยายบทบาทสู่ครัวมืออาชีพทั่วประเทศไทย