เจาะลึกโลจิสติกส์ไทย 2026: วิเคราะห์ทางรอด เมื่อ AI ไม่ใช่แค่ทางเลือก

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

ภาคโลจิสติกส์ยังคงแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวในปี 2025 ท่ามกลางปัจจัยลบหลายด้าน แม้ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบังจะเติบโตถึง 10.5% ในช่วงครึ่งปีแรกตามอุปสงค์การส่งออกที่แข็งแกร่ง แต่การขนส่งในประเทศกลับเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวตามแรงบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวเพียง 2.6% ในไตรมาสแรก ปัจจัยท้าทายที่เกิดขึ้น ทั้งความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา สงครามในตะวันออกกลาง และกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ล้วนสร้างแรงเสียดทานให้กับธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ราคาเฉลี่ยน้ำมันโลกจะลดลง

เจาะลึกโลจิสติกส์ไทย 2026: วิเคราะห์ทางรอด เมื่อ AI ไม่ใช่แค่ทางเลือก

อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยปิดปี 2025 ด้วยตัวเลขการเติบโตของรายได้ที่ 2.2% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 9.3 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมกลับเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปี 2026 จะขยายตัวเพียง 1.5% ซึ่งนับเป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี เมื่อปัจจัยภายนอกและการบริโภคระดับมหภาคไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนการเติบโตอีกต่อไป คำถามสำคัญที่ผู้นำธุรกิจโลจิสติกส์ต้องตอบให้ได้คือ เราจะสร้างการเติบโตได้อย่างไรในวันที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก?

คำตอบของสมการนี้อยู่ที่การปรับตัวจากภายใน องค์กรที่นำ Data Analytics, AI, IoT และระบบ Automation มาปรับใช้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างเห็นได้ชัด สำหรับปี 2026 การทำ Digital Transformation จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อได้เปรียบทางการแข่งขันอีกต่อไป แต่คือ 'กลยุทธ์สำคัญเพื่อการอยู่รอด' ของธุรกิจอย่างแท้จริง

3 กลยุทธ์โลจิสติกส์ 2026

  1. สร้างฐานข้อมูลที่ติดตามได้ตลอด Supply Chain : เพิ่มความสามารถในการมองเห็นข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทำให้บริหารจัดการได้อย่างคล่องตัว และรักษามาตรฐานบริการที่ลูกค้าไว้วางใจ องค์กรที่ใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง จะสามารถรีดประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้พร้อมกัน
  2. เริ่มติดตามคาร์บอนฟุตพริ้นท์ : นโยบาย ESG กำลังจะกลายเป็นข้อกำหนดหลักในการดำเนินธุรกิจระดับสากล ภาคโลจิสติกส์กำลังเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ทั้งในกลุ่มรถจักรยานยนต์และรถบรรทุกขนาดเล็ก ท่ามกลางความท้าทายเฉพาะหน้าในการบริหารจัดการฟลีทรถแบบผสม (Mixed Fleet) ระหว่างรถน้ำมันและไฟฟ้า องค์กรจึงจำเป็นต้องมีระบบติดตาม Carbon Footprint ที่แม่นยำตั้งแต่วันนี้ เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนและรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว
  3. ใช้ AI ในฐานะผู้ช่วยในการทำงาน : AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ทั่วโลก ตั้งแต่จับคู่เส้นทางอย่างชาญฉลาด การจ่ายงานให้คนขับเพื่อใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไปจนถึงการมองเห็น Supply Chain แบบเรียลไทม์ สำหรับบริษัทในประเทศไทย การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับผู้ให้บริการระดับนานาชาติ

เมกะเทรนด์โลจิสติกส์ 2026

  1. Green Logistics : โลจิสติกส์สีเขียว หมายถึง การบริหารจัดการโลจิสติกส์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่เน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ และยังคงเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและลดต้นทุนของธุรกิจได้เช่นเดิม ด้วยแรงกดดันด้านกฎระเบียบกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในประเทศไทยควรเริ่มต้นจากเส้นทางและประเภทสินค้าที่เหมาะกับรถ EV ในปัจจุบัน แล้วค่อย ๆ ขยายการใช้งานไปพร้อมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนยานพาหนะทั้งฟลีทในทันที ธุรกิจจำเป็นต้องมีระบบจัดการข้อมูลที่สามารถติดตามและวัดผลการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่วันนี้ แม้การเปลี่ยนผ่านสู่ EV อย่างเต็มรูปแบบจะยังมาไม่ถึงก็ตาม
  2. Logistics Technology (LogTech) : เทคโนโลยีคือปัจจัยหลักในการยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับการให้บริการ เทคโนโลยีที่องค์กรโลจิสติกส์ควรมี ได้แก่- Data Analytics: เปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานให้กลายเป็นอินไซต์เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ข้อมูลการใช้น้ำมันย้อนหลังเพื่อระบุเส้นทางที่มีต้นทุนแฝงสูง และปรับเปลี่ยนไปใช้เส้นทางที่คุ้มค่ากว่าทันที- AI: ช่วยคาดการณ์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกมิติ เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะช่วยวิเคราะห์สภาพการจราจรแบบเรียลไทม์และจัดการปริมาณงานเพื่อลดการใช้น้ำมันและลดรอบวิ่งเปล่า นอกจากนี้ยังเพิ่มความปลอดภัยให้กับการขับขี่ ข้อมูลพบว่าการติดกล้อง AI ช่วยลดอุบัติเหตุได้ถึง 60% และลดค่าเคลมประกันได้ 30-50%- IoT Monitoring: การควบคุมความโปร่งใสแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น เซนเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิในรถขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) ที่แจ้งเตือนทันทีเมื่อมีความผิดปกติ เพื่อป้องกันสินค้าเสียหายก่อนถึงมือลูกค้า- Automation: ลดภาระงานและเพิ่มความรวดเร็วด้วยระบบอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น การใช้ระบบ Delivery เพื่อจ่ายงานขนส่งไปยังสมาร์ทโฟนของคนขับโดยอัตโนมัติทันทีที่มีออเดอร์ใหม่ในระบบ

