การตรวจ MRI (Magnetic Resonance Imaging) และ MRA (Magnetic Resonance Angiography)เป็นเทคโนโลยีการตรวจสมองขั้นสูง ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุในการสร้างภาพสมองแบบ 3 มิติ ความละเอียดสูง ไม่ใช้รังสีเอกซเรย์จึงปลอดภัย สามารถใช้ในการคัดกรองและวินิจฉัยโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
MRI กับ MRA ต่างกันอย่างไร?
แม้ใช้เครื่องเดียวกันแต่มีจุดประสงค์การตรวจที่แตกต่างกันMRI : ตรวจ "เนื้อเยื่อสมอง" เหมาะสำหรับคัดกรองเนื้องอกในสมอง ภาวะสมองฝ่อ หรือโรคอัลไซเมอร์ การบาดเจ็บของเนื้อสมอง จุดเลือดออกขนาดเล็กที่มองไม่เห็นจากการตรวจทั่วไป MRA : เป็นการตรวจเพิ่มเติมจาก MRI สมอง เพื่อตรวจ "หลอดเลือดสมอง"เหมาะสำหรับคัดกรองเส้นเลือดในสมองตีบหรือตัน โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง ความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือดในสมอง
ทำไม? จำเป็นต้องตรวจคู่กัน (MRI + MRA)การตรวจ MRI ร่วมกับ MRA ช่วยให้แพทย์เห็นภาพสมองได้ครบทั้ง "เนื้อสมอง" และ "หลอดเลือด" เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยมากกว่าการตรวจเพียงอย่างเดียว
ข้อดีของการตรวจ
- ความละเอียดสูง ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นแม้ยังไม่มีอาการ
- ปลอดภัย ไม่เจ็บ ไม่ต้องรับรังสีสะสม
- วินิจฉัยแม่นยำ แยกชนิดความผิดปกติของเนื้อเยื่อได้ชัดเจนกว่าการทำ CT Scan ในบางกรณี
ใครบ้าง? ที่ควรพิจารณาตรวจ MRI + MRA
- ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง หรือปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน
- ผู้ที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด เดินเซ ตามัว โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
** ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) หรือมีโลหะบางชนิดอยู่ในร่างกาย อาจไม่สามารถเข้ารับการตรวจได้ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่หรือแพทย์ก่อนตรวจทุกครั้ง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมCall Center 1512 ต่อ 2999Line Official : @ramhospital
รู้สัญญาณเตือน Stroke เฝ้าระวัง BEFAST !
รักษา "อาการปวด" ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า PMS ดีอย่างไร?
บอกลาอาการปวดเรื้อรัง โรคออฟฟิศซินโดรม ด้วย PMS
ผู้เชี่ยวชาญ แนะวิธีเลือกภาชนะอุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟให้ปลอดภัย
จัดค่ายนักวิทยาศาสตร์น้อยท่องแดนซินโครตรอน สร้างแรงบันดาลใจเส้นทางอาชีพเยาวชน
โปรแกรมรักษาอาการปวด ด้วยเครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้า PMS ที่ รพ. บี.แคร์ ฯ
ซึมเศร้าดื้อยา รักษาได้ด้วย TMS