แนวทางที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ควรลงมือทำ

  1. ตรวจสอบเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ : ค้นหาว่ามีกระบวนการทำงานใดที่ยังพึ่งพาการทำมือ ที่ทั้งเสียเวลาและประสิทธิภาพโดยไม่รู้ตัว
  2. เริ่มใช้งานจากโซลูชั่นที่ให้ ROI สูง : ยังไม่ต้องเริ่มเปลี่ยนแผนงานทั้งหมด แต่ให้เริ่มจากส่วนที่ทำให้เห็นผลลัพธ์รวดเร็วและชัดเจน เช่น การใช้เทคโนโลยีติดตามการใช้น้ำมัน และ GPS ติดตามเส้นทาง
  3. ใช้ข้อมูลที่มีให้เป็นประโยชน์ : สร้างฐานข้อมูลหรือใช้ข้อมูลที่เก็บได้จากผู้ให้บริการเทคโนโลยีเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น
  4. วางแผนเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ Green Logistics : เริ่มติดตาม Carbon Footprint แม้ยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นรถ EV

ภาคโลจิสติกส์ของไทยกำลังเผชิญสภาพแวดล้อมที่ท้าทายที่สุดในรอบกว่า 30 ปี การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและความขัดแข้งระดับประเทศ ล้วนสร้างแรงกดดันให้กับธุรกิจ

ทว่าท่ามกลางความท้าทายย่อมมีโอกาสเสมอ ในปี 2026 ธุรกิจที่ตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยี จะสามารถรักษากำไร รักษาฐานลูกค้า และคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และความต้องการของลูกค้าที่มองหาบริการใหม่ๆ คือลู่ทางที่เอื้อต่อการเดินหน้าของอุตสาหกรรมอย่างยิ่ง ธุรกิจที่เริ่มลงมือปรับตัวในวันนี้จะสามารถสร้างขีดความสามารถที่เป็นต้นทุนในการพัฒนาองค์กรได้ในระยะยาว และเป็นตัวกำหนดความแข็งแกร่งของธุรกิจได้ในวันข้างหน้า

การยกระดับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องของผู้ให้บริการเพียงรายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และผู้พัฒนาเทคโนโลยีอย่าง Cartrack รวมถึงผู้ให้บริการเทคโนโลยีอื่นๆ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก

*อ้างอิงบางส่วนจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC), "แนวโน้มธุรกิจโลจิสติกส์: เจาะลึกภาพรวมและทิศทางอุตสาหกรรม," มกราคม 2568


ข่าวท่าเรือแหลมฉบัง+โลจิสติกส์ไทยวันนี้

"MPJ" โลจิสติกส์ไทยครบวงจร เตรียมตัวไอพีโอ เข้า mai พร้อมประสบการณ์กว่า 16 ปี ชูความเป็นผู้นำด้านลานตู้คอนเทนเนอร์ ร่วมทุนกับ 2 สายเรือระดับโลก จุดแข็งมีฟลีทรถหัวลาก 237 คัน และหางพ่วง 268 คัน ใหญ่อันดับต้นๆ ในเขต EEC

บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MPJ ผู้นำโลจิสติกส์แบบครบวงจรและเป็นผู้นำด้านลานตู้คอนเทนเนอร์ ที่มีฟลีตรถบรรทุกหัวลาก 237 คัน และหางพ่วง 268 คัน ด้วยทำเลยุทธศาสตร์ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง เตรียมเดินหน้าระดมทุนเสนอขาย 53 ล้านหุ้น เข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) นายจีระศักดิ์ มานะตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MPJ เปิดเผยว่า "MPJ เป็นผู้นำธุรกิจโลจิสติกส์แบบครบวงจร ที่มีประสบการณ์กว่า 16 ปี ให้บริการขนส่งทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

บริษัท ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย (HPT) ผู้... ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย ทุบสถิติตู้สินค้าผ่านท่าสะสม 50 ล้าน ทีอียู — บริษัท ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย (HPT) ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือขนถ่ายตู้สินค้า ท่า A...

นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องก... กทม. เตรียมชำระหนี้รถดับเพลิง 139 คันนำออกจากท่าเรือแหลมฉบังมาตรวจสภาพ-ซ่อมบำรุงให้พร้อมใช้งาน — นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธาร...

เอ็นเอ็กซ์ โลจิสติคส์ ประเทศไทย เปิดศูนย์โลจิสติกส์อีสเทิร์นซีบอร์ดแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง

นิปปอน เอ็กซ์เพรส โฮลดิงส์ อิงค์ -มุ่งให้บริการโลจิสติกส์ที่ดีที่สุดใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง โดยเน้นกลุ่มบริษัทขนส่งและเทคโนโลยีเป็นหลัก- บริษัท นิปปอน เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ (ประเทศไทย)...